หญิงสาวร่างเล็กในชุดนักศึกษาปีนขึ้นไปยืนบนระเบียงอะพาร์ทเม้นท์ชั้นที่4

เรื่องเศร้าของสาวอ้อย

โสภณ เปียสนิท

...........................

 

                        “เฮ้ย...พวกมึงไม่เกี่ยว หลบไป กูอยากตายโว้ย”

 

                      หญิงสาวร่างเล็กในชุดนักศึกษาปีนขึ้นไปยืนบนระเบียงอะพาร์ทเม้นท์ชั้นที่ 4 ตะโกนก้อง ได้ยินไกลทั่วบริเวณ โอนเอนไปมา น่าหวาดเสียว พร้อมที่จะตกลงมาสู่พื้นซีเมนต์ลานจอดรถเบื้องล่างได้ทุกเมื่อ ดวงตาของเธอเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น หรือไม่ก็เมาสารเสพติดบางชนิด เสื้อสีขาวสดใสเหมือนวัยของเธอสะท้อนแสงสู่สายตาทุกคู่ กระโปร่งสั้นจู๋เกินกว่าระเบียบที่กำหนดสะท้อนรสนิยมนักศึกษาปัจจุบัน ไทยมุงเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนสายน้ำไหลสู่แอ่งใหญ่ คือบริเวณลานจดรถของอะพาร์ทเม้นท์

 

                         ลูกค้าหลายรายดื่มกาแฟกันอยู่เงียบๆ ที่ร้านกาแฟข้างอะพาร์ทเม้นท์ด้านล่างติดลานจอดรถ สองสามคน เงยหน้าขึ้นมอง เห็นภาพหวาดเสียวแบบกะทันหัน ต่างลุกพรึบขึ้นยืนพร้อมกัน จนเก้าอี้สองสามตัวล้มลง ถ้วยกาแฟหลายใบล้มกลิ้งเอียงกระเท่เร่ อยู่บนโต๊ะที่สั่นระรัวเหมือนแผ่นดินไหว ไม่มีใครสนใจ ทุกคนวิ่งไปยืนริมลานจอดรถแหงนคอโดยไม่กลัวเมื่อย มองร่างของคนที่เรียกว่ามนุษย์ผู้หญิง ทำสิ่งที่คนปกติไม่ควรทำ

 

                        ไม่มีใครรู้ว่าเรื่องเป็นมาอย่างไร ต่างแหงนมองโดยไม่กลัวว่าคอจะหักงอ ต่างไม่มีใครรู้ว่า เรื่องเป็นมาอย่างไร ต่างคนต่างถามไถ่พูดคุยวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งทั้งที่ไม่รู้เรื่องเบื้องความเป็นมาอย่างไร ตามมาทางนี้จะเล่าให้ทราบ

 

                        ยามบ่ายปลายปี 2553 วันนั้นตรงกับวันศุกร์ อากาศอบอ้าวชวนคลุ้มคลั่ง แม้แดดไม่จัดจ้าเหมือนวันก่อนๆ อ้อย สาวน้อยนักศึกษาปีที่ 3 ของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง พักอยู่ห้องเช่ากลางเมืองหัวหินคนเดียวด้วยจิตใจเศร้าหมองร้อนอ้าวในอารมณ์เหมือนบรรยากาศ จิตใจของเธอถูกความคิดทางร้ายเผารนจนร้อนแรงเพิ่มขึ้นทีละน้อยๆ ไปสู่จุดเดือดพล่านในไม่ช้า เหลียวมองรอบห้อง ซึ่งเคยเหมือนวิมานฉิมพลีสีชมพู ครั้งที่ขอเงินแม่มาเช่าห้องนี้ใหม่ๆ กับเพื่อนหญิงรุ่นพี่ผู้รู้ใจ แต่ตอนนี้รอบกายไม่มีใครสักคน

 

                          เธอคว้ายาไอซ์มาสูดเสพเริ่มจากค่อยๆ แล้วเร่งความแรง และลึกจนสุดลมหายใจ เพื่อแก้ความทุกข์ระทมกลัดกลุ้มที่เกิดขึ้นในส่วนลึก เธอรู้ค่าของเสพสารแห่งความสบายอันไม่จีรัง ไม่นานนักความก็กลับมาอีกเมื่อฤทธิ์ยาค่อยๆจางลง ความคิดของเธอจมดิ่งสูห้วงแห่งทุกข์ “ห้ามกันดีนัก ไม่ให้เราเสพทั้งที่มันคือเพื่อนแท้เพียงหนึ่งเดียว สูดดมเมื่อไรหายทุกข์เมื่อนั้น ช่างซื่อสัตย์เสียจริง เพื่อนอีก 6 คน มันหายไปไหนกันหมด พวกมันจะต้องนำยามาเสพร่วมกันอีก 2 ครั้ง นี่ครบกำหนดเวลาแล้ว ยังไม่เห็นมา ดีที่ยังเหลือของเราเองนิดหน่อยจึงพอประทังทุกข์ไปชั่วคราว” หลังเสพ เธอรู้สึกดีขึ้นความทุกข์ยากจางหายไป เหลือเพียงความเพลิดเพลิน มีแต่เรื่องดีๆ มีเพื่อนร่วงวง เหลืออีกตั้ง 2 ครั้ง สำหรับเงินลงทุนที่ร่วมกันไว้แล้ว พวกมันต้องนำยามาเสพกัน ไม่นานความทุกข์กลับคืนมา