อย่าด่วนอธิบาย เพราะจะทำให้หูหนวก ตาบอด ถ้าเราใช้ปัญญาโดยไม่เอาความรู้มาครอบ เราจะมีศักยภาพในการเรียนรู้อย่างมหาศาล ถ้าเรารีบเอาความรู้มาใส่ให้เด็ก ความรู้จะมาครอบ การสังเกตก็จะหาย......

การอบรมเชิงปฏิบัติการวิทยาศาสตร์
วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๙
เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น.
ณ ห้องเสวนา ชั้น ๓ อาคารประถมปลาย
วิทยากร : อาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์
ผู้เข้ารอบรม : คุณครูวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ช่วงขั้นที่ ๑-๓

บันทึกความคิดดีๆ
บันทึกนี้ทำขึ้นเพื่อจะถ่ายทอดความรู้สึกและความคิดดีๆ ที่ได้รับหลังจากการเข้าอบรมในฐานะผู้สังเกตการณ์ (เฉพาะช่วงเช้า) โดยอาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์ ได้กรุณามาให้ความรู้ และให้กระบวนทัศน์ใหม่ๆ กับพวกเรา ด้วยการบรรยายที่มีความเป็นกันเอง เรียบง่าย และอบอุ่นเหมือนกับได้นั่งฟังญาติผู้ใหญ่มาเล่าเรื่องสนุกๆ สลับกับการตั้งคำถามที่ทำให้เราต้องคิดหาคำตอบ และปรับกระบวนทัศน์ตามไปอย่างสนุกสนาน
อาจารย์ชวนคุยตั้งแต่เรื่องจักรวาลอันกว้างใหญ่ไปจนถึงพลังงานที่เล็กละเอียดที่สุด ซึ่งมีหัวข้อที่น่าสนใจมากมาย จึงขอนำมาเล่าให้ฟังบางส่วน ดังต่อไปนี้

ยิ่งเรียน ยิ่งไม่รู้
อาจารย์ยงยุทธ์เปรียบความรู้ในจักรวาลเหมือนกระดาษขาว และ "ความรู้ของเรา" ก็เหมือนจุดดำบนกระดาษสีขาว ซึ่งขอบของจุดสีดำนั้นเป็นจุดสัมผัส "สิ่งที่ยังไม่รู้" ฉะนั้น ยิ่งถ้าเรารู้มากเท่าไร เราจึงรู้ว่าเรายังไม่รู้อีกมากเท่านั้น เพราะยิ่งจุดสีดำใหญ่ขึ้น เส้นขอบที่เชื่อมต่อให้เราสัมผัสความไม่รู้ยิ่งมีมากขึ้น เราจึงพูดได้ว่า ยิ่งเรียนก็ยิ่งไม่รู้ เพราะการเรียนรู้ คือ การหาความโง่ (สิ่งที่เรายังไม่รู้) ให้เจอนั่นเอง
ดังนั้น หากเราเรียนเป็นเส้นตรง เมื่อไปถึงสุดเส้นที่ขีด ก็จะเข้าใจไปว่าเรียนจบแล้ว เชี่ยวชาญแล้ว อย่างนั้นเรียกว่า "เลียนแบบ" คือเป็นการคิดให้เหมือนคนที่ขีดเส้นให้ ไม่ใข่ "เรียนรู้"

ความรู้ ไม่ใช่ภูมิปัญญา
วิทยาศาสตร์ มาจากคำว่า "วิทยา" แปลว่า ความรู้ กับคำว่า "ศาสตร์" แปลว่า วิชา "วิทยาศาสตร์" จึงแปลว่าวิชาความรู้ ซึ่งว่าด้วยกระบวนการคิดจนเกิดเป็นความรู้
โดยเริ่มจากการตั้งคำถาม หาสมมุติฐาน เก็บข้อมูลจากการเฝ้าสังเกต/ทดลอง บวกกับจินตนาการ แล้วนำเข้าสู่การวิเคราะห์ และสังเคราะห์ออกมาเป็นความคิดสรุป เป็นความจริงที่พิสูจน์ได้ในเงื่อนไขที่มี และรวมเป็นทฤษฎี เป็นความรู้ชุดหนึ่งขึ้นมา
ความรู้หนึ่งจะเป็นภูมิปัญญาก็ต่อเมื่อถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย และมีการส่งต่อ ถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง เมื่อนั้นความรู้ที่ได้นั้นจึงเรียกได้ว่าเป็นภูมิปัญญา

การสื่อสาร ต้อง สื่อให้ได้ ๒๐๐%
ในการเผยแพร่ความรู้เพื่อให้ไปสู่ภูมิปัญญานั้นต้องอาศัยการสื่อสารที่ดี ไม่ใช่สื่อให้ถึงเนื้อความเท่านั้น แต่ต้องให้ถึงสุนทรีย์ด้วย ในศาสตร์และภูมิปัญญาต่างก็มีสุนทรียะ
เราจึงต้องหยิบทั้งเนื้อหาที่มองเห็นได้ชัดๆ และรายละเอียดที่ต้องรับด้วยจิตและจินตนาการ มาให้ครบทั้งกระบวนจึงจะสมบูรณ์
ถึงแม้จะไม่สามารถสื่อได้ครบถ้วนทั้งหมดทุกอนู แต่เมื่อรับมาครบกระบวนก็ย่อมมีปัญญาทรัพย์ที่จะสร้างศาสตร์และภูมิปัญญาแห่งยุคสมัยของตนได้
และกระบวนการนี้ก็จะต่อยอดภูมิปัญญาจากรุ่น สู่รุ่น เป็นภูมิปัญญาที่มีการพัฒนาไปอย่างไม่สิ้นสุด

ครู ไม่ใช่เป็นผู้ให้ความรู้ แต่คือผู้สร้างคน

เรื่องถูกผิดในโลกนี้ ขึ้นอยู่กับสมมุติฐานของแต่ละคน อย่าไปยึดติดวิธีคิด และสร้างกรอบขึ้นมาเพื่อ บรรจุเหตุผลเข้ามาจนดิ้นไม่ได้
ตัวหนังสือ ตัวอักษรเป็นมายาเป็นสิ่งสมมุติ อย่าเพิ่งด่วนเชื่อ ให้มองหาจากสิ่งที่เห็น นั่นเป็นของจริง
การสอนที่ดีต้องสอนให้เด็กเกิดปัญญา ไม่ใช่บอกความรู้ แต่ต้องสอนโดยการตั้งคำถามให้เด็กเจอความไม่รู้
และให้เขาได้สำรวจความเป็นจริงเพื่อหาคำตอบ ปัญญาจะเกิดเพราะเขาอยากรู้ อยากหา "ความรู้"

อย่าด่วนอธิบาย เพราะจะทำให้หูหนวก ตาบอด
ถ้าเราใช้ปัญญาโดยไม่เอาความรู้มาครอบ เราจะมีศักยภาพในการเรียนรู้อย่างมหาศาล
ถ้าเรารีบเอาความรู้มาใส่ให้เด็ก ความรู้จะมาครอบ การสังเกตก็จะหาย
ถ้าอยากให้เด็กหัดสังเกต อย่าด่วนอธิบาย จะทำให้เขาตาบอด ถ้าอยากให้เขาฟัง ก็อย่าด่วนสอน จะทำให้เขาหูหนวก
ทั้งครูและนักเรียนต้องเรียนรู้ไปด้วยกัน เด็กๆ มักสังเกตเห็นสิ่งที่เรามองข้ามไป เด็กมักได้ยินเสียงที่เราไม่ทันได้ฟัง
และเด็กๆ มักมีคำถามที่เรายังไม่เคยคิดถึงมาก่อน ทุกคนจึงต้องเรียนไปด้วยกัน แลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์กัน

ถ้าอยากให้คิด อย่าเพิ่งให้ความรู้
เมื่อทำให้นักเรียนเกิดคำถาม มีการสำรวจ ก็จะมีการคาดเดา ถึงตรงนี้ ความรู้มีไว้สำหรับอ้างอิง ไม่ใช่เอามานำกระบวนการคิด เมื่อสรุปได้เป็นความคิด เและเมื่อครูได้ฟังความคิดของนักเรียนทั้งหมดแล้ว จึงถึงเวลาที่จะบอกว่าครูคิดอย่างไร ทุกคนก็จะมาแลกเปลี่ยนกัน นักเรียนคิดอย่างไร ครูคิดอย่างไร และหาความคิดสรุปที่เข้ากับเหตุผลที่สุด มีข้อโต้แย้งน้อยที่สุด

สัตว์ไม่โยนความผิด เพราะมันไม่มีจินตนาการ
คนยังต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดได้ด้วยการยอมรับและมองความผิดพลาดอย่างตรงไปตรงมา
เมื่อ"รู้ผิด" และยกให้ "ผิดเป็นครู" ก็จะเกิดการเรียนรู้ ความคิดไตร่ตรองอย่างมีสติจะทำให้เกิดปัญญา
สัตว์ไม่เคยปฏิเสธความผิดพลาดของมัน แต่มันจะเรียนรู้จากความผิดพลาดได้เท่าที่มันจำได้เท่านั้น
สัตว์ไม่โยนความผิดไม่ใช่เพราะมันอายไม่เป็น แต่เพราะสัตว์ไม่มีจินตนาการ
มาถึงตรงนี้ อาจารย์เล่าเรื่องสุนัขบนภูหินร่องกล้าที่มักวิ่งนำหน้าขบวนนักเดินทางของอาจารย์ตลอดเวลา
แต่ีเมื่อมาถึงแอ่งน้ำตื้นๆ เจ้าสี่เท้ายังรู้พลาดมันลื่นล้มไม่เป็นท่าต่อหน้าผู้คน
มันหมดความคะนองแล้วหายหน้าไปเลย นั่นเพราะมันอายเป็น
แต่เพราะสัตว์ไม่มีจินตนาการ สัตว์จึงไม่กลัวผี คนกลัวผีเพราะมีจินตนาการอย่างหนึ่ง
พรานที่ละเว้นชีวิตกวางแม่ลูกอ่อนก็เพราะมีจินตนาการอีกอย่างหนึ่ง
คนที่โยนความผิดก็เพราะมีจินตนาการอย่างหนึ่งเป็นจินตนาการที่ปิดกั้นปัญญา

จินตนาการเป็นตัววัดความประเสริฐของมนุษย์ จิตที่สูงคือจิตที่จินตนาการในทางที่มุ่งสร้างสิ่งดี

วินัยกับจินตนาการ
จินตนาการเป็นสิ่งจำเป็น การเก็บเกี่ยวข้อมูลจากการสังเกตให้เต็มที่ต้องใช้ศักยภาพของจินตนาการ
เพราะจินตนาการเป็นการสร้างข้อมูลอีกแบบหนึ่ง

นักปราชญ์เห็นของที่อยู่ตรงหน้าได้เกินกว่าของนั้น
คนธรรมดาเห็นเท่าที่ของนั้นเป็นอยู่
แต่บางคนไม่มองจนกว่าจะมีคนชี้ให้มอง
แต่จินตนาการก็ต้องคู่กับวินัย วินัยในที่นี่คือการคำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น
(ส่วน "กฎ" นั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือให้คนทำกิจกรรมใดๆ ร่วมกันได้อย่างสะดวก รวดเร็ว
ถ้า "กฎ" ทำตัวเป็น "กรอบ" ที่ทำให้การไปสู่เป้าหมายไม่สะดวก ก็ต้องปรับ "กรอบ")
ครูต้องสอนให้เด็กมีวินัย เด็กเล็กต้องฝึกให้มีวินัยในการฟัง การพูด และการกระทำที่ไม่รบรวนผู้อื่น ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน
โตขึ้นมาก็ต้องฝึกให้มีวินัยในการทำงานร่วมกับผู้อื่น
เมื่อเข้าสู่อุดมศึกษาก็ต้องสร้างวินัยในการคิด ไปเน้นที่วิธีคิด รู้จักใช้ปัญญาในการหาความรู้ โดยเฉพาะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความเข้าใจและนิยาม "ชีวิต" ได้

นิยามผิด คิดผิด ทำผิด
การจะสร้างความเข้าใจให้เด็ก ครูต้องนิยามสิ่งที่จะสอนให้ถูกต้อง
อาจารย์กล่าวว่า ข้อจำกัดของการนิยามของอาจารย์คือ "ความเข้าใจชีวิต"
ส่วนข้อจำกัดของครูคือ "หลักสูตรของกระทรวง"
หากถามว่า "อาหาร" คืออะไร มีกี่หมู่
เราก็จะได้คำตอบว่า คือ สิ่งที่เรารับประทานเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกาย และอาหารมี ๕ หมู่
เมื่อาอจารย์ถามผู้เข้าอบรมว่าแล้วน้ำล่ะ อยู่หมู่ไหน น้ำคืออะไร
อาจารย์ได้ตั้งคำถามให้พวกเราตอบ จนได้คำตอบว่า น้ำคือพาหนะของสสาร น้ำเป็นตัวทำละลาย
ร่างกายของเราก็เหมือนกับสรรพชีวิตบนโลกที่อาศัยดูดซับสสารที่มากับน้ำ
เมื่ออาจารย์ถามต่อว่าแล้วเราเอาอะไรจากน้ำ
หลังจากที่ช่วยกันตอบก็ได้ข้อสรุปว่าเราเอาเกลือแร่และวิตามินจากน้ำ
ซึ่งเราใช้เกลือแร่แลัวิตามินเพื่อรักษาสมดุลในร่างกาย
อาจารย์จึงฟันธงว่าหากใช้กระบวนการคิดแบบนี้แล้ว ปัจจัย ๔ ที่มี อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และ ยา นั้น
ในส่วนของอาหารจึงควรมีแค่ ๓ หมู่ คือ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน
ส่วน เกลือแร่ และ วิตามิน ควรจะนับเป็น "ยา"

"ชีวิต" คืออะไร
อาจารย์ชูกระดาษ A4 ขึ้นมา แล้วถามพวกเราว่า นี่คืออะไร
เมื่อเราตอบว่า "กระดาษ"
อาจารย์ก็บอกว่าอย่าดูที่ประโยชน์ใช้สอย
เมื่อเราตอบใหม่ว่า "เยื่อไม้"
อาจารย์ก็บอกว่าอย่าดูที่มา
คราวนี้จึงไม่มีใครกล้าตอบอีก
อาจารย์จึงว่า มันคือ "แสงอาทิตย์"
และขยายความว่า "แสงอาทิตย์" นี้ถูกต้นไม้ทำปฏิกิริยา
เปลี่ยนพลังงานแสงให้เป็นน้ำตาล
จากนั้นก็แปลงน้ำตาลให้เป็นแป้ง
จากนั้นก็สร้างเป็นเส้นใยที่เราเรียกว่าเซลลูโลส
เมื่อเรานำมาละลายและอัดจึงได้เป็นกระดาษ
กระดาษแผ่นที่เราเห็นอยู่นี้ให้แสงสว่างและความร้อนได้ (เมื่อมันถูกเผาไหม้)
ดังนั้น ชีวิต คือ พลังงานในรูปของสารเคมี (ทุกสิ่งไหม้และให้พลังงานได้)
ทุกศาสตร์จึงจบลงที่ ชีววิทยา ปัจจุบันนี้เรามี ชีวฟิสิกส์ ชีวเคมี ฯลฯ
น่าจะกล่าวได้ว่าทุกศาสตร์ล้วนมีจุดหมายปลายทางในการอธิบาย "ชีวิต" ของสรรพสิ่งนั่นเอง

พลังงานที่เล็กที่สุดในจักรวาล
นับวันนักวิทยาศาสตร์ก็จะพบอนุภาคที่เล็กลงเรื่อยๆ ตามพัฒนาการของเครื่องมือที่ช่วยให้มองเห็นได้
และเราก็ตื่นเต้นกับความสามารถในการ "จัดการ" กับมวลสารขนาดเล็กๆได้ ที่เรียกกันว่า นาโนเทคโนโลยี
(นาโน แปลว่า 9 ดังนั้นนาโนเมตรจึงหมายถึง "ขนาด" 1ยกกำลัง-9 m.)
พระพุทธองค์ทรงพบว่า "วิญญาณ" เป็นพลังงานที่ละเอียดที่สุด
และเรายังไม่มีเครื่องมือวิทยศาสตร์ใดมาวัดได้
นอกเสียจากว่าต้องพิสูจน์ด้วยวิธี (มรรค) ที่พระองค์ทรงสั่งสอนมาตั้งแต่เมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีก่อนมาแล้วเท่านั้น

ดิน น้ำ ลม ไฟ และวิญญาน ล้วนมีวงจรชีวิต และ ธรรมชาติก็คือวัฎจักรของทุกสรรพสิ่งนั่นเอง