GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

นับดาวเรียนรู้ KM ปฏิบัติ ดวงที่ 1

ปิดเทอม KM Intern คนที่ 1

คืนนั้นจันทร  มีดารากร  เป็นบริวาร

เห็นดิน สิ้นฟ้า ในป่า ท่าธาร

มาลีคลี่บาน  ใบก้านอรชร  

พื้นฐานคุณธรรมในจิตใจ มาจากครอบครัว จริงหรือ?                       พ่อแม่ให้ชีวิต  สำหรับผู้เขียน ในวัยเยาว์   จำได้ว่า พ่อสอนให้หาวิชาความรู้ เพราะไม่มีเงินให้   อาจจะเป็นเพราะพ่อมีความรู้น้อย    พ่อและแม่สอนระเบียบวินัย  และสอนให้ช่วยตนเอง ดูแลตัวเอง  ตอนอายุ 6-7 ขวบ ผู้เขียนต้องเริ่มดูแล เสื้อผ้าของตัวเอง  ซักเสื้อผ้าชิ้นเล็กๆ   ปลูกดอกไม้แปลงเล็กๆของตนเอง  ตัดเสื้อตุ๊กตา แบบเย็บด้วยมือ  มีหน้าที่รับผิดชอบ เช่น รดน้ำต้นไม้  กวาดขยะ ถูบ้าน  ต้องตื่นแต่เช้า พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น    ต้องตรงต่อเวลา  ต้องไปรอคอยคนอื่น  ต้องรอรถประจำทาง เป็นชั่วโมงได้  ไปรอ  ไม่ใช่ให้เขามารอเรา  มิเช่นนั้น เราจะเสียโอกาส  เราจะลำบาก...           

          อาจเป็นเพราะแม่ นำTacit knowledge ที่เป็นวัฒนธรรมตะวันตก มาสอนเรา  ให้ช่วยเหลือตนเอง  จึงกลายเป็นข้อดีไป   ที่สำคัญท่าน ฝึกให้เราตักบาตรทุกเช้า จนกลายเป็นความเคยชิน          

          การกินอยู่ เฉพาะอาหารที่มีประโยชน์เท่านั้น  โดยเฉพาะที่หาได้ ในสวนเราเอง  ทั้ง ผัก ผลไม้  ทำขนม ทานเอง  เรามีไข่ มีไก่ด้วย  เราจะซื้อเฉพาะอาหารทะเล   บางครั้งเราก็ได้ พวกสัตว์น้ำ จากท้องนา ที่พี่ชายไปจับมา  หรือ ในบึง หรือ บ่อ ในสวนเราเอง  เราจะซื้อ ภายนอก เป็นครั้งคราวไป  เพื่อเป็นความพิเศษ  แต่ก็แบ่งปันกันทาน ระหว่างพี่น้อง  เรามีเงินสะสมในกระปุก ถ้าอยากทานขนม ก็ฝากพี่ไปซื้อ             

          ผู้เขียนถูกฝึกให้เดินไปขายผัก ขายขนม  ขายผลไม้  ตั้งแต่เล็ก แต่ตนเองขี้อาย  สู้พี่ชายไม่ได้  เขาจึงเป็นนักขาย จนทุกวันนี้   เงินที่ได้จากการขาย แม่ให้เก็บสะสมไว้  เงินที่ได้เป็นรางวัลจากทุนการศึกษาทุกปี  ก็ฝากธนาคารไว้          

          ตอนเดินทางไปเรียนที่ภูเก็ต    ผู้เขียนต้องจัดกระเป๋าเดินทางเอง  ด้วยวัยเยาว์  ผู้เขียนต้องอำลา ครอบครัวที่อบอุ่นในบ้านสวน ไปแสวงหาความรู้ ในที่เจริญกว่า... จำได้ว่า พ่อแม่ และพี่ๆ ออกมาส่งเรา จนลับตา...             

          ครูบาอาจารย์ ให้วิชาความรู้  ท่านเมตตาเราเหมือนลูก สอนที่โรงเรียน  สอนพิเศษ  ซื้อชุดวันเด็กให้ก็มี  ให้เงินกินขนม  ทำทุกอย่างที่จะให้เราสอบได้ที่หนึ่งของโรงเรียน แล้วแต่สไตล์ของแต่ละท่าน บางท่านก็ดุ  ตี ถ้าเรา ไม่ Top ในวิชานั้นๆ   ถ้านัดมาสอบจุดประสงค์  ห้ามไปเล่นกีฬากับเพื่อน    เราต้องช่วยครูตรวจการบ้าน  เวลาไปสอบแข่งขันก็ต้องติวพิเศษ    จำได้ว่า ก่อนจบประถม  ถูกครูอีกท่านดุเรื่องพฤติกรรมการแต่งกายที่เลือกชุดไม่เป็นใส่ลายทั้งท่อนบนท่อนล่าง     การไม่ทำกิจกรรมของพวกเด็กเรียน  เอาแต่เรียน มาห้องเรียน กลับบ้าน

          ดังนั้นเมื่อผู้เขียนเข้ามัธยมต้น เราจึงทำกิจกรรมเยอะ จนผลการเรียนตกมาระดับหนึ่ง เพราะถูกฝึกภาวะผู้นำเยอะ  ในการประชุมคณะกรรมการสหกรณ์โรงเรียน ซึ่งมีครูทั้งนั้น  นักเรียน อาจมีเพียง  2 คน  การเป็นตัวแทนโรงเรียนไปประชุมภายนอก กับจังหวัด  ไปปลูกต้นไม้   คุมห้องเรียน ในฐานะประธานชั้นเรียน   คนรู้จักมากก็ไม่ใช่ว่าจะดี  ผู้เขียนเรียนรู้ว่า ชื่อเสียงนั้น ให้อะไรกับเราบ้าง?

          ชีวิตหักเห เมื่อเราเข้ามาศึกษาในกรุงเทพมหานคร  ทำให้ได้เรียนรู้ชีวิต แบบเด็กไม่เรียน  แบบเด็กที่ไม่ใช่เข้ารอบคัดเลือกตลอดกาล  ดังนั้นเราต้องฝึกเผชิญ  ฝึกเป็นผู้ตาม  ฝึกเป็นผู้ที่ไม่เด่น  ผู้เขียนไปทดลอง ดูหนัง กิน เที่ยว กับเพื่อนรุ่นมัธยม  แม้มิใช่หัวกะทิบนๆ  แต่ก็ยังเป็นหัวกะทิกลางๆอยู่    ผู้เขียน เรียนในมหาวิทยาลัยเปิด  แต่ก็สังสรรค์ กับเพื่อนมหาวิทยาลัยปิดทุกที่  เพื่อรู้จักวัฒนธรรมของเขา ดังนั้นผู้เขียนก็ได้เรียนรู้ การกินอาหารจานด่วน  การเดินห้างสรรพสินค้า อย่างแน่นอน

จากเด็กเรียน มาเป็น เด็กศิลป์ ได้อย่างไร?            

           เมื่อเข้าสู่ชีวิตการทำงาน ผู้เขียนจริงจังกับการทำงานที่สุด ประสาเด็กเรียน  เรียบร้อยเหลือเกิน  แต่ผู้เขียนก็ต้องงงว่าจะแก้ไขปัญหางานได้อย่างไร?  จะทำงานให้เกิดผลสำเร็จได้อย่างไร?   ผู้เขียนจึงไปกราบพระพุทธรูปที่วัด ในวันพระ วันหนึ่ง  เพื่อขอปัญญา          

          มีบุคคลนิรนาม ที่ให้จิตวิญญาณ แก่ผู้เขียน ท่านได้สอน วิธีไหว้พระตามหลักที่ถูกต้อง สอนให้ผู้เขียนรู้จัก คำว่า เปิดใจ ที่เป็นการกระทำ   สอนให้ผู้เขียนเปลี่ยนจากคนที่เห็นแก่ตัว ตามสภาพสังคม  มาเข้าใจ เรื่องของน้ำใจ   น้ำจิต  เพื่อให้ผู้เขียน ค้นพบ ปัญญา  สิ่งที่ต้องการ...  ผู้เขียนเรียนรู้จากกลุ่มคนที่แตกต่างชั้นวรรณะ  ที่เขาไม่สนใจผู้เขียน จะหยิ่งยโส มาจากไหน?  เรื่องในอีกมิติธรรมชาติหนึ่ง ครอบคลุมวิทยาศาสตร์ ที่ผู้เขียนเรียนมา   ทุกวิชามีแก่นของวิชาในตัวเองอยู่แล้ว    คำสอน คือ ทุกคนได้รับข้าวเปลือก มาเหมือนๆกัน  แต่จะไปทำอย่างไร?  สุดแท้แต่...  อาจเก็บไว้  อาจปลูกขยายพันธุ์ต่อ           

          ผู้เขียนเรียนรู้จากกลุ่ม ที่จะหันมาฝึกจินตนาการ ความเป็นอิสระ   เพราะกรอบการเรียนเดิม  และกรอบครอบครัว ในอดีต  เป็นแนวเรียบร้อย  ระเบียบ  และไม่น่าจะมีความรู้ที่ตัวตนผู้เขียนต้องการ  คือ เรื่องบริหารจัดการ  เพราะคนรอบข้าง จะถนัดไปทาง แม่บ้านที่ดี เสียมากกว่า เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้เขียน ต้องออกค้นหาตนเอง  รวมถึงภาระหน้าที่ ที่เราต้องทำ  เราจะรู้ว่า เราต้องทำอะไร ถ้าทำถูก เราก็จะรู้จัก ตัวเรามากขึ้น           

          ผู้เขียนจำได้ ว่าตัวเองไม่มีความอดทนพอ ทำให้เสียโอกาสที่ดีไป  ก่อนอาจารย์เสียชีวิต  ถ้าผู้เขียน ยังไม่ไปทำบริษัทฯที่ปรึกษา  ก็คงมีเส้นทางความภาคภูมิใจในงานที่เร็วกว่านี้   รู้จักเข้าใจ ตนเองได้เร็วกว่านี้  ไม่รู้ว่า  คงกลายเป็น อีกเส้นทางหนึ่ง  แต่เมื่อผู้เขียนเลือกแล้ว   ก็ได้บทเรียน เรื่องสังคมที่ขาดน้ำใจ  เห็นแก่ตัว  ขาดมองละเอียด               

          ที่หนักกว่านั้น  ผู้เขียนปล่อยให้น้ำตาไหลย้อนกลับเข้าข้างใน  อาจารย์ละสังขารจากไป    ในงานศพ  ผู้เขียนพูดว่า  ถ้ายังมีอาจารย์  พวกเราคงไม่โตเสียที เป็นเด็กตลอดไป  ไม่เรียนรู้ด้วยตนเอง เอาแต่ถามอาจารย์   อาจารย์ดุให้หัดอ่าน ตีสัมผัสเอาเองก่อนเสียชีวิต    อาจารย์จากไปด้วยความสบายใจ และด้วยเวลาอันสมควร เป็นวิถีทางหนึ่ง  ที่อาจารย์ปล่อยให้พวกเด็ก เลือกกันเอง  ด้วยความเมตตา ให้โอกาสเสมอ    เมื่อรู้เข้าใจ ทุกอย่างแล้ว ย่อมระมัดระวัง  ย่อมไม่อยากลงไปยุ่ง   กับบางสิ่งอีก                 

          สิ่งที่อาจารย์ถ่ายทอดไว้   ผู้เขียนได้นำมาถ่ายทอดต่อ จากความรู้ความเข้าใจที่เกิดจากการเรียนรู้โดยตัวของผู้เขียนเอง   ตามภาระหน้าที่ ที่ฟ้ากำหนด ดินกำหนด   ไม่รู้ว่า ทำหน้าที่ได้ดีแค่ไหน?เพียงไร?   แต่ผู้เขียนได้ตั้งใจและทุ่มเทเพื่อ ปลุกเขาให้ตื่น   คำสอนของอาจารย์ที่ผู้เขียนเพิ่งเข้าใจตอนลงมือ ทำไปแล้ว โดยไม่รู้ตัว ใครจะตื่น หรือจะนอนต่อ ก็สุดแท้แต่..  

          ไม่รู้ว่าผู้เขียนยังต้องมีชีวิตอีกยาวนานเท่าไร? ไม่ใช่ท้อแท้หมดอาลัย  เรามีไฟตลอดเวลา ตราบเท่าที่ชีวิตคงอยู่     แต่เรามีชีวิต เพื่อทำงานที่เราสมควรทำ   ภาระที่ไม่ใช่การสร้างครอบครัว   คนที่รู้ความจริงธรรมชาติ...ไม่มีใครอยากมีชีวิตบนโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงนี้ ให้ยาวนาน  แต่อยู่เพียงเพื่อสร้าง และเตรียมสิ่งที่จะนำไปเสริมสร้างชีวิตในโลกหน้า ที่เราไม่สามารถย้อนมาต่อรองปัจจุบันนี้ ที่จะกลายเป็นอดีตไป              

            การที่มีปณิธาน หรือ อุดมการณ์นั้น  แม้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงรอบด้านอย่างไร?   ก็ไม่สามารถทำให้ตัวเราเปลี่ยนความตั้งใจไปได้          

           ผู้เขียนค้นพบ Note เล็กๆ ที่จดไว้ เมื่อวานนี้  ถ้าตัดได้ วางได้  จาก พันธนาการ เครื่องชี้บ่งต่างๆ เป็นไม่ยินดียินร้าย  ก็มีโอกาส พบความสำเร็จ ของงาน  ผู้เขียนค้นพบความเปลี่ยนแปลงแบบนี้แล้ว ที่ สคส.  จากเดิม ที่นาย และพนักงานรักผู้เขียน  จนนายต้องโกรธผู้เขียน เมื่อผู้เขียนเลือกทางเดิน เพื่อส่วนรวมแทนองค์กร หนึ่งองค์กร  เพราะท่านตัดใยรักไม่ได้   อยากจะพูดว่า ผู้เขียน เริ่มค้นพบ การให้ที่มีคุณค่า แล้วค่ะ....

           ขอกราบขอบพระคุณทุกท่าน ที่อยู่ในเส้นทางเดินชีวิตของผู้เขียน ทุกท่าน ก็คือ ครูโดยแท้จริง...

           ต่อไปนี้จะไม่มีคุณลิขิตใน gotoknow อีกแล้วนะคะ  โปรดติดตาม KM Intern คนที่ 2  ที่ URL : krumaimai

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): การเรียนรู้km_intern
หมายเลขบันทึก: 41841
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 3
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (3)

  • รวดเร็วมากครับ เขียนไม่นานกลายเป็นบันทึกสุดท้ายเสียแล้ว
  • ดีใจครับที่จะมีKrumaimai มาให้อ่านอีก จะตามไปอ่านเท่าที่เวลาจะอำนวย ต่อไปคงมีความแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมใช่ไหมครับ
  • ขอบคุณมากครับ
  • ลืมบอกไปว่าบันทึกนี้อ่านง่ายกว่าเดิมแล้วครับ
  • ขอบคุณคุณ Nidnoi และอาจารย์ Beeman ครับ
  • ตามหาอ่านไม่พบ
  • งง ครับผม