วันครูปีนี้ผมขอเขียนเรื่องที่อาจจะขัดใจครูหรือบุคคลในแวดวงการศึกษา จะมากหรือน้อยท่านก็ต้องอ่านดูนะครับ จะอยู่ที่ระบบหรือตัวบุคคล ผมคิดว่าหลายๆท่านคงทราบดี

          ว่ากันถึงระบบผมว่าหลายวงการได้วิพากษ์วิจารณ์ไปมากแล้ว ผมจะหยิบยกมากล่าวบ้างเล็กน้อยอันที่จริงนโยบายโดยภาพรวมนั้นถือว่ามีความตั้งใจจะให้ดี เพียงแต่คนคิดนโยบาย ไม่ได้สอน คนสอนไม่ได้คิด มันยากตรงที่ให้นักวิชาการเกษตรมาลงทำนานี่แหละ ถ้าในเชิงทฤษฎี หนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง ไม่มีใครเถียง ในข้อเท็จจริงต้องว่ากันอีกอย่าง

          ประเทศไทยเราพยายามจะลอกเลียนรูปแบบการศึกษาจากต่างประเทศ... แต่ลืมนึกไปว่าคนไทย แตกต่างจากคนต่างชาติมาก ไม่ว่าจะเป็นนิสัยง่ายๆ วินัยก็ไม่ค่อยเคร่ง จะทำการศึกษาแบบให้เด็กว่ากันไป ครูยืนดูห่างๆ แบบนี้จบแน่ๆ ไม่ได้จบชั้นนะครับ จบอนาคตแน่... อย่างที่หลายๆคนบอกแล้วว่าการหักไม้เรียวของครู ทำให้เด็กกระด้างขึ้น ไม่กลัวครู สั่งสอนยากขึ้น (อ่านประเด็นเพิ่มเติมได้ที่นี่http://gotoknow.org/blog/rongkham/420292  )

          การให้เด็กไม่ตก และไม่มีซ้ำชั้น อันผมถือว่าเป็นจุดตายของการศึกษาไทยเลยทีเดียว ...ตรงนี้ทำให้เด็กไม่กระตือรือร้น เพราะยังไงก็ไม่ตกอยู่แล้ว ฉะนั้นเรื่องจะเรียนซ้ำจึงไม่มี แต่ลืมไปว่าส่งผลเสียกับคุณภาพการเรียนรู้อย่างมาก (อ่านไม่ออกก็ต้องให้อ่านซ้ำ ไม่ใช่ให้ไปเก็บขยะ)

         ครูระดับมัธยมหลายๆคนบอกผมว่า เด็กในระดับมัธยมอ่านหนังสือไม่ออก ในระดับมัธยมปลายอ่านหนังสือไม่คล่องแคล่ว ตะกุกตะกัก อาจารย์ระดับมหาวิทยาลัยเอง ยอมรับเลยว่า เด็กในระดับมหาวิทยาลัย ไม่เหมือนเมื่อก่อน ทำให้ผมต้องย้อนกลับไปถามในระดับประถมศึกษาว่า มันเกิดอะไรขึ้น...?? สมัยก่อนอยู่แค่ ป.2-3 อ่านหนังสือพิมพ์ เขียนจดหมาย เรียงความ ย่อความได้ ระดับประถมมีปัญหาอะไรหรือ? ถึงผลิตเด็กขึ้นสู่มัธยม เด็กอ่านหนังสือไม่ออก ถึงขนาดครูมัธยมบางคนต้องมาหัดสอน ก.ไก่ ข.ไข่กันใหม่

          คำตอบเดียวกันครับ ระบบมันทำให้ครูประถมต้องส่งเด็กขึ้นมัธยมแบบอ่านได้บ้างไม่ได้บ้าง เช่นเดียวกันครูมัธยมก็ถูกระบบบังคับให้ต้องส่งเด็กให้จบออกไปเช่นกัน ส่วนจะไปตายเอาดาบหน้าหรือไม่นั้นก็สุดแล้วแต่ตัวเด็ก นี่ยังไม่ได้พูดถึงส่วนอื่นๆนะครับ มาถึงตรงนี้ระบบการศึกษาไทยเป็นปัญหาแน่นอน

          แล้วตัวครูละ...เป็นปัญหาหรือไม่ เท่าที่ดูเป็นแน่นอน ส่วนหนึ่งก็สืบเนื่องมาจากระบบการผลิตครู แต่ส่วนมากน่าจะมาจากจิตสำนึกครูเอง ส่วนที่มาจากระบบก็คือครูมีภาระมากกว่าเดิม แทนที่จะมุ่งการสอนให้เกิดประสิทธิภาพ แต่ครูกลับมาสาละวนอยู่กับการทำผลงาน ที่ระบบต้องการดูผลงานครูจากการรายงานทางเอกสาร ครูก็เลยต้องมีภาระหน้าที่ ที่จะต้องไปจัดแจง เตรียม และทำในเรื่องเอกสาร จะจริงหรือยกเมฆก็ว่ากันไป เวลาที่จะสอนเด็กจึงถูกแบ่ง ดูจะเป็นส่วนมากด้วยซ้ำไป ดูได้จากการทำผลงานทางวิชาการที่ผ่านมา และกำลังทำอยู่นั้น ครูส่วนมากต้องลดเวลาสอน(จริง)ลง จนไปถึงขนาดไม่ได้สอนเลย แค่ให้งานเด็กเท่านั้น ส่วนเด็กจะทำหรือไม่ครูก็ไม่มีเวลาตรวจ

          เรื่องความเข้มข้นของวิชาการก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง การแข่งขันกันในทางบริโภคนิยม ต้องยอมรับว่าในวงการครูมีไม่น้อย บางคนถึงกับกล่าวว่ามากกว่าวงการอื่นๆด้วยซ้ำไป จนทำให้ครูหลายคนเป็นหนี้รุงรังไปหมด อันนี้ส่งผลเสียต่อการสอนอย่างชัดเจน ครูก็คือคน เมื่อมีปัญหาบางครั้งครูก็แยกไม่ออกระหว่างปัญหากับหน้าที่(หลายหน่วยงานก็เป็นอย่างนี้) จะเห็นได้ว่าโครงการแก้ปัญหาหนี้ครูจึงเกิดขึ้นทุกรัฐบาล แต่มันก็แปลกตรงที่ว่า ครูสอนคนอื่นได้ แต่คนอื่นสอนครูไม่ได้ เมื่อรัฐแก้ปัญหาหนี้ให้ครูจบ แต่ครูก็ก่อหนี้ใหม่มา หรือไม่ก็เมื่อกู้เงินมาได้แล้ว กลับนำไปใช้ในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ถ้าพูดแบบไม่เกรงใจกัน มีบางคนบอกว่า พอครูกู้เงินได้ ครูก็เปลี่ยนรถคันใหม่...

          เรื่องการปฏิบัติตัวของครู อันนี้ต้องบอกว่ามีประเด็นที่เป็นปัญหา เช่น ครูประพฤติตัวไม่เหมาะสม พูดจาไม่เรียบร้อย สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า หรือทำผิดศีลธรรมอันดีงาม อันนี้ต้องบอกว่าตัวครูคือปัญหาแน่นอน ครูบางคนเมาทุกเทศกาล ที่น่าตกใจคือเมาให้นักเรียนเห็น แล้วแบบนี้จะเป็นแบบอย่างที่ดีได้อย่างไร

          สมัยนี้มาแปลกที่ครูต้องสร้างความดีความชอบ มีครูคนเก่ง ครูดีเด่น ครูอะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด ในเมื่อครูต้องมาพะวงอยู่กับสิ่งเหล่านี้ สิ่งที่จะไปสร้างให้เด็กดี เด็กเก่งก็ด้อยลงไป เมื่อก่อนเราจะหาเด็กเก่ง เด็กดีเด่น แต่ทุกวันนี้เรากลับมาหาครูเก่ง ครูดีเด่นแทน  เอากันจริงๆถ้าครูดีเด่นมาจากครูคนนั้นสร้างเด็กที่ดี ให้เก่ง มันน่าจะใช่นะ หรือการประเมินผลงานครู ต้องประเมินจากเด็ก เป็นหลัก ไม่ใช่ครูดีเด่นเต็มไปหมด แต่เด็กอ่านหนังไม่ออก กริยามรรยาทก็ใช้ไม่ได้ ไหว้แต่ครูอย่างเดียวชาวบ้านไหว้ไม่เป็น ลองแบบนี้ก็ดูไม่เข้าท่า

          ผมว่านะครับ แบบของครูในอดีตนั้นแหละเราควรนำกลับมาใช้อีกครั้งหนึ่ง เลือดเนื้อจิตวิญญาณ ของท่านเหล่านั้นมันเข้มข้น เราต้องยอมรับว่าท่านเหล่านั้นมิใช่หรือที่หล่อหลอมพวกเรา ให้เป็นครู และเป็นมาได้ทุกวันนี้

          คำถามสุดท้ายอาจจะสะเทือนใจมากก็ต้องขออภัย ถามว่า ทำไมครูสมัยนี้จบในระดับปริญญาโท-เอก วิทยฐานะก็ คศ.3 เป็นส่วนใหญ่ ทำไมคุณภาพของเด็กไทยจึงน่าเป็นห่วง บางโรงเรียน ครู คศ.3 มากมาย แต่เด็กกลับหายไปจากโรงเรียนเหล่านั้น ไปอยู่โรงเรียนเอกชนกันหมด ผมเคยถามผู้ปกครองว่าทำไมต้องย้ายเด็ก คำตอบคือเรียนไปก็ไม่รู้เรื่อง พอมาอยู่เอกชนเด็กดีขึ้น ทั้งๆที่ครูในโรงเรียนเอกชน โดยเฉพาะระดับประถมดูจะด้อยกว่าโรงเรียนของรัฐด้วยซ้ำไป ผมวัดจากครู คศ. 3 ระหว่างของรัฐกับเอกชน

          สิ่งที่ครูโรงเรียนรัฐบาลต้องตอบกับสังคมก็คือ ทำไมไม่เอาลูกของตัวเองมาเรียนในโรงเรียนรัฐบาลที่ตัวเองสอน กลับนำลูกไปเรียนที่โรงเรียนเอกชนแทน อันนี้เห็นมากนะครับ มันเกิดอะไรขึ้นในโรงเรียนของรัฐบาล (รัฐบาลจะต้องซื้อกิจการของโรงเรียนเอกชนหรือเปล่า)

          ตกลงปัญหาอยู่ที่ระบบ หรือตัวครู หรือว่าทั้งสองอย่าง ไหนๆวันครูแล้วครูโดยวิชาชีพตอบหน่อยเถอะ

 .........................................................................................

 ...ผมได้อ่านครูอาชีพแสดงความคิดเห็นแล้ว มีความหวังกับวงการครูมาก จริงหรือไม่ที่เขาบอกว่าครูดีๆทนไม่ได้ต้องออกจากระบบไปก่อน หลายๆคนทนไม่ได้กับสภ่าพที่เป็นอยู่ หากผู้บริหารสถานศึกษา เป็นอย่าง ผอ.พรชัย แห่งโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 63 ครูทั้งหลายเป็นอย่างพวกเรา-ท่านๆ เด็กไทยคงมีความหวังอีกมากนะครับ

....................................................................................................................................

เบดูอินมองการศึกษาส่องทะลุ            ถึงปะผุต่อไปไม่ไหวแล้ว

ทุกปัญหาที่วิเคราะห์เพราะผิดแนว      จากครูแก้วเป็นครูขวดรวดร้าวใจ

เพราะผู้ใหญ่ในบ้านเมืองทำเรื่องผิด    แค่สะกิดวิจารณ์นั้นไม่ได้

ต้องผ่าตัดการศึกษาพาเปลี่ยนไป       รัฐมนตรีพวกควายอย่าให้มี

ออกนโยบายทำลายการศึกษา           สืบทอดมาเป็นผลจนวันนี้

ทุกปัญหาสะสมมากว่าหลายปี            สิ่งเหล่านี้นโยบายควายพาทำ

นักวิชาการมหา"ลัยได้วางกฏ            ตั้งกำหนดปฏิรูปไว้ให้ถลำ

วิทยฐานะบ้าบอก่อเวรกรรม              ครูตกต่ำห่างไปไกลนักเรียน

ไม้เรียวครูเคยสะบัดขัดนิสัย             อบเด็กไทยให้รักดีมิผิดเพี้ยน

รัฐมนตรีโง่เง่าเข้ามาเปลี่ยน             การติเตียนขัดนิสัยจึงไม่มี

...ขอขอบคุณท่านวิโรจน์ บทกลอนท่านสะใจดีแท้ครับ

...................................................................................................

http://www.oknation.net/blog/somdej/2011/01/16/entry-2 อยากให้ท่านได้อ่านการแสดงความคิดเห็นในประเด็นเดียวกันที่บันทึกของผมที่นี่ด้วยครับ