“ธรรมชาติทุกอย่างมีความสำคัญ เพราะมีส่วนช่วยให้จิตใจมนุษย์อ่อนโยนมากขึ้น วิธีที่ดีที่สุดที่จะปลูกฝังให้เด็กๆรักธรรมชาติคือการพาเด็กๆไปสัมผัสธรรมชาติด้วยตัวเองและการได้รับรู้ถึงความงดงามของธรรมชาติด้วยตัวของเขาเอง"(พญ.ชดาพิมพ์ เผ่าสวัสดิ์ นักจิตเวชศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กและวัยรุ่น สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต )

 

 

 

 

 

 

 

...หลายวันมาแล้ว

ลูกชายของดิฉันหน้าตาตื่น

เรียกแม่มาดู “นกตัวเล็กจิ๋ว” คู่หนึ่ง

ลูกชายเล่าว่าเริ่มเฝ้าสังเกตนกคู่นี้

ที่หมั่นแวะเวียนมาที่บ้านเราบ่อยๆ

ตั้งแต่เช้าจนบ่ายคล้อย

ทั้งที่ต้นไม้บ้านเราตายเกือบหมด

(ยอมรับเลยค่ะว่า ไม่ได้ดูแล ประกอบกับเลี้ยงแมว)

เหลือแต่ใบเมเปิ้ลพลาสติคที่ห้อยประดับหน้าบ้าน

ท่านผู้อ่านเชื่อไหมคะว่า..

นกคู่นี้คือ “นกกินปลีอกเหลือง” ซึ่งเป็นนกดูดน้ำหวาน

ที่หลายท่านคงเคยพบเห็นทั่วไปค่ะ

เขากำลังสร้างรังแถวใบเมเปิ้ลพลาสติคหน้าบ้านเรา

..

 

 

 

ดิฉันเองก็รู้สึกตื่นเต้น ไม่น้อยไปกว่าลูก

เริ่มจับภาพ ถ่ายรูปนกคู่นี้กัน

กลายเป็นกิจกรรมใหม่ของแม่ลูกที่บ้านเราเอง

พอดีกับช่วงที่ผ่านมา แมวที่เลี้ยงไว้ที่บ้าน ๓ ตัว

ถูกรถทับตายไป ๒ ตัว เหลือเพียงตัวเดียว

ลูกเสียใจมากเลยค่ะ

เขาหันเหความสนใจไปที่เจ้านกน้อยคู่นี้

ซึ่งมาสร้างรังวางไข่ ในช่วงนี้พอดิบพอดี

..

ดิฉันช่วยลูกหาข้อมูลเพิ่มเติมค่ะ

ทำให้ได้ทราบว่านกคู่นี้คือ

“นกกินปลีอกเหลือง” เป็นนกดูดน้ำหวานชนิดหนึ่ง

ลักษณะของนกชนิดนี้คือ

ตัวเล็กนิดเดียว ความยาวไม่เกิน ๑๐ ซม.

มีปากที่ยาวโค้งและแหลม

มีลิ้นที่ม้วนเป็นท่อสำหรับดูดน้ำหวานจากดอกไม้

สีขนด้านหลังเป็นสีเขียวมะกอก ท้องสีเหลือง

และมีสีน้ำเงินเป็นมันวาวที่บริเวณคอจนถึงหน้าอก

ซึ่งสีน้ำเงินนี้จะไม่พบในนกกินปลีอกเหลืองตัวเมีย

..

 

 

 

 

 

นกกินปลีอกเหลืองเป็นนกประจำถิ่นที่พบง่าย ทั่วไป

และมีอยู่ทั่วประเทศไทย

ชอบดูดน้ำหวานตามต้นไม้ที่มีดอก

ปกติมักอยู่เป็นคู่ แต่บางครั้งก็เห็นอยู่เป็นฝูงใหญ่บนต้นไม้

ในช่วงเวลาที่ต้นไม้ออกดอกสะพรั่งเต็มต้น

นกจะมากินน้ำหวานกันเจี๊ยวจ๊าว

และสะบัดซ้ายขวาจนน้ำหวานกระจุยกระจายไปหมด

รังของนกกินปลีอกเหลืองจะห้อยลงมา

จากกิ่งไม้สูงพอประมาณ

โดยจะทำรังเป็นกระเปาะตรงกลางป่องสำหรับวางไข่

(เหมือนห่อท๊อฟฟี่สมัยก่อน) มีทางเข้าด้านข้าง

..

 

 

 

 

 

รังของนกกินปลีอกเหลืองที่กำลังสร้างรังที่บ้านเรา

มีลักษณะตามภาพประกอบ

ดิฉันกับลูกชายเข้าไปดูใกล้ๆ

พบว่าเป็นซากใบไม้ ดอกไม้ กิ้งไม้เล็กๆ ที่เป็นเส้นใย

เกาะตัวกันห้อยยาวลงมา

ตัวนกทั้งคู่ก็มีลักษณะตามที่ค้นคว้ามา

เป็นนกตัวผู้ที่มีสีน้ำเงินมันวาวจากคอถึงหน้าอก

กับคู่ซึ่งเป็นตัวเมีย ไม่มีสีน้ำเงินในช่วงคอถึงอก

..

กล้องที่มีอยู่เป็นกล้องอัตโนมัติค่ะ

ทำให้ได้ภาพไม่ค่อยดี ไม่ค่อยชัดเท่าไหร่

น่าเสียดายเหมือนกันค่ะ..

แต่สิ่งหนึ่งที่คุ้มค่ามากซึ่งดิฉันได้เห็น ได้สังเกตลูก

คือความสนใจ ความรักเสัตว์

สิ่งมีชีวิตที่เป็นเพื่อนร่วมโลกใบนี้

แม้ว่าลูกยังไม่ค่อยมีสมาธิ เปลี่ยนความสนใจไปเรื่อยๆ

จากแมว ไปกระรอก กระต่าย จนถึง “นก” ในปัจจุบัน

แต่เป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องมีคุณค่ายิ่งนัก

ที่เด็กเมืองคนนี้ สนใจธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม

 

เด็กชายวัย ๑๐ ปี บนต้นลั่นทมเก่าแก่อายุนับร้อยปี ที่เสถียรธรรมสถาน

 

 

เป็นความพยายามของแม่ที่คอยควบคุม

เรื่องการดูโทรทัศน์ การใช้คอมของลูก

พาลูกไปพื้นที่สีเขียว ที่มีต้นไม้ นก กระรอก

เท่าที่หาได้ในเมืองหลวงเช่นนี้

เช่น ที่สวนธรรมของเสถียรธรรมสถาน

พาลูกไปเดินออกกำลัง ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขน

บางครั้งก็ลงว่ายน้ำในสระของมหาวิทยาลัยฯ

..

 

ดิฉันสังเกตว่า สิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ การออกกำลังกาย

ช่วยให้ลูกสงบ มีสมาธิมากขึ้น จากอาการตื่น เร็ว ลน

ทำอะไรไม่เสร็จ สมบูรณ์ ตามที่ควรจะเป็นตามปกติทั่วไป

 ดังนั้นการที่นกกินปลีอกเหลืองคู่นี้

เลือกเข้ามาทำรังที่บ้าน จึงเป็นเรื่องที่ดีมากจริงๆค่ะ

ลูกได้ฝึกสังเกต ชีวิตน้อยๆ เพื่อนร่วมทุกข์ร่วมโลกได้

ในบ้านของเขาเอง

..

 

 

 

 

พวกเรา..แม่..ลูก..เฝ้ารอคอย

“ลูกนกตัวน้อยๆในรังของนกน้อยที่สร้างรังแต่พอตัว”

ดิฉันไม่ได้บอกอะไรลูก ให้เขากังวล

ถ้าฝนตกลงมา..รังนกก็คงพังตามแรงลมแรงฝน

เพราะอยู่ด้านหน้าบ้าน ไม่มีที่กำบังใดๆ

ดิฉันให้เขาคอย เฝ้าสังเกตต่อไป

และภาวนาในใจให้นกน้อยสร้างรังสำเร็จ

ออกไข่ มีลูกนกเล็กๆ ให้พวกเราแม่..ลูก

ได้ชื่นชม..ความอัศจรรย์ของชีวิตน้อยๆ

ที่ให้คุณค่าต่อโลก ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าชีวิตอื่นใด...

..

 

 

พญ.ชดาพิมพ์   เผ่าสวัสดิ์

 นักจิตเวชศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กและวัยรุ่น
สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า

 “ธรรมชาติทุกอย่างมีความสำคัญ

 เพราะมีส่วนช่วยให้จิตใจมนุษย์อ่อนโยนมากขึ้น

วิธีที่ดีที่สุดที่จะปลูกฝังให้เด็กๆรักธรรมชาติ

คือการพาเด็กๆไปสัมผัสธรรมชาติด้วยตัวเอง

และการได้รับรู้ถึงความงดงามของธรรมชาติด้วยตัวของเขาเอง

จะทำให้เด็กเกิดความรู้สึกรัก

และหวงแหนขึ้นมาในใจโดยไม่ต้องบังคับ

นอกจากนี้การที่ผู้ใหญ่เป็นแบบอย่างที่ดี

ในการรักษาธรรมชาติให้เด็กได้ซึมซับ

ก็ถือเป็นหน้าที่ที่สำคัญมากเช่นกัน"

 

"ลูกสาละ" จากต้นสาละใหญ่ต้นหนึ่ง ที่เสถียรธรรมสถานค่ะ

 

พญ.ชดาพิมพ์   เผ่าสวัสดิ์อธิบายว่า

เด็กในวัย 6-12 ปี จะเป็นวัยที่เริ่มเรียนรู้ได้มาก

โดยเฉพาะเรื่องความคิดที่เป็นนามธรรม

เป็นวัยสำคัญในการเปลี่ยนแปลง

ทางความคิด พฤติกรรม และพัฒนาการทางด้านสังคม

รวมถึงเป็นวัยที่เด็กใช้พลังงานในทางสร้างสรรค์อย่างมาก

ทั้งการเรียน การเล่น 
 มีการพัฒนาด้านคุณธรรม รู้จักรับผิดชอบ

 รู้ผิดรู้ถูก เห็นอกเห็นใจผู้อื่น

ซึ่งเป็นลักษณะเด่นอีกอย่างหนึ่งในวัยนี้

ถ้าได้รับการปลูกฝังสิ่งที่ดีจากแบบอย่างที่ดี

ได้รับความรู้สึกว่าตนเองมีความสามารถ

ที่จะทำอะไรที่เป็นประโยชน์ได้

จะทำให้การพัฒนาเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น

เป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ และเติบโตเป็นผู้ใหญ่

ที่มีคุณภาพได้ต่อไปในอนาคต

.. .. ..

 

 

 

 

(ขอบพระคุณข้อมูลประกอบจากเครือข่ายพจนานุกรม ราชบัณฑิตยสถาน

 และwww.baanmaha.com)

 

ชมวิดิโอ "นกกินปลีอกเหลือง"

หรือ"Yellow-bellied Sunbird"

"Yellow Tufted Honeyeater" 

"Olive-backed Sunbird"

นกตัวผู้: อยู่ตัวเดียวถ้าจะดีกว่าาาา..จิ๊บๆๆๆๆๆ

นกตัวเมีย: นี่ตะเอง ร้องเพลงอะไร อยู่กะเค้าจิ้..ฮึๆๆๆ

นกตัวผู้: ป่อยยยย..ไปดีก่าเซ็งของเก่า..

(อาจแปลภาษานกผิดนะคะ เกรงว่าคู่รักนกจะเพี้ยน

เหมือนผู้ชายคนยุคนี้มีแฟนคนเดียว..รับไม่ได้)