คนเราต้องมีการหลงทางบ้างจึงจดจำเส้นทางนั้นได้

 

คนเราเมื่อตื่นขึ้นมาก็มีเส้นทางไปจะมีเส้นทางตันก็เฉพาะคนที่ไม่ยอมตื่นขึ้นมา  ในทุกเส้นทางล้วนมีคนเดินมาก่อนแล้วทั้งนั้น

 พอเราเกิดมาก็พบเส้นทางนั้นแล้ว  การเดินทางในอดีตกับปัจจุบันนี้มีความแตกต่างกันมาก ในอดีตมีเส้นทางอยู่ในป่าขุนเขามากจึงมักมีคนเดินหลงป่านำมาเล่าขานเป็นตำนานนิยายมากมาย

 

ในปัจจุบันนี้ป่าเขาเริ่มหายไปด้วยน้ำมีคนเราเยอะแต่เราหลงทางที่คนทำขึ้นมาใช้บางครั้งไม่รู้จะไปเส้นทางไหนดี ทั้งที่เห็นเส้นทางไปอยู่  เมื่อเกิดความงงก็หมดหนทางไปเท่านั้นเอง

ยังไม่สายในทุกเส้นทางสำหรับคนมีความเพียรพยายาม  ก็ต้องถามทางไงละ  เริ่มต้นด้วยการถามเส้นทางจาก net อย่างไปถามที่ อ. กูเกิ้ล พอเห็นเส้นทางที่จะไปแล้ว  เมื่อเดินทางไปจริง ๆ ยังงงจุดไหนต้องหยุดในจุดนั้นแล้วใช้ปากถามทางกับคนแถว ๆ นั้น

 

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมเองเดินทางประมาณ 2 พันกว่าหลักกิโล  จากเมืองหาดใหญ่มีจุดหมายที่เมืองวังน้อย  อยุธยา ค่ำคืนใกล้ดึกแล้วก็เข้าพักนอนแถวเมืองทับสะแก  แล้วออกจากที่นั้นในวันรุ่งขึ้นไปถึงแถวศาลายาใกล้เที่ยงเกิดหลงทาง  ถามตำรวจจราจรได้ความว่าเราต้องกลับรถไปทางบางบัวทอง  เจอทางแยกไปไม่เป็น

ต้องถามคนข้างทางประมาณ 5 คนได้บางคนเขาบอกให้ไปพ้น ๆ อย่างนั้นละจนทะลุไปถึงเมืองปทุมถามเด็กปั้มน้ำมันที่เติมเขาบอกเป็น 2 ทางจะไปทางไหนเลือกเอา และที่เราได้ข้อมูลตรงไปตามคำแนะนำได้ถูกเส้นทางก็คือตำรวจจราจร  ตำรวจทางหลวง  ชายจริงหญิงไม่แท้ที่ขายโรตีสายไหมอยู่ข้างทางและเจ้าของร้านค้าเก่านาน ๆ

ข้อสรุปที่ได้จากการถามทางคือ  เราต้องถามตรงกับคนที่ตอบชัดเจน อย่างตอนผมจะกลับจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในท้องที่ อ. วังน้อยสู่เส้นทางเมืองปักษ์ใต้ต้องถามเส้นทางกับคนขับรถตู้ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เขาวาดแผ่นที่เดินทางให้ชัดตรงเผงเลย  จนผมสามารถขับรถมาทะลุเข้าเส้นทางตรงมุ่งลงภาคใต้แล้วมั่นใจว่าถูกทางแล้ว ๆ ...

 

คือในเรื่องเส้นทางไหนต้องหาคนเชี่ยวชาญในเส้นทางนั้น ๆ ถ้าจะถามเส้นทางก็ต้องคนขับรถที่เชี่ยวชาญในเส้นทางนั้น

แง่คิดคือว่า...คนเราต้องมีการหลงทางบ้างจึงจดจำเส้นทางนั้นได้...