รวยจากการให้ ได้จากความสามัคคี
ผมเป็นชาวนาอิสาน ด้วยจิตวิญญาณผมต้องการแก้ปัญหา ไม่ใช่มาแก้แค้นใคร เพราะไม่ใช่แนวทางยุติปัญหา อยากแก้ไขให้เสร็จภายในวันนี้ตอนยังมีชีวิตอยู่ ไม่อยากให้นานไปถึงวันพรุ่งนี้ ไม่อยากให้มีคนจน ไม่อยากเห็นคนเป็นทุกข์ ใครปลุกไม่ตื่นก็ต้องจนไปถึงวันตาย สถานการณ์ตอนนี้ปี 2554 ผู้เขียนมีอายุ 50 ปี พอมีเวลาแก้ปัญหาได้ทัน ความยากจนต่อไปจะหนักขึ้นจนแก้ไม่ได้ แก้ไม่ไหว แก้ไม่ทัน การแก้ไขต้องใช้ 5 หลัก 8 ด้าน เหมาะแก่การที่จะเอาสังคมให้รอด ไม่เหมาะกับผู้ที่จะเอาตัวรอด เมื่อสังคมรอดทุกคนก็จะรอด จะทำให้คนฉลาด เก่ง กล้า รวย ดี ไม่มีคนจน ยุติปัญหาการเอาเปรียบทางการค้า ทางการเมือง ทางสังคม ทาการศึกษา ทางสุขภาพอนามัย ทางสิ่งแวดล้อม ทางเทคโนโลยี ขออวยพรปีใหม่นี้ว่า แต่นี้ไปข้าพเจ้าขออาสาแก้ปัญหาของเกษตรกรทั้งประเทศ เพียงท่านติดต่อมาที่อีเมล์ [email protected] หรือแสดงความคิดเห็นในเว็บบอร์ดนี้
ด้วยอำนาจแห่งไฟกิเลส ตัณหา อวิชชา อารมณ์ อคติ ทำให้คนโง่ งมงาย หลงอบายมุข เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ ชอบก่อปัญหา ครอบครัวไหนเป็นแบบนี้ ก็เสื่อม สงคมไหนมีคนแบบนี้ นำมาซึ่งความวิบัติ ไม่มีจริยธรรม เห็นกรงจักเป็นดอกบัว เห็นชั่วเป็นดี หากินจากคนโง่ แค่การพนันยังติดคิดไม่ได้ว่าจะรวยได้จากตรงไหน ถ้ารวยได้รัฐคงก็ออกกฎหมายบังคับให้เล่นทุกคน รวยทุกคน แก้ปัญหาความยากจนได้สิ นี่คนไม่รู้ตื่นเพราะไม่มีแสงสว่างทางปัญญา มีการศึกษาทางโลกแต่ขาดทางธรรม จบ ดร.ก็โง่ได้ บงจื้อ ขงเบ้ง ซุนวู พระพุทธเจ้า ไม่จบ ดร. แต่เป็นปราชญ์ เป็นศาสดาฉลาดกว่าคนทั้งโลก อย่าไปหวังว่าคนที่จบ ดร.จึงแก้ได้ อย่าไปรอคนเป็นใหญ่เขาจะทำ คิดผิด ครับ คุณเคยเห็นมั้ยข้าราชการกับนักการเมืองที่จริงใจกับประชาชนมั้ย ตอนผมเป็นประชาชนไม่เคยเห็น ตอนผมเป็นข้าราชการยิ่งรู้ชัดว่าเขาทุจริตกันแบบไหน นี่คือตัวชี้วัดสังคมไทย ว่าทำไมเกษตรกรไทยถึงยากจน ทำนาเป็นหนี้สิน ขายแรงงานยังไม่พอจะกิน ขายที่ดินไม่มีที่อยู่ ทรัพย์สินถูกถ่ายโอนไปสู่คนรวบ แต่ข้าราชการดีขึ้นตามเศรษฐกิจ พ่อค้าร่ำรวย คนที่มีปัญญาจะรู้ได้ดีว่าอนาคตคนจนจะเป็นทาสติดที่ดิน คนไม่มีปัญญาปลุกอย่างไรก็ไม่ตื่น ใครตื่นเราขอเชิญมาคุยกัน หน้าที่ของราชการคือ รับใช้ประชาชน ให้บริการสาธารณะรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม ไม่ใช่โกงงบประมาณจากภาษีประชาชน ข้าราชการไทยเก่งมากถ้าเขาตั้งใจทำหน้าที่ก็ไม่มีคนจน ไม่เกิดปัญหาสังคม
เพราะคนไทยไม่ตื่นขึ้นมาทำหน้าที่ทำให้คนเหล่านี้เคยตัว จึงโกงเก่ง นักการเมืองจึงกล้าซื้อเสียงเข้ามาก่อปัญหา เพราะอาศัยข้าราชการช่วยโกง มี ป.ป.ช. ป.ป.ท. ส.ต.ง. ก็ยังเอาไม่อยู่ แต่ประชาชนเก่งกว่าถ้าเราตื่นมาช่วยกันครับ จะได้รู้จากคนที่โกงว่านามสกุลอะไร มหาวิทยาลัยไหนสอนเขาถึงโง่ หลักสูตรอะไรเขาถึงโกง เขาเห็นความเจริญมั่นคงจากตรงไหน ชาวนาจบ ป.4 ยังมีคุณธรรมสูงส่งกว่าคนจบปริญญา เงินที่โกงได้จะไม่พอซื้อกิน จะไม่มีที่ซื้อกิน จะไม่มีคนขายให้กิน จะได้นอนกินเงิน เขาไม่ชอบถูกโกง แต่ก็ชอบที่จะโกง ถ้าข้าราชการไม่เป็นโจรนักการเมืองก็ปล้นไม่ได้ เพราะเราไม่สำนึกในความเป็นเจ้าของ (การเมือง) เราจึงต้องขอเขากิน ประเทศไทยเจริญไม่ได้เพราะคนไทยยังไม่ฉลาด ข้าราชการก็เป็นโจร มีแต่ความรู้แต่ไม่มีปัญญา จะแก้ไขปัญหา เกิดภาวะความรู้ท่วมหัว เกิดปัญหาเพราะความไม่มีปัญญา มีแต่ความโลภ กิเลส ตัณหา ราคะ อคติ อารมณ์ อบายมุข โกรธทะ โทสะ โมหะจริต โง่ งมงาย ไหว้ทุกอย่างที่แปลก เชื่อทุกอย่าง ทำทุกอย่างที่โง่ ฉลาดแต่เรื่องโง่ ยินดีกับเกษตรกรทุกท่านในความสำเร็จการจัดตั้งองค์กรของตัวเอง คือ สภาเกษตรกร ผมจะไปพบท่านในสภานี้ด้วย นับเป็นโอกาสอันดีที่จะหายจากความยากจน ไม่ถูกคนเอาเปรียบอีกต่อไป
ปัญหา ความยากจนแก้ไขได้ 100% โดยเฉพาะปัญหาของชาวนา ความเป็นไปได้อยู่ที่เกษตรกรเอง เติมปัญญาให้สามัคคีกัน เมื่อเกษตรกรทุกท่านช่วยกันทำ ฝันของเราก็เป็นจริง เพียงเราเรียนรู้ร่วมกัน ฝันจะเป็นจริงได้ง่าย ๆ แค่พลิกฝ่ามือตัวเราเอง ง่ายกว่าพลิกฝ่ามือคนอื่น สร้างกำแพงเมืองจีน สร้างสถานีอวกาศ หรือผลิตคอมพิวเตอร์คิดยากกว่าแกปัญหาความยากจน ครับ ข้าว 1 ถัง สร้างมูลค่าไม่ต่ำกว่า 4,000 บาท กินข้าวอิ่มละ 500 บาท ลูกชาวนาอย่างผมเคยซื้อกินมาแล้ว เราก็ทำได้รวยง่ายกว่าขายน้ำมัน คนกินทุกวันกินทุกคน
ไม่ มีอะไร ที่เราทำไม่ได้ ทำไม่ไหว ทำไม่ทัน ถ้าเราตื่นพร้อมกันอย่างมีสติ ตอนนี้อย่าพึ่งเชื่อ อย่าหมั่นไส้ อย่าเข้าใจว่าผมโม้ มีโอกาสทดลองแล้วท่านจะตอบตัวเองได้ว่า จริง ถ้าไม่มีสติหาสิ่งที่ผมพูดไว้ไม่เห็นเลย มีคำถาม ตอบ ข่าวสารแจ้งกันในเว็บไซด์ MSGENT OF THAI นี้ เข้าไปบอกกล่าวเล่าขานกันได้ ผมติดตามรอท่านอยู่ตลอดเวลาทางสื่อทิพย์นี้ รวยจากการให้ ได้จากความสามัคคี ปัญหานี้แก้ง่าย ๆ รวยได้ทุกคน ด้วยความเป็นธรรม เสมอภาค เท่าเทียม ทั่วถึง ยกเว้นคนไม่เข้าร่วม ผมเป็นคนบอกให้คำแนะนำปรึกษา ท่านเป็นคนทำเองและรับผลประโยชน์รวยเอง บริหารจัดการกันเอง ครับ ทำสิ่งที่เป็นไปได้รวยได้ ทำไม่ถึงตายรวยแน่นอน ทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ทำจนตายก็ไม่รวย
เป็นกำลังใจให้ครับ
เดี๋ยวนี้มีโรงเรียนชาวนาแล้วครับที่สุพรรณ มูลนิข้าวขวัญ อะไรทำนองนี้ ยังยินดีแทนชาวนาเลยครับ
โรงเรียนชาวนามีทั่วทุกภาคหลายจังหวัด นครสวรรค์ เชียงราย ทุกที่มีในอินเทอร์เน็ต แต่ก็สอนกันแต่เรื่องทำนา วิจัยข้าว ขายข้าวยังไม่เป็นเลยครับ ทำนาขาดทุน ยังขายขาดทุน ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม เราทำนามากี่ช่วงคน ตัวเราเริ่มต้นมากี่ปี ตอนนี้มีอะไรนอกจากหนี้สิน ชาวนาสู้ปัญหาเศรษฐกิจไม่เป็น สู้การเมืองไม่ได้ ทางสังคมก็แพ้ มองโลกได้ไม่เท่าทันสถานการณ์จริง ไม่ตื่นตัวถูกเอาเปรียบทุกอย่างตลอดมา คนหมู่มากก็แพ้คนหมู่น้อย นี่เป็นเรื่องผิดปกติ เราต้องทำให้คนหมู่มากชนะคนหมู่น้อยจึงเป็นความปกติครับ
ขุนนางดี 6 ประเภท เป็นกัลยาณมิตร สัตตบุรุษ สงบความวุ่นวาย
ในคัมภีร์ “ฉางต่วนจิง” เป็นคัมภีร์ว่าด้วยการบริหาร การปกครองที่มีชื่อเสียงเล่มหนึ่งของจีน ได้แบ่งประเภทของขุนนางไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้
จริยะธรรมขุนนาง (ข้าราชการ)
- ประเภทที่ 1 : ขุนนางอริยะเมธี ผู้ปรีชาเห็นการณ์ล่วงหน้าก่อนเกิดเหตุ คะเนเภทภัยได้ก่อนจะปรากฏ ทั้งยังสามารถสกัดป้องกันไว้ตั้งแต่ต้น เป็นผลให้กษัตริย์ของตนอยู่เหนือภยันตรายและดำรงเกียรติยศปรากฏขจรไกลชั่ว กาลนาน ในประวัติศาสตร์ ขุนนางระดับหัวกะทิเช่นนี้ล้วนดำรงตำแหน่งเป็นราชครูในราชสำนัก
- ประเภทที่ 2 : ขุนนางผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ถวายความเห็นอย่างอ่อนน้อม โน้มน้าวให้กษัตริย์ปฏิบัติพระองค์ตามจารีตประเพณีอันดีงาม และยึดมั่นในครรลองคลองธรรม คอยกราบทูลให้ทรงใช้สายพระเนตรที่ยาวไกลคำนวณผลอย่างรอบด้านเป็นผู้ที่จะ เสริมจุดดีและสลายจุดด้อยให้แก่กษัตริย์ของตน ประเภทนี้ในสมัยโบราณเรียกว่า “ขุนนางกระดูกเหล็ก” แม้ตัวเองจะถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งโดยทันทีก็ไม่นำพา เพียงมุ่งหวังให้องค์กษัตริย์ดำเนินไปบนหนทางที่ถูกต้องดีงาม เมื่อใดที่ผู้เป็นนายปฏิบัติมิชอบก็กล้ากราบทูลว่าไม่ บังควร ตลอดระยะเวลาในประวัติศาสตร์มักจะปรากฏขุนนางเช่นนี้ อาทิ ช่วงต้นรัชสมัยกษัตริย์ ซ่งไท่จู่ มีขุนนางชั้นผู้ใหญ่ผู้หนึ่งเข้าเฝ้าฮ่องเต้ ในยามนั้นฮ่องเต้ทรงฉลองพระองค์ในชุดบรรทมอยู่ในพระตำหนัก เขาจึงหันหลังกลับและหยุดอยู่ที่หน้าประตู ฮ่องเต้ทรงเห็นดังนั้นจึงตรัสสั่งมหาดเล็กให้ไปสอบถามว่าเหตุใดจึงไม่เข้ามา ในพระตำหนัก ขุนนางจึงกราบทูลว่า “ฮ่องเต้มิได้ทรงฉลองพระองค์อย่างเป็นทางการ” วาจาเพียงประโยคเดียวบันดาลให้พระพักตร์ของฮ่องเต้เปลี่ยนเป็นสีแดง รีบกลับเข้าไปเปลี่ยนฉลองพระองค์ตามแบบแผนที่ถูกต้องแล้วจึงออกมาพบขุนนาง ผู้นั้น แม้จะดูว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ขุนนางประเภทนี้ก็มิยอมมองข้าม เหตุเพราะฮ่องเต้เป็นสัญลักษณ์แทนประเทศชาติ ไม่อาจปฏิบัติตามอำเภอใจได้
- ประเภทที่ 3 : ขุนนางจงรักภักดี ทุ่มเททำงานทั้งเช้า-ค่ำ แนะนำคนดีมาช่วยชาติโดยมิเห็นแก่เหน็ดเหนื่อย มักกราบทูลเรื่องราวของเมธีกษัตริย์และปวงปราชญ์แต่โบราณกาลเพื่อเป็นแบบ อย่างถวายองค์กษัตริย์อย่างสม่ำเสมอ
- ประเภทที่ 4 : ขุนนางชาญฉลาด มีสายตาแหลมคม มองเห็นเหตุแห่งความสำเร็จและล้มเหลว สามารถช่วยเหลือป้องกันได้ตั้งแต่ต้น โดยการอุดช่องโหว่รากเหง้าแห่งปัญหา แปรหายนะเป็นชัยชนะ กษัตริย์จึงไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวล
- ประเภทที่ 5 : ขุนนางสุจริต ขุนนางผู้เคารพกฎหมายเคร่งครัดในระเบียบข้อบังคับ มีความรับผิดชอบสูงไม่กินสินบน ไม่โลภโมโทสัน ดำรงชีพด้วยความสมถะมัธยัสถ์
- ประเภทที่ 6 : ขุนนางซื่อตรง ไม่ประจบสอพลอ ในยามบ้านเมืองปั่นป่วนวุ่นวายกล้าทัดทานท้วงติงสิ่งที่ไม่ถูกต้องต่อหน้า พระพักตร์แม้ในยามที่ทรงพิโรธรุนแรงในยามวิกฤตคับขันบ้านเมืองต้องการคนพูด ความจริง ในสถานการณ์ที่เจ้าเหนือหัวไม่พร้อมจะรับฟังสิ่งใดๆ ไม่มีใครกล้าท้วงติงในสิ่งที่มีเหตุผล ขุนนางประเภทนี้พร้อมจะเผชิญหน้าและแจกแจงถึงข้อผิดพลาดของผู้บังคับบัญชา เป็นคนตรงที่ยอมเสี่ยงตายเพื่อส่วนรวม
ขุนนางเลว 6 ประเภท อมิตร เป็นภัย ทุรบุรุษ สร้างปัญหา ฆ่ากันกิน
- ประเภทที่ 1 : ขุนนางกะล่อน ทำงานเรื่อยเฉื่อย โลภโมโทสัน ไม่ใส่ใจงานหลวง คอยดูทิศทางลม เปลี่ยนสีตามสถานการณ์ มีคนบางประเภทประพฤติตนตามกฎระเบียบที่วางไว้เพื่อให้อยู่ในตำแหน่งได้นาน ที่สุด ระมัดระวังไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดก็สามารถรับเงินเดือนได้ทุกเดือน งานการก็ทำไปตามหน้าที่ แต่ไม่ได้กระตือรือร้นทุ่มเทเอาใจใส่ คอยปรับตัวตามกระแส เอาตัวรอดตามแต่สถานการณ์ ไม่มีจุดยืนที่แน่นอน
- ประเภทที่ 2 : ขุนนางสอพลอ กษัตริย์ตรัสสิ่งใดล้วนเออออว่าดีงาม กษัตริย์ทรงกระทำการใดล้วนเห็นว่าถูกต้องแอบสืบแสวงสิ่งซึ่งกษัตริย์ทรงโปรด และเสาะหามาถวาย มุ่งเพียงให้กษัตริย์สำราญพระราชหฤทัยโดยไม่คำนึงถึงผลร้ายภายหลัง ในบันทึกประวัติศาสตร์ยุค “จ้านกว๋อ” (สงครามระหว่างรัฐ) มีข้อความตอนหนึ่งกล่าวไว้ว่า กษัตริย์ฉีเหิงกง ไม่โปรดปรานสีม่วงจึงถาม กว่านจ้ง ว่า “สมควรทำเช่นไร?” เขาทูลตอบว่า “ง่ายดายอย่างยิ่ง ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปหากพระองค์พบเห็นผู้ใดสวมใส่เสื้อผ้าสีม่วงเดิน ผ่านหน้าพระพักตร์ก็ขอให้ตรัสว่า ช่างเหม็นเหลือเกิน! หลีกไปให้ไกลๆ” กษัตริย์ผู้นี้ก็ปฏิบัติตามคำแนะนำ หลังจากนั้น 1 เดือนทั้งเมืองไม่มีใครใส่เสื้อผ้าสีม่วงอีกเลย เพราะฉะนั้นเบื้องบนนิยมสิ่งใด ผู้ใต้บังคับบัญชาก็จะกระทำตาม นี่คือพลังอำนาจที่รุนแรงอย่างยิ่ง ขุนนางสอพลอเพียงต้องการประจบเอาใจผู้เป็นนายแม้จะต้องปฏิบัตินอกลู่นอกทาง จนนำความเสื่อมเสียมายังเจ้านายของตนก็ไม่นำพา
- ประเภทที่ 3 : ขุนนางบ่างช่างยุ มีความรู้มากแต่ใช้เพื่อกลบเกลื่อนความผิดของตน ชำนาญการเจรจาใช้คารมยุแยงให้แตกสามัคคีทั้งในพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนาง ทั่วราชสำนัก
- ประเภทที่ 4 : ขุนนางโฉด จิตใจเจ้าเล่ห์ชั่วร้าย เปลือกนอกดูสุภาพนุ่มนวล เจรจาไพเราะชวนฟัง เค้าหน้าเมตตา การุณย์ แต่ส่วนลึกริษยาคนดีมีความสามารถ เมื่อจะสนับสนุนผู้ใดก็จะกล่าวถึงเฉพาะข้อดีไม่เอ่ยถึงข้อด้อยผู้นั้น เมื่อจะทำลายใครก็จะขยายข้อด้อยของผู้นั้นจนใหญ่โต แต่ไม่กล่าวถึงข้อดีของผู้นั้นเลย เป็นเหตุให้กษัตริย์ทรงพิจารณาคุณ-โทษอย่างไม่เที่ยงธรรม
- ประเภทที่ 5 : ขุนนางปล้นชาติ รวบอำนาจแผ่อิทธิพล ทำผิดเป็นถูก สร้างก๊กส่วนตัว เสาะหาความร่ำรวยส่วนตนแอบอ้างพระราชโองการเพื่อให้ตนได้ผลประโยชน์
- ประเภทที่ 6 : ขุนนางล้างชาติ สนับสนุนให้กษัตริย์ทรงดำเนินไปบนหนทางที่ไม่ถูกต้องและโยนความผิดทั้ง หมดไป ให้ผู้เป็นนาย สมคบกับพวกพ้องปิดบังพระเนตรพระกรรณ ยังผลให้องค์กษัตริย์มิอาจจำแนกผิดชอบชั่วดี เป็นที่ประณามของอาณาประชาราษฎร์และแว่นแคว้นใกล้เคียง ประวัติศาสตร์มักจะแสดงให้เห็นว่า เมื่อผู้ใต้บังคับบัญชาบกพร่องในหน้าที่ ประชาชนก็จะด่าว่าผู้บังคับบัญชา ดังนั้นการเป็นหัวหน้าคนที่จริงแล้วเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจอย่างยิ่งเพราะ มักจะตกที่นั่งลำบากเพราะลูกน้องของตนอยู่เสมอ เป็นเช่นนี้มานานตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และคงจะเป็นเช่นนี้ต่อไปในอนาคต
การดูนักการเมืองตามลักษณะ ฉขัตติยะ 6 ประเภท
1. ขัตติยะธรรม คือ ผู้ปกครองที่มีนิสัยเมตตาอารี จิตแจ่ม สติแจ้ง ร่วมทุกข์ร่วมสุข สละผลประโยชน์ส่วนตัวเพื่อส่วนรวม
2. ผู้ปกครอง นักการเมือง นักบริหาร ที่เข้มงวดตัวเอง ให้อภัยผู้อื่น ถ่อมตัวศึกษา ใส่ใจราชกิจงานเมือง ยึดมั่นในธรรมนองคลองธรรม ไม่ปกครองด้วยอารมณ์ คือ ผู้สันทัดในการปกครอง
3. ผู้บริหาร นักการเมือง ผู้ปกครอง ที่บริหารราชกิจที่แข็งขัน ปกครองด้วยความระมัดระวัง คำนึงถึงส่วนรวมเป็นหลัก คือ ผู้ปกครองรักษาบ้านเมือง
4. ผู้ปกครอง นักการเมือง นักบริหาร ที่ไม่จำแนกชั่วดี ไม่แยกแยะส่วนตัวส่วนรวม ห่วงแต่ผลได้ผลเสียส่วนตัว ไม่ยึดมั่นในเมตตาคลองธรรมอย่างบริสุทธิ์ใจ คือ ผู้ปกครองผู้ก้าวสู่ความเสื่อม
5. นักการเมือง นักบริหาร นักปกครอง ที่เอาแต่ใจตัวเองมากกว่าความถูกต้อง ทำนองคลองธรรม คำนึกถึงประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม ไม่เคารพขนบ ธรรมเนียม จารีต ทำให้เกิดเหตุวิปลาส คือ นักการเมือง นักปกครอง นักบริหาร ผู้ก้าวสู่ความวิบัติ
6. นักการเมือง นักปกครอง นักบริหาร ที่หลงเชื่อคนถ่อย โฉดชั่ว สอพลอ ไม่ชอบปราชญ์ปัญญาชน หมกมุ่นสุรานารี ไม่เคารพกฎหมาย โกหกชาวบ้าน แสวงหาความสำราญ ให้บำเหน็จรางวัลตามความพอใจ ลงโทษทัณฑ์ส่งเดชตามโทสะ ชอบกลบเกลื่อนความผิดของตัวเอง ไม่ปรับปรุงแก้ไข ไม่ฟังคำซื่อที่บาดหู ชอบยกยอปอปั้น คือ นักการเมือง นักปกครอง นักบริหารผู้สิ้นชาติ
ประชาชนเขลาแก้ด้วยการศึกษาขั้นพื้นฐาน ศีลธรรม คุณธรรม จริยะธรรม ฉขัตติยะ กฎหมาย การเมือง ประชาชนทั่วไปดี ฉลาด รู้บทบาท อำนาจ หน้าที่ จะเลือกนักการเมืองดี ข้าราชการก็จะดี เพราะมาจากประชาชนที่ดี
ท้องถิ่นไหน เมืองไหนประชาชนขลาด
เขลา คนชั่วก็จะเข้าครองเมือง เข้าเป็นนักการเมือง บริหารทุจริตเงินของเรา คนแบบไหนก็จะเลือกคนแบบนั้น บ้านเมืองวุ่นวายเพราะเลือกนักการเมืองทุรบุรุษ ไม่เลือกสัตตบุรุษ อย่างนี้เป็นการเติมความเดือดร้อนวุ่นวายลงในสังคม ช่วยกันแจกจ่ายให้คนทั่วไปรับรู้ นี่คือ 1 ใน 180 สาเหตุ ของความยากจน
คำสอนขงจื้อ เกี่ยวกับ สัตบุรุษ
สำหรับสุตบุรุษแล้ว ใต้ผืนฟ้าหาได้มีสิ่งใดดีอย่างแท้จริงไม่ และก็หาได้มีสิ่งใดไม่ดีโดยสิ้นเชิงไม่ ความมีธรรมเป็นเครื่องวัดของเขา
สัตบุรุษใส่ใจในคุณธรรม ทุรบุรุษกลับใส่ใจถึงผืนดิน สัตบุรุษใส่ใจในกฎหมาย ทุรบุรุษกลับใส่ใจในเอกสิทธิ์
สัตบุรุษเข้าใจความมีธรรมะ ทุรบุรุษเข้าใจแค่เรื่องผลประโยชน์
สัตบุรุษย่อมปรองดองมิเล่นพรรคเล่นพวก ทุรบุรุษย่อมเล่นพรรคเล่นพวกและมิปรองดอง
สัตบุรุษ ไม่แสวงหาการกินเพื่อความอิ่มหนำ มิแสวงหาความสำราญในการดำเนินชีวิต กอปรกิจโดยฉับไว และสุขุมคัมภีรภาพในการพูด และธำรงไว้ซึ่งความถูกต้องแล้วไซร้ ถือได้ว่าผู้นั้นเป็นผู้อุทิศตนให้แก่การเรียนรู้
สัตบุรุษนั้นประกอบด้วยทุกส่วน มิใช่บางส่วน ส่วนคนใจแคบย่อมเป็นแค่บางส่วน หาได้ประกอบด้วยทุกส่วนไม่
สัตบุรุษย่อมไม่แข่งขันกัน เว้นแต่ในกีฬายิงธนู ครั้นเข้าสู่การแข่งขัน ผู้เข้าแข่งขันต่างจับมือทักทายกันละกัน ครั้นเสร็จจากการแข่งขันต่างก็ดื่มอวยพรกันและกัน การแข่งขันนี้จึงเป็นการแข่งขันของสุตบุรุษโดยแท้
สัตบุรุษหวังที่จะพูดช้า แต่ลงมือทำเร็ว
เขามีความเป็นสัตบุรุษใน 4 รูปการด้วยกัน มีความสุภาพอ่อนน้อมในการประพฤติตน มีความเคารพในการรับใช้ผู้มีสถานะเหนือกว่า มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนมนุษย์ และมีศีลธรรมในการใช้คน
สัตบุรุษศึกษางานวรรณกรรมอย่างกว้างขวาง พิธีทำให้จิตใจของเขาสงบ และมิอาจเดินหลงทาง
สัตบุรุษย่อมมีอิสรเสรี และมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ส่วนคนใจคอคับแคบ ย่อมมีขอบเขตจำกัดและมีแต่ความโศกเศร้า
ความเอื้อเฟื้อที่ปราศจากจารีตพิธี คือแรงงานที่สูญเปล่า ความสุขุมรอบครอบที่ปราศจากจารีตพิธี คือความสะเทิ้นอาย ความกล้าหาญที่ปราศจากจารีตพิธี คือความระส่ำระสาย ความซื่อสัตย์ที่ปราศจากจารีตพิธี คือความกระวนกระวาย ครั้นสัตบุรุษถนอมรักครอบครัวของตนแล้ว ย่อมเป็นแรงบันดาลใจให้น้อมนำไปสู่ความเมตตากรุณาสำหรับผู้คน ครั้นสัตบุรุษไม่ลิทิ้งขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิม ผู้คนก็มิทำการใดอย่างปิดบัง
ขงจื้อปรารถนาที่จะได้ไปใช้ชีวิตท่ามกลางชนเผ่าทั้งเก้าของชาวอี่
มีคนถามขงจื้อว่า ไม่โหรงเหรงไปหรือ ท่านจะอยู่ได้อย่างไรกัน
ขงจื้อตอบว่า หากมีสัตบุรุษอยู่ที่นั่นแล้ว จะโหรงเหรงไปได้อย่างไร
สัตบุรุษมิกังวล มิหวาดกลัว ครั้นมีการตรวจสอบตนเอง ย่อมไม่มีการฟ้องกล่าวโทษกลับ แล้วไฉนจะต้องกังวลและหวาดกลัวด้วยเล่า
การที่ไม่รู้สึกกระทบกระเทือนโดยการกล่าวหมิ่นประมาทที่พอกพูนและความเศร้าโศกที่ค่อนแคะ ถือได้ว่าเป็นการรู้แจ้งแล้ว ยังถือได้ว่าเป็นผู้มองการณ์ไกลอีกด้วย
สัตบุรุษย่อมช่วยผู้อื่นทำความดีให้สำเร็จ มิช่วยให้ผู้อื่นทำความชั่วให้สำเร็จ ทุรบุรุษย่อมทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม
การปกครองคือความถูกต้อง หากท่านสั่งด้วยความถูกต้องแล้ว ผู้ใดเล่าจะกล้าเสี่ยงทำไม่ถูกต้อง
จงทำพวกเขาร่ำรวย เมื่อทำพวกเขาร่ำรวยแล้ว ต่อไปจงสอนพวกเขา
จงอย่ารีบร้อน จงอย่ามองหาผลประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ หากรีบร้อนแล้วย่อมไม่ประสบผลสำเร็จ หากมองหาผลประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ งานสำคัญย่อมไม่บรรลุผล
สัตบุรุษนั้นรับใช้ง่าย แต่ทำให้พอใจได้ยาก หากเอาใจเขาอย่างไม่ถูกทำนองครองธรรมแล้ว เขาย่อมไม่พอใจ เมื่อเขาว่าจ้างผู้หนึ่งผู้ใดแล้ว เขาย่อมประเมินผู้นั้นจากความสามารถ อันทุรบุรุษนั้นรับใช้ยาก แต่ทำให้พอใจได้ง่าย แม้จะเอาใจเขาอย่างไม่ถูกทำนองครองธรรมแล้ว เขาก็ยังพอใจ และเมื่อเขาว่าจ้างผู้หนึ่งผู้ใดแล้ว เขาจะคอยจ้องตำหนิติเตียนคนนั้น
สัตบุรุษอยู่อย่างสงบสงัดโดยปราศจากความเย่อหยิ่งจองหอง ส่วนทุรบุรุษนั้นย่อมเย่อหยิ่งจองหองโดยปราศจากความสงบสงัด
การส่งคนไปสู้รบโดยมิสอนพวกเขา ก็คือการละทิ้งพวกเขานั่นเอง
บัณฑิตที่ฝักใฝ่แต่ในทรัพย์ศฤงคาร ก็มิบังควรให้เรียกว่าบัณฑิต
มีบางครั้งที่สัตบุรุษมิใช่ผู้มีความเมตตากรุณา แต่ไม่มีเลยสักครั้งที่ทุรบุรุษเป็นผู้มีความเมตตากรุณา
สัตบุรุษย่อมเข้าใจในสิ่งที่อยู่เบื้องบน ทุรบุรุษย่อมเข้าใจเพียงสิ่งอยู่เบื้องล่าง
สัตบุรุษย่อมไม่คิดในสิ่งซึ่งอยู่นอกตำแหน่งหน้าที่ของตน
สัตบุรุษย่อมละอายแก่ใจ หากคำพูดของเขาดังกว่าการกระทำของเขา
สัตบุรุษอาจยากได้ในบางครา แต่หากทุรบุรุษเป็นเช่นนั้น หายนะย่อมบังเกิดแก่ผู้คนทั้งปวง
ยู่ เอ๋ย ผู้รู้จักคุณธรรมนั้นหายากยิ่งนัก
การไม่สนทนากับคนที่ควรแก่การสนทนาด้วย เป็นการเสียคนผู้นั้นไปโดยเปล่าประโยชน์ การสนทนากับคนที่มิควรสนทนาด้วย เป็นการเสียคำพูดไปโดยเปล่าประโยชน์ ปราชญ์ย่อมไม่เสียทั้งคนและถ้อยคำ
ผูมิใส่ใจอนาคต มิช้าจะประสบความยุ่งยาก
เมื่อถือคุณธรรมเป็นแก่ชีวิต สัตบุรุษย่อมประพฤติตนตามจารีตพิธี แสดงออกถึงความอ่อนน้อมถ่อมตน และเพียบพร้อมด้วยความน่าไว้วางใจ เช่นนี้แหละคือสัตบุรุษโดยแท้
สัตบุรุษทุกข์ร้อนว่าตนไร้ความสามารถ ไม่ทุกข์ร้อนว่าผู้อื่นไม่รู้ถึงความสามารถของตน
สัตบุรุษหดหู่ใจต่อการตายที่ปราศจากความยั่งยืนของชื่อเสียง
สัตบุรุษเรียกร้องตนเอง ทุรบุรุษเรียกร้องผู้อื่น
สุตบุรุษทะนงตนแต่ไม่แข่งขัน คบหาสมาคมแต่ไม่เลือกข้าง
สัตบุรุษมิได้เชิดชูคนใดจากสิ่งที่เขาพูด และมิได้ละเลยสิ่งที่พูดออกมาเนื่องจากผู้พูด
สัตบุรุษทำงานเพื่อวิถีที่ถูกต้อง ทำงานโดยมิมุ่งเน้นการหาเลี้ยงชีพ การทำไร่ไถนาย่อมยากแค้น การศึกษาเรียนรู้ย่อมได้รับราชการ มีเบี้ยหวัด สัตบุรุษใส่ใจในวิถีที่ถูกต้อง และมินำพาต่อความยากไร้
งานที่ใช้สติปัญญาเพียงเล็กน้อย ย่อมมิใช่ภารหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของสัตบุรุษ ภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ย่อมมิใช่งานที่ใช้สติปัญญาเพียงเล็กน้อยของทุรบุรุษ
สัตบุรุษย่อมยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่คล้อยตามความยึดมั่นของผู้อื่น
ในการรับใช้เจ้านาย จงคำนึงถึงความรับผิดชอบในภาระหน้าที่ให้มากกว่าคำนึงถึงเบี้ยหวัด
สำหรับสัตบุรุษแล้ว มีความหวาดหวั่นอยู่สามรูปการ นั่นคือเขาหวาดหวั่นต่อชะตากรรม เขาหวาดหวั่นต่อมหาบุรุษ เขาหวาดหวั่นต่อคำพูดของปราชญ์ ส่วนทุรบุรุษหาได้มีความรู้เรื่องชะตากรรมและหาได้มีความหวาดหวั่นไม่นั้น ย่อมปรามาสมหาบุรุษและหัวเราะเยาะคำพูดของปราชญ์
มีแต่คนฉลาดที่สุดกับคนโง่ที่สุดเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงได้
สัตบุรุษเคารพอย่างสูงในความมีศีลธรรม แม้สัตบุรุษผู้มีความกล้าหาญแต่ไม่มีธรรมะแล้ว ย่อมก่อให้เกิดความระส่ำระสาย ส่วนทุรบุรุษผู้มีความกล้าหาญแต่ไม่มีธรรมะแล้ว ย่อมก่อให้เกิดการลักขโมย
มีเพียงอิสตรีเท่านั้นที่ยากจะต่อกรด้วย ครั้นอยู่ใกล้ชิดพวกเขา พวกเขาก็ไม่อ่อนน้อมถ่อมตนเลย ครั้นพอตีตัวออกห่าง พวกเขาก็บ่น
สัตบุรุษย่อมไม่ทอดทิ้งญาติ
สวัสดีค่ะ'msgent of thai'
แวะมาอ่านบันทึก'การแก้ปัญหาความยากจนของชาวนา'ค่ะ
ถ้าคนเราคิดอยากจะรวย เราก็ต้องดิ้นรนเพื่อทำยังไงถึงจะรวย
ยิ่งดิ้นรนมาก... ก็ยิ่งเหนื่อยมาก...
เป็นคนรวยเหนื่อยนะคะ...เหนื่อยที่จะใช้เงินค่ะ
แต่ถ้าเราพอใจในสิ่งที่เรามีอยู่พอกินพอใช้ นั้นคือ'พอเพียง'ค่ะ
ขอบคุณ ดร.พจนา แย้มนัยนา ที่กรุณาแวะมาให้กำลังใจ สนใจการแก้ปัญหาของชาวนาครับ ใครปลงได้ก็เป็นสุขตามอัตภาพ แต่ในขณะที่ทุกคนเคลื่อนไปข้างหน้าค่าครองชีพถีบตัวตามกระแสสังคม ใครหยุดอยู่กับที่ก็จะถูกแซงกลายเป็นการถอยหลัง ภัยสังคมเละเทะทั้งการเมืองวุ่นวายทุกวันนี้ก็ล้วนมาจากภัยเศรษฐกิจส่วนมาก ครอบครัยแตกแยก ก็เพราะความจนมิใช่หรือ
.. สวัสดีค่ะ..คุณ msgent of thai ...
แนะนำตัวค่ะ เป็นสมาชิกใหม่ค่ะ.และ.เป็นชาวนาคนหนึ่งในประเทศไทย..
เห็นด้วยกับคุณทุกอย่างตามที่กล่าวมา โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า ชาวนาทำนาเป็นอย่างเดียว..
ดิฉันกำลังวางแผนว่าจะปลูกข้าวเอง และสีขายเองค่ะ นั่นหมายถึงดิฉันต้องทำการตลาดเองทั้งหมด
(คงต้องใช้งบประมาณสูงมากเหมือนกัน)เป็นโครงการค่ะ
เบื่อพวกพ่อค้าหน้าเลือดรับซื้อข้าวเปลือกกดขี่ราคากันหน้าดู รัฐบาลก็ไม่ช่วย
(ที่ว่าช่วยประกันราคานะไม่ต้องมาพูดกันเลยไม่รู้ว่ารัฐบาลเอาข้อมูลมาจากใหนนะค่ะเรื่องต้นทุนว่า
ข้าวเปลือก กก.ละกี่บาท และข้าวเหนียวป่านนี้ยังไม่ได้รับเงินประกันเลยค่ะ)
ชาวนาทำนาขายข้าวแล้วจน โรงสีรับซื้อแล้วขาย กลับรวยๆๆ คนกินข้าวก็ซื้อข้าวแพง มันผิดพลาดตรงที่
ชาวนาไม่มีความรู้ใช่มั้ยค่ะ..จริงๆ ชาวนาเราก็ไม่อยากรวยอะไรหรอกนะค่ะ
แค่พอกินพอใช้ ไม่มีหนี้สิน แค่เท่านั้นก็พอค่ะ
ขอบคุณ คุณบัวชมพู ดีใจมากที่ให้เกียรติแวะมาอ่าน เนื้อหาที่จะแก้ปัญหาของชาวนาไม่ได้ลงไว้ในนี้ เดียวนักการเมืองจะเอาไปหาเสียง ผมต้องการไปพบปะกลุ่มชาวนาโดยตรงเพื่อบอกวิธีแก้ไขปัญหา การคิดแค่ก้าวเดียวพอกินพอใช้เราไปไม่พ้นปัญหาเดี๋ยวก็กลับมาจนใหม่ ค่าครองชีพมันถีบตัวหนีทุกวัน เราต้องหนีจากความยากจนแบบถาวร ปัญหายนี้แก้ง่ายมาก ๆ แต่ต้องคิดมากกว่า 5 ก้าว ใช้หลายหลักแก้หลายด้านพร้อมกันไป คนที่จะแก้ปัญหานี้ได้คือ ชาวนาเอง ไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่ข้าราชการ