กฎหมายเกี่ยวกับแรงงาน ไม่ได้มีเพียงแต่ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน หรือ พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ เท่านั้น ความจริงสถานประกอการ ที่มีนายจ้างและลูกจ้าง จะต้องปฏิบัติภายใต้กรอบของกฎหมายสำคัญทั้งหมด 7 ฉบับด้วยกัน

กฎหมายเกี่ยวกับแรงงาน

กฎหมายเกี่ยวกับแรงงาน ไม่ได้มีเพียงแต่ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน หรือ พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ เท่านั้น ความจริงสถานประกอการ ที่มีนายจ้างและลูกจ้าง จะต้องปฏิบัติภายใต้กรอบของกฎหมายสำคัญทั้งหมด 7 ฉบับด้วยกัน ได้แก่
  1. กฎหมายการจ้างงาน ( ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 เอกเทศสัญญาลักษณะ 6    จ้างแรงงาน )
  2. กฎหมายคุ้มครองแรงงาน ( พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ฉบับเดิม 2541 ซึ่งมีการปรับปรุงแก้ไขใหม่ เป็น พรบ. คุ้มครองแรงงาน 2551 แล้ว )
  3. กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ ( พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ 2518 )
  4. กฎหมายประกันสังคม ( พ.ร.บ. ประกันสังคม 2533 )
  5. กฎหมายเงินทดแทน ( พ.ร.บ. เงินทดแทน 2537 )
  6. กฎหมายศาลแรงงาน ( พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน 2522 )
  7. กฎหมายความปลอดภัย ( ประกาศกระทรวงมหาดไทยและประกาศกระทรวงแรงงาน )
 
ทั้ง  7 ฉบับนี้  เกี่ยวข้องกับนายจ้างและลูกจ้าง ตามสิทธิและหน้าที่ ของทั้งสองฝ่ายที่จะต้องปฏิบัติตามในประเด็นต่างกันไปในเรื่องของสหภาพแรงงาน จะเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ 2518 เป็นกฎหมายว่าด้วยสภาพการจ้างงานและเป็นหลักเกณฑ์การจัดตั้งสหภาพแรงงานอยู่ด้วย สถานประกอบการใด  จะจัดตั้งสหภาพแรงงานจะต้องใช้กฎหมายฉบับนี้เป็นหลักเกณฑ์และวิธีการ ส่วนสถานประกอบการที่ไม่มีสหภาพแรงงาน  จะยังคงมีมาตราต่างๆ  บังคับนายจ้างและลูกจ้างอยู่ด้วย   เช่น  หากมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างงาน
หากนายจ้างได้เปลี่ยนแปลงโดยไม่เป็นคุณต่อลูกจ้าง นายจ้างจะไปบังคับลูกจ้างไม่ได้  นายจ้างจะต้องยื่นหนังสือเรียกร้องต่อลูกจ้างเพื่อให้ลูกจ้างยินยอมเสียก่อน เป็นต้น
     ส่วนคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการนั้น จะเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน 2551 โดยสถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป จะต้องจัดให้มีคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบการเข้าทำหน้าที่ตามกฎหมาย และคณะกรรมการนั้นจะต้องได้มาจากการเลือกตั้ง
         ดังนั้น ในประเด็นที่นายจ้างจะไปเปลี่ยนแปลงสภาพจากสหภาพแรงงานมาเป็นคณะกรรมการสวัสดิการไม่ได้ เพราะเป็นกฎหมายคนละฉบับกันทั้งสหภาพแรงงานและคณะกรรมการสวัสดิการ มีบทบาทอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่ไม่เหมือนกัน แต่อาจจะคล้าย ๆ กันเท่านั้น  ยกเว้นว่า ในสถานประกอบการนั้น สหภาพแรงงานที่มีอยู่  ยังไม่ได้รับการรับรองตามกฎหมายที่ถูกต้อง จึงอาจจะไปแก้ไขได้  ทั้งนี้ นายจ้างกับลูกจ้าง
ต้องพูดคุยตกลงกันให้เข้าใจด้วย  แต่ถ้ามีสหภาพแรงงานที่ถูกต้องแล้ว สหภาพแรงงานที่ทำหน้าที่ของสหภาพแรงงานไปตามกรอบของกฎหมาย  ส่วนคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานในสถานประกอบการก็ทำหน้าที่ไปตามกรอบของกฎหมายเช่นกัน  เจตนารมณ์ของการมีสหภาพแรงงานหรือคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานนั้น  เพื่อเป็นช่องทางให้นายจ้างและลูกจ้างมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน  หากมีกรณีข้อพิพาทเกิดขึ้น  จะได้ใช้คณะกรรมการสวัสดิการหรือสหภาพแรงงานนี้เป็นเวทีพูดคุย เจรจาไกล่เกลี่ยกันให้ได้เสียก่อน

“ร่วมมือร่วมใจ   สร้างสรรค์แรงงานสัมพันธ์

                                       นายจ้างและลูกจ้าง ผลประโยชน์ร่วมกัน”