เกิดเป็นคนคือคนพ้นขีดขั้น
ชนชั้นทางธรรม
เกิดเป็นคนคือคนพ้นขีดขั้น
แต่แบ่งชั้นที่ทำกรรมที่สร้าง
“คิดพูดทำ” ลงแล้วคือแนวทาง
กรรมจัดวางสร้างชั้นอันแท้จริง
“ปุถุชน” หนาแน่นแก่นกิเลส
ซุกสาเหตุซ่อนกรรมทำทุกสิ่ง
“โลภโกรธหลง” ลงแนบเพื่อแอบอิง
“ทานศีลธรรม” ทอดทิ้งยิ่งไม่เอา
“สาธุชน” คนดีมีศีลสัตย์
ศีลผูกมัดมวลมนุษย์ปะดุจเสา
“กายวาจา” ศีลครองเป็นของเรา
ฝึกนานเข้ามีคุณจนคุ้นชิน
“กัลยาณชน” คนปฏิบัติ
เพื่อผูกมัดรัดใจให้หยุดดิ้น
แจ้งประจักษ์หนักแน่นดุจแผ่นดิน
จับดวงจินต์นิ่งสนิทจิตเป็นฌาน
“อริยชน” คนพุทธคือหลุดพ้น
เมื่อฝึกตนร้อนเร่าเพราะเผาผลาญ
ลอกกิเลสตัณหาอุปาทาน
สุดสันดานคนดีเสรีชน
เป็นมนุษย์สุดดีที่การฝึก
ในสำนึกนำหน้ามาทุกหน
เดินตามทางระหว่างขั้นแห่งชั้นชน
เมื่อหลุดพ้นหล่นล่วงพ้นบ่วงกรรม
โสภณ เปียสนิท
39/3 เขาพิทักษ์ หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์ 77110
สวัสดีค่ะ
ปัญหาที่ถามค่อนข้างกว้าง เป็นปัญหาของโลก "นกมักมองไม่เห็นฟ้า ปลามักมองไม่เห็นน้ำ" คนบนโลกมองไม่เห็นหลักธรรม ซึ่งมีอยู่ทั่วไป ถือว่าเป็นไปตามธรรมดา
บางทีมองเห็น ได้จับต้องลองดูแล้ว ก็ยังเหมือน "ลิงได้แก้ว ไก่ได้พลอย" เสียอีก คงยังคอยบารมีอยู่นะครับ ผมว่านะ
ไม่รู้ว่าตอบคำถามแล้วหรือยัง อิอิ
สะกิดให้คิด ตามคำกลอนครู
สี่ชนชั้น ตามไปไต่ตามขั้น
ออกเป็นกลุ่ม ตามกรรมที่ทำกัน
ทางธรรมนั้น ตามตนเลือกที่จะเป็น.....
น้อมใจคารวะครู......ด้วยคำล้อจากบทกลอนครู และภาพ แสงทองประกายเงินแห่งรุ่งอรุณ ......จาก ✿อุ้มบุญ✿
อยู่เย็นเป็นสุข
....อยู่ให้เย็นเป็นสุขในทุกที่
อยู่ให้ดีมีสุขทุกสถาน
อยู่ให้เป็นเป็นได้ไปอีกนาน
อยู่ให้ต้านความคดยิ่งงดงาม
...เย็นให้เหมือนน้ำใสที่ไหลชุ่ม
เย็นให้คลุมทั้งหมดอย่างดข้าม
เย็นทุกทีไม่มีความผลีผลาม
เย็นทุกยามเป็นสุขทุกเวลา
....เป็นให้รู้ว่าเป็นเห็นหน้าที่
เป็นให้มีคุณธรรมเดินนำหน้า
เป็นให้คนค้นพบน่าคบหา
เป็นให้ฟ้ารับรู้เป็นผู้ดี
....สุขยังอยู่เพราะรู้เสียสละ
สุขยังปะเพราะละความตระหนี่
สุขยังครองเพราะใจหมดไฟจี้
สุขเต็มที่เพราะมีความซื่อสัตย์
....อยู่ ให้ดีมีธรรมไม่ต่ำตก
เย็น ก็ยกร้อนได้ไล่ชะงัด
เป็น ดีสุขสบายไม่ร้ายตัด
สุข ก็ชัดชัดเด่นเพราะเป็นดี
สุข ถ้วนทั่วทุกยามงามสง่า
เป็น เพราะว่าธรรมใกล้ไปทุกที่
เย็น อยู่ไหนไล่ร้อนอ่อนทุกที
อยู่ อย่างมีความเย็นเป็นสบาย
http://poem.deedeejang.com/category/22/5850-5850.html
ขอบคุณภาพสวยๆจากสวนบ้านอุ้มบุญมั้งนี่
ขอบคุณคำกวีที่นำมาฝากกัน มีประโยชน์ต่อชีวิตนะครับ
เพียงธรรมยังแบ่งชั้น แยกชน
นึกว่าฐานะคน เท่านั้น
หนากิเลสครอบตน ตามติด
คือปุถุชนชั้น เฉกนี้เรียมเอง
ปุถุชนกิเลศล้น เหลือหลาย
สาธุชนศีลกราย เกาะบ้าง
กัลยาณชนหมาย ฌาณเกิด
อริยชนสร้าง หลุดพ้นอุปาทาน
คำโคลงนั้นสรุปครบเนื้อหาของกลอนทีเดียวครับ ภาพประกอบก็สวยงามดีมาก น่ารักดี
คุณครูใหญ่ ที่นับถือ
คำถามไม่ค่อยชัดเจนเท่าไรครับ อย่างไรขยายความหน่อยครับ
ขออนุโมทนาชื่นชมกับคำกลอนชนชั้นทางธรรมของ ของท่านอาจารย์ ผศ.โสภณ จากใจจริง ถ้ามีโอกาสได้แนะนำสั่งสอนคนอื่นก็ขอหยิบยืนไปอ้างอิงด้วยนะครับ ขออนุโมทนาขอบคุณล่วงหน้า
ขออนุโมทนาชื่นชมกับคำกลอนชนชั้นทางธรรมของ ของท่านอาจารย์ ผศ.โสภณ จากใจจริง ถ้ามีโอกาสได้แนะนำสั่งสอนคนอื่นก็ขอหยิบยืมไปอ้างอิงด้วยนะครับ ขออนุโมทนาขอบคุณล่วงหน้า จากที่เห็นคำกลอนก็บ่งบอกได้หลายอย่างว่าท่านอาจารย์เป็นผู้เคยผ่านเส้นทางบวชเรียนมามากเช่นกัน หรือไม่ก็เป็นฆราวาสผู้สนใจในหลักธรรมดีมากระดับหนึ่ง
ขออนุโมทนากับคำกลอน"อยู่เย็นเป็นสุข"ของคุณโยมพัชรินทร์ด้วยเช่นกัน
อายุก็เคลื่อนคล้อย เลยไป
พาพัดสู่มรณภัย ไป่เว้น
ลืมหลงบ่งบอกนัย เราแก่ แล้วนา
มิอาจหลบหลีกเร้น ฝากให้พิจารณา
พระหนึ่งพึ่งใคร่รู้ คิดเรียน
จึงมุ่งศึกษาเพียร แต่งไว้
ใครใครโปรดติเตียน ดูหน่อย
ดูว่าผิดถูกไซร้ ฝากให้วิจารณ์
อาจารย์ ผศ. มีอะไรก็ช่วยแนะนำด้วย ขออนุโมทนา
กราบนมัสการพระอาจารย์มหาวินัยครับ
แต่งโคลงได้ดีมากครับ ขอนิมนต์แต่งบ่อยๆ เข้า เพื่อเผยแพร่ธรรมจักเป็นประโยชน์มากขอรับ
เห็นคำถาม ทีเเรกนึกว่าถามคำศัพท์ภาษาอังกฤษ นึกไปโน่นเลย
ไหนๆ ก็เอาภาพมาแล้ว ลองผูกเป็นโคลงเล่นเพลินๆ เสียเลย
เห็นขาวขาวค่าน้อย นิดนัก
นานหน่อยจึงประจักษ์ แจ่มแจ้ง
มีคุณน่าหลงรัก เกินเล่น พ่อเฮย
หาไม่พบเหมือนแกล้ง เหี่ยวแห้งตัวงอ อิอิ
ชีวิตตกอยู่ใต้ ธรรมดา
เกิดแก่แลชรา พรั่งพร้อม
พยาธิมรณา ตามติด ตนแฮ
บุญบาปตามห้อมล้อม ส่งให้ชั่วดี
เกิดแก่เจ็บตาย ก็เป็นสิ่งธรรมดา ก็ธรรมดานี่แล ที่ทำให้โกณฑัญญะพราหมณ์ ได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบัน หรือที่เรียกกันว่า ธรรมจักษุ คำว่าธรรมจักษุนี้ ก็น่าจะหมายถึง เข้าใจในเรื่องราวของธรรมชาติ คือเกิดขึ้นแล้วจะต้องดับไป เพราะพิจารณาตามพระบาลีบทนี้ว่า
ยํ กิญจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ
"สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา" ที่ว่าเข้าใจเรื่องราวของธรรมชาติแล้วได้ดวงตาเห็นธรรมนี้ คงจะหมายถึงเกิดความเห็นแจ้งด้วยญาณ แทงทะลุเข้าไปในความรู้สึก ไม่ใช่เห็นในระดับทิฎฐิ เห็นแจ้งกับเห็นในระดับทิฏฐิ นี้ก็ต่างกัน เหมือนกันกับทำอย่างไรจึงจะรู้ว่าพ่อแม่รัก ลูกๆก็ตอบว่าดูจากการแสดงของพ่อแม่ นั่นก็ถูก แต่ไม่ใช้ความรู้แจ้งเรื่องความรักของพ่อแม่ ต่อเมื่อใดมีครอบครัวมีลูกแล้ว ความรู้สึก เป็นห่วงลูกก็เกิดขึ้น นั่นแลชื่อว่า เห็นแจ้ง เรื่องเห็นแจ้งความรักของพ่อแม่นี้ ท่านอาจารย์รศ.อุดม พิริยะสิงห์ ท่านสอนเอาไว้ ตั้งแต่เรียนรัฐศาสตร์เมื่อสี่ห้าปีที่แล้ว ก็เลยเอาความคิดนี้มาพิจารณาเรื่องธรรมดา ก็คงไปกันได้ จึงเขียนยกย่องท่านไว้ในที่นี้ด้วย.