วันนี้ดิฉันได้ไปเยี่ยมผู้ป่วยทางจิตคนหนึ่งที่หมู่บ้านที่เคยเป็นหมู่บ้านของคนเป็นโรคขี้ทูด จะมีแต่คนมือกุด เท้ากุด คนไข้ของดิฉันเป็นคนหนึ่งที่มีแม่เป็นโรคนี้ พอไปถึงในหมู่บ้านดิฉันก็ไปถามทางไปบ้านนายมอย คนที่นั้นรู้จักนายมอยกันหมด มียายคนหนึ่งบอกกับดิฉันว่า "บ้านอยู่ในซอยเล็กๆ หน้าซอยมีต้นมะขาม ต้องเดินเข้าไปรถเข้าไม่ได้ เพราะทางแคบ" พลางชี้ไปปากทางที่แทบมองไม่เห็น ดิฉันก็ทำตามที่บอก เป็นอย่างนั้นจริงๆตอนแรกก็ไม่กล้าเข้าไป เพราะเป็นสวนส้มโอของใครไม่รู้ และมีทางเล็กแยกไปอีกทาง ลองเดินเข้าไปดู ในใจคิดว่ารถเข้าได้น่า เอา ลองดู แล้วก็ขึ้นรถขับเข้าไปด้วยคิดว่ารถ 4FW คงไปรอด และก็ไปสุดทางตัน และเลือบไปเห็นขวามือเป็นบ้านหลังเล็กๆที่อยู่บนเนิน และเห้ฯชายร่างสมส่วน เดินลงมา "นายมอย" ดิฉันเรียกพลางยิ้มอย่างดีใจว่าถึงแล้ว นายมอยยกมือไหว้ พร้อมกล่าวสวัสดีครับหมอ ดิฉันทุลักทุเล ในการเดินขึ้นเนินที่จะเข้าบ้านมาก พอถึงก็หอบจนได้ยินชัด หลังจากหายเหนื่อยดิฉันก็เริ่มกวาดสายตาสำรวจ และแทบจะร้องออกมาว่า อยู่กันได้อย่างไรเนี๊ยะ สภาพบ้านไม้หลังเล็กที่หลังคามีแต่รูผนังผสมกันระหว่างไม้แผ่น กับฟาก(ไม้ไผ่) ผ้าเก่าๆกองมีแต่ฝุ่น ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร เอาเป็นว่าอย่างเราๆ คงอยู่ไม่ได้ บ้านนี้อยู่กัน 3 คน แม่ที่พิการมือกุด เท้ากุดถึงเข่า ลูกชายคนแรกหรือนายมอย ป่วยเป็นจิตเภท น้องนายมอย ครอบครัวนี้มีรายได้จากเงินช่วยเหลือเดือนละประมาณ 1,500 บาท และ ทำงานเผาถ่าน และทำไม้ตอกขายขาย แม่ที่พิการช่วยลูกในการดึงเยื่อไม้ตอกออก จากการที่ดิฉันสอบถามถึงชีวิตความเป็นอยู่และสำรวจสภาพบ้านรวมถึงสิ่งแวดล้อมแล้ว ครอบครัวนี้เป็นครอบครัวที่เรียกได้ว่า อึด ฮึด สู้ จริงๆ ทั้งสามคนต่อสู้เพื่อปากท้องและยังต้องเผชิญกับความหนาวที่กำลังจะมาเยือนโดยที่จะมีใครรู้บ้างว่าในมุมหนึ่งของสังคมยังมีเขาเหล่านี้ที่รอคอยความหวังว่าใครจะเข้ามาช่วยเหลือ
..มีเสื้อ ดี ดี อุ่นๆ อยู่หลายตัว อยากส่งไปให้ครอบครัวนี้ ..พอจะเป็นไปได้ไหมครับ.
ขอที่อยู่ชัดเจนได้ไหมครับ จะประสานพัฒนาสังคมจังหวัดไปช่วยเหลือให้ครับ
ขอรายละเอียดราคาหลังคาด้วยนะท่าน อี้ด