ไมเคิล ฟาราเดย์
เป็นชาวอังกฤษ เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๔
พ่อของเขาเป็นคนตีเหล็กอยู่บ้านนอก
เขาเป็นเด็กที่ยากจนอย่างมากคนหนึ่ง
เขาได้เรียนหนังสือเพียงเล็กน้อย ก็ต้องเลิกเรียน
การทำงานของพ่อได้ผลไม่พอกิน จึงหอบหิ้วกัน
เข้ามาหางานทำในลอนดอน
ได้ที่อยู่อย่างน่าสังเวช มีอาหารเพียงขนมปังแห้ง
แม้แต่เนยก็ไม่มีรับประทาน ขนมปังก้อนหนึ่ง
ต้องรับประทานให้พอถึง ๑ สัปดาห์
เพราะไม่มีทางที่จะหามาได้อีก
ตัวฟาราเดย์เอง เมื่อได้ขนมปังมา
ก็ต้องตัดออกเป็น ๑๔ ชิ้น กินวันละ ๒ มื้อ
มื้อละ ๑ ชิ้น กินมากกว่านั้นไม่ได้
ฟาราเดย์ต้องช่วยบิดาทำงานหนักมาแต่เล็กแต่น้อย
เมื่ออายุครบ ๑๓ ปี จึงหางานให้ตัวเองได้
เขาได้งานในร้านขายหนังสือแห่งหนึ่ง
เจ้าของร้านชื่อ ยอร์ช รีโบ
ฟาราเดย์ได้ทำหน้าที่เป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์
งานส่งหนังสือพิมพ์ในเวลานั้นไม่เหมือนในเวลานี้
ในสมัยนั้น หนังสือพิมพ์หายากและแพงมาก
และเป็นกระดาษ แผ่นเดียว อ่านประเดี๋ยวเดียวจบ
ชาวบ้านในเวลานั้นไม่ได้ซื้อหนังสือพิมพ์อ่าน
ต้องเช่าอ่านจากร้านขายหนังสือ
หน้าที่ส่งหนังสือพิมพ์ของฟาราเดย์ก็คือ
เอาหนังสือพิมพ์จากร้านหนังสือไปส่งผู้เช่า
รอและเร่งให้เขาอ่านจบเร็วๆ เพื่อขอหนังสือพิมพ์คืน
เพราะจะต้องเอาไปให้บ้านอื่นอ่านต่อไป
งานชนิดนี้จะได้ค่าจ้างอย่างมากก็เพียงซื้อขนมปัง
ได้สัปดาห์ละก้อนเท่านั้น
ครั้งหนึ่งถูกคนรับหนังสือพิมพ์ โกรธ
ปิดประตูกระแทกหน้าจนเลือดไหล
เขาไม่มีทางจะฟ้องร้องเรียกค่าทำขวัญ เพราะเป็นคนจน
นายยอร์ช รีโบ
เจ้าของร้านหนังสือพอใจการทำงานของฟาราเดย์
ฉะนั้น เมื่อเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์ครบ ๑ ปีแล้ว
ก็เลื่อนตำแหน่งหน้าที่ให้ฝึกหัดเย็บปกหนังสือ
การเย็บปกหนังสือในสมัยนั้น ทำกันอย่างประณีตสวยงามจริงๆ
การใช้หนังหุ้มปก การเดินลายทองและลวดลาย
และใช้วัตถุมีค่า แม้แต่ปกที่ตัดชั้นใน บางทีก็ใช้แพร
แทนที่จะเป็นกระดาษอย่างเวลานี้
หนังสือเป็นสมบัติอันมีค่าของคนในสมัยนั้น
การที่ฟาราเดย์ได้ทำหน้าที่ฝึกหัดเย็บปกหนังสือนี้
เป็นความปีติยินดีของตนเอง และพ่อแม่
เพราะเขาจะได้วิชาที่เลี้ยงตัวได้ในภายหน้าทีเดียว
ฟาราเดย์ได้วิชาจริงๆ นอกจากวิชาเย็บปกหนังสือแล้ว
เมื่อเวลาหยุดพัก ก็ได้อ่านข้อความในหนังสือด้วย
เขาชอบอ่านเรื่องที่เป็นตำราเคมีและไฟฟ้า
ด้วยเงินเล็กน้อยที่เขาหาได้ เขาซื้อของบางอย่าง
และทำการทดลองเท่าที่จะทำได้
แต่ก็ไม่ให้เสียงานในหน้าที่ของเขา
เขาฝึกหัดได้เร็ว และทำได้เรียบร้อย
เป็นที่พอใจของนายจ้างเสมอมา
นายจ้างเกิดความเมตตากรุณา
ในความอุตสาหะและการทำงานดีของเด็กคนนี้มาก
วันหนึ่ง ฟาราเดย์เห็นประกาศติดไว้ที่ถนนว่า
มีอาจารย์คนหนึ่งชื่อเตตุม จะปาฐกถาเรื่องปรัชญาธรรมชาติ
ปาฐกถาในที่นี้หมายถึง Lecture คือการสอนนั่นเอง
ผู้เข้าฟังการสอนต้องเสียเงินครั้งละ ๑ ชิลลิง
ซึ่งเป็นอัตราที่แพงมาก แต่เป็นโอกาสเดียวสำหรับ
ผู้ที่มิได้เข้าโรงเรียนจะศึกษาหาความรู้ได้
ฟาราเดย์อยากเข้าเรียนเหลือเกิน แต่เขาก็ขาด
ทั้งเงินและเวลา เขาโชคดีอยู่บ้างที่นายจ้างอนุญาต
ให้ไปฟังคำสอนได้
ส่วนค่าฟังคำสอนครั้งละ ๑ ชิลลิงนั้น พี่ชายของเขา
ซึ่งทำงานหนักหาเช้ากินค่ำเหมือนกัน อุตสาหะออกให้
แม้ฟาราเดย์เข้าฟังคำสอนตามหลักสูตรจนครบถ้วน
และมีพื้นความรู้เบื้องต้นทางวิทยาศาสตร์อย่างดีที่สุด
ที่สามารถจะได้รับจากการเรียนพิเศษอย่างนั้น
แต่เขาก็ไม่ละทิ้งการเย็บปกหนังสือ ซึ่งเขาทำได้
อย่างช่างฝีมือดีคนหนึ่ง
ต่อมามีร้านเย็บปกหนังสืออีกแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ในลอนดอน
เจ้าของร้านเป็นฝรั่งเศส ชื่อ เดอลารอช ต้องการช่างเย็บปกฝีมือดี
ฟาราเดย์ได้ลาออกไปอยู่กับนายเดอลารอช
ซึ่งได้ค่าจ้างดีขึ้น ในไม่ช้าเขาก็เสียใจ เพราะนายจ้างใหม่
ไม่มีเมตตาเหมือนนายจ้างเก่า กิริยาวาจาหยาบ
ไม่เห็นใจลูกจ้าง เขาทนไม่ไหวเลยลาออก
จะกลับไปหานายจ้างเก่าก็ไม่ได้ เพราะมีคนแทนแล้ว
เป็นเวลายากลำบากที่สุดในชีวิตของเขา
พ่อตายลงในเวลานั้น ตัวเองก็ไม่มีงานทำ
เขาปรารถนาที่จะได้ทำงานทางวิทยาศาสตร์
แม้เป็นเพียงเด็กรับใช้ในห้องวิทยาศาสตร์ แต่ก็หาไม่ได้
ทั้งที่มีหนังสือสำคัญแสดงว่าได้ศึกษาวิทยาศาสตร์
โดยฟังคำสอนพิเศษจนครบถ้วน ก็ไม่มีใครต้องการ
คนที่มีการศึกษาเพียงนี้ แต่เขาก็พยายามหางานอันนี้เรื่อยไป
ครั้งหนึ่งมีการปาฐกถาพิเศษโดยเซอร์ฮัมฟรี เดวี
นักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงยิ่งใหญ่คนหนึ่งในเวลานั้น
ฟาราเดย์เล็ดลอดเข้าไปฟังจนได้ ฟังแล้วก็มาเขียนข้อความ
ที่เซอร์ฮัมฟรีกล่าวในปาฐกถานั้น แต่ต้นจนปลาย
เขียนอย่างประณีตบรรจง แล้วเย็บปกอย่างสวยงาม
ส่งไปให้เซอร์ฮัมฟรี พร้อมกับใบสมัครขอทำงาน
เป็นเด็กรับใช้ ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของท่านผู้นี้
ปกหนังสือที่สวยงาม จูงใจให้เซอร์ฮัมฟรี
เปิดดูข้อความข้างใน และก็ได้เห็นความแปลกประหลาดมหัศจรรย์
อย่างไม่นึกฝัน
วิชาชวเลขยังไม่เกิดในเวลานั้น แต่เด็กคนนี้
สามารถเขียนข้อความในปาฐกถาของเซอร์ฮัมฟรี
ได้ละเอียดถูกต้อง เกือบทุกถ้อยคำ
แล้วก็ไม่ใช่เรื่องธรรมดา เป็นเรื่องวิชาการอย่างสูง
แสดงว่า ผู้เขียนมีพื้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ดีพอใช้
การจดจำไปเขียนได้เกือบทุกถ้อยคำ แสดงว่า
เป็นมันสมองแก้ว เป็นเด็กพิเศษอย่างแท้จริง
ถ้าเซอร์ฮัมฟรีไม่อุปการะเด็กชนิดนี้แล้ว จะไป
อุปการะเด็กชนิดไหน เซอร์ฮัมฟรีรับฟาราเดย์
เป็นเด็กรับใช้ในห้องทดลองของตน
มอบหน้าที่ให้ล้างขวด ล้างหลอดแก้ว
ทำความสะอาดบนโต๊ะและพื้นห้อง
เป็นหน้าที่ทางวิทยาศาสตร์อันแรกที่ฟาราเดย์ภูมิใจมาก
เขาทำหน้าที่อย่างดีเป็นที่พอใจของเซอร์ฮัมฟรี
โดยไม่พยายามแสดงตัวว่ามีความรู้ทางวิทยาศาสตร์
และขอทำงานที่สูงขึ้นไป
ทำงานในหน้าที่อย่างดีที่สุด ปล่อยให้นายจ้าง
ตัดสินเองว่า เขาควรจะได้งานดีกว่านี้หรือไม่
เซอร์ฮัมฟรีค่อยๆ เรียกใช้ทีละน้อย ให้หยิบโน่นส่งนี่
เขาทำได้ถูกต้อง ลงท้ายใช้ผสมเคมีที่ง่ายๆ
แล้วก็ใช้สูงขึ้นไปทุกที
ต่อมาไม่นาน เขาก็ได้เลื่อนฐานะมาเป็นลูกมือ
ของเซอร์ฮัมฟรีโดยตรง เขาได้เรียนจริงๆ ที่ตรงนี้
ความใฝ่ฝันที่จะมีเครื่องทดลองอย่างดีและมีโอกาสทดลอง ก็มีแล้ว
และได้ทำการทดลองภายใต้คำสั่งสอนและควบคุม
โดยอาจารย์ชั้นเอกอย่างเซอร์ฮัมฟรี
แม้จะได้เข้ามหาวิทยาลัย ก็ไม่แน่ว่าจะได้เรียนดีกว่า
เป็นลูกมือเซอร์ฮัมฟรี
เขาเรียน เขาจำ เขาขออนุญาตอ่านตำราในห้องสมุด
ของเซอร์ฮัมฟรี
วันหนึ่ง เซอร์ฮัมฟรีทำการทดลองอย่างหนึ่ง
มีฟาราเดย์เป็นผู้ช่วยใกล้ชิด สิ่งที่ทดลองนั้นเกิดระเบิดขึ้นมา
บาดเจ็บกันทั้งสองคน ฟาราเดย์เล็บหายจากปลายนิ้วไปหนึ่งนิ้ว
เซอร์ฮัมฟรีก็บาดเจ็บหลายแห่ง เป็นอันว่าฟาราเดย์
ได้มีฐานะเป็นผู้ช่วยอย่างแท้จริง ของเซอร์ฮัมฟรี
ต่อมา เซอร์ฮัมฟรีได้รับเชิญจากสถาบันการศึกษา
หลายแห่งในยุโรป ให้ไปแสดงปาฐกถาในประเทศต่างๆ ในยุโรป
เซอร์ฮัมฟรีได้พาฟาราเดย์ไปด้วย
ฟาราเดย์ ได้เห็นสังคมชั้นสูงของยุโรป
ได้เห็นปราสาทราชวังและพระราชาของประเทศต่างๆ
ได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น ได้รู้จักสิ่งที่ไม่เคยรู้จัก
เป็นการเปิดหูเปิดตาอย่างแท้จริง
แม้จะได้รับความรื่นรมย์ แต่ความขมขื่นก็มีมาก
เพราะเลดีฮัมฟรี ภริยาของเซอร์ฮัมฟรีได้เดินทางไปด้วย
เลดีฮัมฟรีไม่อาจลืมได้ว่า ฟาราเดย์เป็นเด็กยากจน
มาอยู่กับสามีตนในฐานะเด็กรับใช้
ในการเลี้ยงต้อนรับ เลดีฮัมฟรีพยายามกีดกัน
ไม่ให้ฟาราเดย์นั่งร่วมโต๊ะกับสามี ถ้ารู้ล่วงหน้า
ก็จะบอกเจ้าภาพว่า ฟาราเดย์เป็นเด็กรับใช้
ไม่ต้องเชิญให้รับประทานร่วมโต๊ะกับสามี
เป็นเหตุให้วิวาทกับสามีเรื่อยมา
เพราะเซอร์ฮัมฟรีมักแนะนำว่า ฟาราเดย์เป็นผู้ช่วย เป็นสมองแก้ว
เซอร์ฮัมฟรีเคยพูดถึงกับว่า สิ่งทั้งหลายที่ตนค้นพบ
ยังไม่มีค่าเท่ากับได้ค้นพบสมองแก้วนี้เลย
แต่เลดีฮัมฟรีพยายามแสดงอยู่ตลอดเวลาว่า
ฟาราเดย์เป็นแต่เด็กรับใช้ของสามี
ประสบการณ์อันขมขื่นที่ได้รับ ทำให้ฟาราเดย์
เกลียดชังยศศักดิ์ฐานันดร ภายหลังเมื่อรุ่งโรจน์ถึงที่สุดแล้ว
ก็ไม่ยอมรับฐานันดรใดๆ
ขอเป็นฟาราเดย์คนเดิมอยู่เสมอ
เมื่อกลับจากยุโรป ฟาราเดย์ได้งานใหม่
เป็นงานในห้องวิทยาศาสตร์ของราชบัณฑิตยสถานของอังกฤษเอง
นับเป็นสวรรค์สำหรับฟาราเดย์
ที่นั่นเป็นโรงเรียนสอนวิทยาศาสตร์
เป็นที่แสดงปาฐกถาทางวิชาการแก่ประชาชน
เป็นที่ประชุมแลกเปลี่ยนความรู้ของพวกนักปราชญ์
ฟาราเดย์ได้พยายามทำงาน และหาความรู้ด้วยวิริยะอุตสาหะ
เขามีรายได้เพียงสัปดาห์ละ ๓๐ ชิลลิง ซึ่งน้อยเต็มที
แต่ก็พอสำหรับเขา เขาพยายามทำให้ก้าวหน้าทางความรู้มากกว่าอย่างอื่น
ห้าปี สิบปีล่วงไป เขาปล่อยให้มันล่วงไปในการศึกษาค้นคว้า
พยายามทำงานในหน้าที่ให้ดีที่สุด เขาถือสุภาษิตว่า
�พยายามต่อสู้เพื่อผลสำเร็จ โดยไม่ต้องคิดว่า บรรลุผลสำเร็จแล้วหรือยัง�
ในที่สุดเขาได้รับอนุญาตจากราชบัณฑิตยสถาน
ให้ออกแสดงปาฐกถาได้เอง
นี้เป็นประกาศนียบัตรสูงสุดทางวิชาการ
ที่จะพึงหาได้ในประเทศอังกฤษ
ไม่มีปริญญาอะไรจะสูงเท่า เป็นความหวังขั้นสูงสุด
ที่เขาใฝ่ฝันมาช้านาน
นกน้อยที่ค่อยๆ ทำรัง บัดนี้ได้รังใหญ่เป็นที่พอใจ
เพราะภายหลังที่เขาได้ออกแสดงปาฐกถาแล้ว
ฟาราเดย์ก็ได้รับการรับรองจากปราชญ์ทั้งหลายว่า
เป็นปราชญ์คนหนึ่ง
มาถึงตอนนี้เขาจึงได้แต่งงานกับ ซารา บาร์นาร์ด
สตรีที่เขาพึงใจ
เมื่อแต่งงานแล้ว เขาก็ไม่ละทิ้งวิชาการ
และดำเนินชีวิตอย่างสงบเสงี่ยม
ต่อมา ภริยาของเขาก็มีนิสัยสงบเสงี่ยม
เก็บออมรอมริบเช่นกัน
นกน้อยทั้งคู่ได้ช่วยกันสร้างรังด้วยความระมัดระวัง
เขาเป็นคู่สร้างคู่สม อยู่ด้วยกันมาจนกระทั่งแก่เฒ่า
การค้นคว้าของฟาราเดย์หนักไปในทางเคมีและไฟฟ้า
และได้รับความเชื่อถือยิ่งขึ้นทุกที
เวลามีกรณีพิพาทในศาล ถ้าต้องใช้ความรู้ทางเคมีและไฟฟ้า
ประกอบการวินิจฉัย ศาลก็จะเรียกฟาราเดย์ไปให้การ
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ
เมื่อเขาอายุ ๓๖ ปี มหาวิทยาลัยลอนดอน
ได้เสนอแต่งตั้งให้เขาเป็นอาจารย์เคมี ประจำมหาวิทยาลัย
เขาไม่ยอมรับเพราะต้องการเป็นนักศึกษา
มากกว่าเป็นครูอาจารย์
ห้องวิทยาศาสตร์ของราชบัณฑิตยสถาน
เป็นทิพยวิมาน ที่เขาไม่ประสงค์จะจากไปไหน
ฟาราเดย์ประสบปัญหาอันยากที่สุดในชีวิตของเขา
เมื่อเขาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการพิจารณาความปลอดภัย
ของตะเกียงที่กรรมกรในเหมืองถ่านหิน ใช้
ฟาราเดย์พบว่า ตะเกียงซึ่งเซอร์ฮัมฟรีเป็นผู้สร้างนั้น
ยังไม่ปลอดภัยจริง มีบางสิ่ง จะต้องแก้ไข
เขาต้องเลือกเอาระหว่างบุญคุณของเซอร์ฮัมฟรี
กับความปลอดภัยของกรรมกร
เขาจำต้องเลือกเอาประการหลัง เป็นอันว่า
ตะเกียงต้องแก้ไขตามความเห็นของฟาราเดย์ นี้
เป็นเรื่องที่เซอร์ฮัมฟรีไม่สามารถจะให้อภัยแก่ฟาราเดย์ได้
เวลาที่ฟาราเดย์ได้รับเลือกเป็นสมาชิกราชบัณฑิตยสถาน
มีคะแนนคัดค้านอยู่เสียงเดียว คือเซอร์ฮัมฟรี
สิ่งนี้ทำความเสื่อมเสียแก่เซอร์ฮัมฟรีเอง
แต่เป็นเรื่องที่ฟาราเดย์เสียใจอยู่ตลอดมา
การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ของฟาราเดย์คือ
การค้นพบหลักการเหนี่ยวนำ แม่เหล็กไฟฟ้า
หลักการนี้ถูกพัฒนามาสร้างเป็นมอเตอร์
ซึ่งทำให้มนุษย์มีอำนาจนำไฟฟ้ามาใช้ทำงานได้สารพัด
ทั้งในโรงงานอุตสาหกรรมและในบ้านเรือน
เป็นการค้นพบที่อำนวยคุณประโยชน์แก่มนุษย์อย่างมหาศาล
เพื่อเป็นเกียรติและรำลึกถึงฟาราเดย์ ชื่อของเขา
ได้ถูกนำมาใช้เป็นหน่วยวัดความจุไฟฟ้า เรียกว่า
ฟารัด (Farad)
นอกจากนี้เขายังได้พยายามค้นคว้าหาทางนำไฟฟ้า
มาใช้เป็นแสงสว่าง แต่ถึงแก่กรรมเสียก่อนที่จะประสบผลสำเร็จ
เอดิสัน นักค้นคว้าชาวอเมริกันได้นำหลักการของฟาราเดย์
ไปค้นคว้าต่อและประสบผลสำเร็จ ในการทำแสงไฟฟ้า
ให้ส่องสว่างทั่วโลกตราบเท่าทุกวันนี้
ฟาราเดย์ยังคงเป็นฟาราเดย์คนเดิมอยู่เสมอ
ไม่ยอมรับฐานันดรอันใดที่รัฐบาลเสนอให้
เมื่อเขามีอายุได้ ๖๖ ปี มีผู้เสนอให้เขาเป็นนายกราชบัณฑิตยสถาน
เขาก็ปฏิเสธ เขาพอใจเป็นสมาชิกธรรมดาคนหนึ่ง
ท่าทีหรือการแต่งกายไม่แสดงความยิ่งใหญ่
หรือความสำคัญประการใดเลย
ครั้งหนึ่ง มีนักวิทยาศาสตร์หนุ่มคนหนึ่ง
เข้ามาในห้องวิทยาศาสตร์ของราชบัณฑิตยสถาน
มาพบฟาราเดย์ ก็ถามว่า
น: ท่านอยู่ที่นี่มานานแล้วหรือ
ฟ: อยู่มาหลายปีแล้ว
น: เป็นคนรับใช้ในห้องวิทยาศาสตร์หรือ
ฟ: ถูกแล้ว
น: ได้เงินเดือนดีหรือ
ฟ: ก็พอเลี้ยงชีพไปได้
น: ท่านชื่อไร
ฟ: ไมเคิล ฟาราเดย์
นักวิทยาศาสตร์หนุ่มคนนั้น เกือบจะต้องฆ่าตัวตาย
ในบั้นปลายของชีวิต เมื่ออายุ ๗๐ ปี ล่วงแล้ว
เขาชอบนั่งเคียงข้างภริยา ซึ่งอยู่ด้วยกันมาเกือบ ๔๐ ปี
มองดูดวงอาทิตย์
เขาบอกว่า การดูพระอาทิตย์ตกนั้น
ให้ความคิดอันลึกซึ้งหลายประการ
เขามองดูอยู่ได้ไม่นาน ก็ตกหล่นไปตามดวงอาทิตย์
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๐ อายุได้ ๗๖ ปี
ทิ้งผลงานอันยิ่งใหญ่ ไว้ให้แก่มนุษยชาติ
(จากหนังสือ : กุศโลบายสร้างความยิ่งใหญ่ โดย หลวงวิจิตรวาทการ)
ประวัติ ไมเคิล ฟาราเดย์ บิดาแห่งวิชาไฟฟ้า
ไมเคิล ฟาราเดย์
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
krukorkai · 16 ม.ค. 2554
ครูอร คนของแผ่นดิน · 16 ม.ค. 2554
นีนาถ · 16 ม.ค. 2554
ชนันท์ สุวรรณรัตน์ · 16 ม.ค. 2554
พระมหาวินัย ภูริปญฺโญ .. · 16 ม.ค. 2554
ศิษย์สินธุ · 16 ม.ค. 2554