ไอ้งานคุณภาพนี่มันก็กิเลสหนาซะจริงๆนะ... ไม่มีวันพอ ขอ...ดีกว่าทุกวันนี้ ขอ...มากกว่านี้อีก ขอๆๆๆ... ไม่รู้จักพอหรือไม่รู้สึกพอบ้างเลยสักนิด...แล้วมันจะมีวันหยุดที่ “เพดานพอ” สักวันมั้ยเนี่ย

ผู้เขียนอ่าน Facebook ของเพื่อนในบันทึกของ อาจารย์ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด  

  อาจารย์พูดว่า

2-3 วันที่ผ่านมานี้เห็นกิเลสได้ชัดมาก ตอนที่อยากได้กล้องตัวใหม่ . . .

พี่ Handy  พูดต่อว่า

กิเลสก็มีหลายระดับครับ .. อย่างหยาบๆก็ เพื่อโก้ เพื่อเท่ เพื่อให้ใครมองแล้วดูดี ทันสมัย ฯลฯ ซึ่งมันไม่ใช่วิสัยของท่านอาจารย์ประพนธ์ แต่ถ้าอยากได้เพราะของเดิมไม่สามารถตอบสนองสิ่งที่ต้องการทำได้เท่าที่ควร ถ่ายภาพมาสื่อสารเรื่องราวได้ไม่ชัดเจน ปรารถนาอยากให้ผู้อ่าน ผู้ดูภาพได้รับความพอใจ อยากให้ความแจ่มชัดของภาพที่ถ่าย เสนอเรื่องราวได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขของคนเหล่านั้น .. ทำไปทำมา อยากได้เพื่อทำประโยชน์ให้ผู้อื่น ไปเสียแล้ว .. อย่างนี้ก็น่าจะพ้นจากคำว่ากิเลสนะครับ หรือถึงจะนับเป็นกิเลส ก็เป็นกิเลสแบบน่ารักครับ

จากนั้น วันถัดมาก็เกิดความก้าวหน้าขึ้น อาจารย์ก็กลับมาพูดต่อว่า

2-3 วันที่ผ่านมานี้เห็นกิเลสได้ชัดมาก ตอนที่อยากได้กล้องตัวใหม่ . . .
เห็นการ "เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป" ที่ดับได้ก็เพราะไปซื้อมาแล้วครับ . . .
(ด้วยเหตุผลที่อาจารย์พินิจเรียกว่า "กิเลสที่น่ารัก" นั่นแหละครับ !!)

ผู้เขียน  ไปแหย่ว่า

ดีใจค่ะ ที่อาจารย์ได้เครื่องมือทำงานให้สังคมตัวใหม่...(นี่คิ ดPositiveให้นะคะเนี่ย...จะ ได้ไม่คิดว่ามันเป็นกิเลส.. .อิอิ)

แล้วอาจารย์ก็พูดอีกว่า

แต่ซื้อมาก็ใช่ว่าจะกำจัดต้นเหตุได้ . . พอกิเลสตัวนี้หายไป กิเลสตัวใหม่ก็กำลังมา . . เอาเป็นว่าเดี๋ยวเอาภาพจากกล้องตัวใหม่มาลงให้ดูดีกว่า (วันนี้เพิ่งไปลองใช้มา) จะได้รู้ว่าที่ีซื้อกล้องมาก็เพื่อสนองอัตตาตัวตนของเรา ไม่ได้เอาไปใช้ทำงานให้สังคมอย่างที่หลายคนพูดมาหรอก

.....

 

กิเลสหนอ...กิเลสหนา >>>...

พอมีการพูดคุยกันเรื่องกิเลสของอาจารย์เอง(อาจารย์พูดเองนะ...ไม่มีใครเขาว่าสักหน่อย...) แล้วมีคนเข้าไปแชร์ด้วยมากมาย รวมทั้งผู้เขียน ทำให้สมองกระจิดริดของผู้เขียน กระเด้งต่อยอดได้ทันที(เหมือนกัน)... เรียกว่างานนี้ โดน!

ผู้เขียนเคยรู้สึกถึงเรื่องกิเลสนี้มานานแล้ว...นานพอๆกับการทำงานคุณภาพให้ภาควิชาฯ

นานพอๆกับคำพูดที่กรอกหูบ่อยๆ...จนก้องอยู่ในหู...และฝังในทุกอณูขุมขนซะก้อไม่รู้ ที่ว่า

...วันนี้ทำดีหรือยัง? ทำให้ดีกว่านี้ได้มั้ย? พรุ่งนี้ทำดีกว่านี้ได้มั้ย?...

 

ความพยายามที่จะให้คนในองค์กรเกิดความรู้สึกอยากพัฒนาตนเอง พัฒนาอยู่ตลอดด้วยการกระตุ้นด้วยถ้อยคำข้างบนถูกสะท้อนกลับจากบางคนที่ “เพียงพอ” ว่า เขาพอใจที่จะมีและเป็นอยู่อย่างนี้

โอ้แม่เจ้า!...

ตอนนั้นเสมือนฟ้าผ่าลงมากลางแสกหน้า... ไม่ใช่แต่หน้าแตกแล้วหงายหลัง แต่หน้าชาไปหลายวันเลยเชียวแหละ

ต้องกลับมาตั้งหลักและลับกระบี่เพื่อออกศึกใหม่

ทำไมไม่รู้จักพอเพียง(แค่นี้)... ทำไมต้อง(เกิดกิเลส)อยากทำให้ดีมากขึ้นๆ ทั้งๆที่ทำอยู่นี่ มันดีอยู่แล้ว...อย่างพอดี

เขาพูดอย่างนี้แล้วจะไปว่าอะไรเขาได้ล่ะ

  

 

เคยแอบบอกตัวเองว่า

ไอ้งานคุณภาพนี่มันก็กิเลสหนาซะจริงๆนะ... ไม่มีวันพอ  ขอ...ดีกว่าทุกวันนี้ ขอ...มากกว่านี้อีก ขอ...ไม่รู้จักพอหรือไม่รู้สึกพอบ้างเลยสักนิด...แล้วมันจะมีวันหยุดที่ “เพดานพอ” สักวันมั้ยเนี่ย

จะว่าไปแล้ว...ไอ้เราเองก็กิเลสหนาด้วยน่ะแหละ หนาเพื่อสังคม(อย่างพี่ Handy และ อ.ประพนธ์ว่าไว้...อิอิ...) มันเป็นเหตุให้เราไม่เคยละความพยายามที่จะพัฒนาหน่วยงานของเราเลยจริงๆ

ว่าแล้วก็เพ่นไปก่อนละ

ก่อนที่ อ.อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล อาจารย์ที่เคารพจะมาแพ่นกบาล!

 

ขอขอบพระคุณ อ.ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด และ พี่Handy(อ.พินิจ พันธ์ชื่น) ที่กรุณาเปิดประเด็นโดนใจลึกๆของผู้เขียน ที่มีมานาน)