วันนี้ อังคารที่ 28 ธันวาคม 2553 ขอถือโอกาสเป็น “ฤกษ์งามยามดี” ที่จะได้เริ่มต้นทำในสิ่งที่ตั้งใจจะทำมา ปีกว่าแล้ว คือ การได้เริ่มต้นเขียนบันทึกเรื่องราวถ่ายทอด ประสบการณ์ เกี่ยวกับกระบวนการเรียน ในระดับดุษฎีบัณฑิต เมื่ออายุย่างเข้าสู่เลข 4 นับตั้งแต่ การตัดสินใจเข้าสู่ระบบการศึกษาหาความรู้อย่างจริงจังอีกครั้ง ในระบบการศึกษาที่จัดเป็นการศึกษาขั้นสูงสุด ...
เพื่ออยากจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์นำมาถ่ายทอดไว้เป็นอนุสรณ์ เรื่องราวความทรงจำ ที่ประทับใจบ้าง เจ็บปวดบ้าง แล้วแต่วาระและโอกาส... ให้เยาวชนรุ่นหลัง หรือลูกศิษย์ ลูกหา ที่ได้เข้ามาอ่าน บทความทางวิชาการของครู .. เผื่อจะเป็นประสบการณ์ ชีวิต ที่จะเก็บไปเป็นข้อคิด แนวทางในการใช้ชีวิต ให้เกิดประโยชน์ ได้ไม่มากก็น้อย..
การได้เริ่มต้นเขียนบันทึกเรื่องราว ครั้งนี้ ใช้เวลาในการตั้งชื่อ Blog อยู่พอสมควร เพื่อต้องการจะ “สื่อความหมาย”แบบที่ต้องการจะบอกกล่าวเล่าเรื่อง ... ท้ายที่สุดก็ได้ชื่อว่า “ กว่าจะเป็นดอกเตอร์ .. เฮ้อ..เฮ้อ..” อาจจะเป็นเพราะจะสื่อถึงความเหนื่อย เหนื่อย เหนื่อย ....จึงมีคำสร้อยห้อยท้ายว่า .. เฮ้อ..เฮ้อ.. กับเหตุการณ์เรื่องราวต่างๆ มากมาย ที่จะเริ่มต้นถ่ายทอด ...และตั้งใจมุ่งมั่น จะถ่ายทอดทุกๆ บริบท ที่เกี่ยวข้อง นับจากเริ่มตัดสินใจเข้ามาเรียนต่อ ... ว่าได้พบเจอเรื่องราวอะไรบ้าง บางส่วนจะเป็นเรื่องราวทางวิชาการเกี่ยวกับระบบการจัดการเรียนการสอน การประเมินผล ในแต่ละรายวิชา บางส่วนจะเป็นเรื่องราว เกี่ยวกับการใช้ชีวิต “นิสิต” จุฬาฯ อีกครั้ง เมื่อตอนแก่ ... บางส่วนจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมของสถาบันอุดมศึกษา ที่เป็นอันดับหนึ่งของประเทศ... บางส่วนจะเป็นเรื่องราวเบื้องหลัง ฮาฮา ขำขำ กับบรรยากาศ ในห้องเรียน บรรยากาศ การศึกษาดูงาน การลงพื้นที่ชุมชน ฟังบรรยายทางวิชาการ ทั่วสารทิศ ที่ได้ไป ทั้งใน และต่างประเทศ ..ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้...สัญญาไว้กับตนเองอย่างนั้นนะ..!!
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า อีกหลาย ๆ ส่วน หลายมุมมอง คงจะถ่ายทอดแบบตรงไปตรงมา ในหน้าบันทึกที่เป็นสาธารณะ แบบนี้ไม่ได้ เพราะ การแสดงความรู้สึก ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจจะไปกระทบกับ บุคคล หรือสถาบัน ที่มีความเสี่ยงต่อการจะทำให้เกิดความเสื่อมเสียชื่อเสียง และภาพลักษณ์ โดยรวม .. ซึ่งก็คงต้องบันยะบันยัง ไว้บ้าง .. เพื่อการนำเสนออย่างปลอดภัยไร้กังวล.....
เพราะ ณ วันนี้ ผู้เขียน ยังเรียนไม่จบ และมีเวลาที่ต้องเรียนให้จบได้อีกประมาณ 4 ปีกว่า เนื่องจาก เริ่มเข้าศึกษา เมื่อปีการศึกษา 2552 ตามหลักสูตรใหม่ ดุษฎีบัณฑิต หรือ ดอกเตอร์ ที่เค้าให้ฉายานามกัน เค้าให้เวลาศึกษาได้ถึง 6 ปี ถ้าไม่จบ ก็ต้องรีไทร์ตัวเองออกไปตามระเบียบ ขณะนี้ ผ่านไป 3 เทอม หรือ ปีครึ่ง เก็บหน่วยกิจ ในระบบการเรียนใน Class (Coursework) หมดแล้ว สอบ QE ผ่านแล้ว (ในโอกาสต่อไป จะอธิบายในรายละเอียด ว่า Coursework และ QE คืออะไร)
กระบวนการต่อไปคือ การสอบหัวข้องานวิจัย หรือวิทยานิพนธ์, การสอบโครงร่างงานวิจัย เก็บข้อมูลงานวิจัย และสอบขอจบการศึกษา ปิดท้ายด้วย การนำเสนอบทความทางวิชาการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ... ซึ่งก็อีกหลายยก อยู่เหมือนกัน ...
ประเมินตนเองกับเวลาที่ได้ศึกษามา และ ภารกิจที่เหลืออยู่กับเวลาที่เหลืออยู่ ให้คะแนนตัวเองในระดับ “ดีมาก” เพราะสามารถควบคุมให้เป็นไปตามแผนที่ชีวิตได้ .. มีความตั้งใจจะเรียนให้จบครบทุก กระบวนความ ภายใน ไม่เกิน 3 ปีครึ่ง ... ซึ่งขณะนี้ ผ่านไป ปีครึ่ง เหลือเวลาอีก 2 ปี กับการทุ่มให้กับงานวิจัยอย่างเดียว ... น่าจะโอนะ..(ให้กำลังใจตัวเองไว้ก่อน)
เวลาผ่านไปรวดเร็ว ... เดี๋ยววัน เดี๋ยวเดือน เดี๋ยวปี.... อาจมีการสะดุดบ้าง ที่ไม่คาดคิด ...อย่างไรก็ตาม ถ้าเกิดอะไรขึ้น...ก็ยังมีเวลาสำรองอีก 2 ปีครึ่ง ... เอาไว้เผื่อใจรับทุกสถานการณ์....เริ่มต้นวันนี้ จึงโปรยชื่อเรื่องว่า “เมื่อชีวิตถึงจุดเปลี่ยน” ... ซึ่งเมื่อเรียบจบแล้ววันนั้น.... ชีวิตคงจะถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง … จะค่อย ๆ เรียงร้อย มาสู่กันนะคะ ...
โห ดีจังครับ
ขอติดตามด้วยใจระทึก
นำภาพมาฝากอวยพรให้ประสบความสำเร็จดังปรารถนาทุกอย่างเลยเอ้า
ขอบพระคุณ อาจารย์โสภณ มากค่ะ
ขออวยพร ให้่อาจารย์สุขภาพแข็งแรง ประสบสุข มากกว่าทุกข์
ตลอดปี ตลอดไป ค่ะ
อยู่ในสถานการณ์เดียวกันเลยค่ะ ต่างกันที่สาขาวิชาเท่านั้น ตอนนี้เรียนมาได้ 3 ปีค่ะแล้วกำลังถึงขั้นตอนของการเสนอหัวข้อ...เข้าใจคำว่า เฮ้อ เฮ้อ อย่างดีทีเดียวค่ะ ที่สนใจเข้ามาอ่านเพราะคำว่า เมื่อชีวิตถึงจุดเปลี่ยน เลยอยากคุยด้วย ขอยืนยันว่าการเรียนครั้งนี้ของตัวเองคือเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนจริงๆ...เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ได้มองโลกและชีวิตแบบใหม่ เกิดความเข้าใจใไม่ ได้เรียนรู้จักตัวตนของตัวเองและความยึดมั่นในบางสิ่งบางอย่างที่ผ่านมาทั้งชีวิต ได้เรียนรู้จัก "ชีวิต" มากขึ้นและเรียนรู้ที่จะปล่อยวางบางสิ่งบางอย่างลงเพื่อให้ "ใจ"อยู่ได้ ไม่ยึดมั่นกับความเชื่อในเรื่องความคิดและเหตุผลแบบตรรกะหรือintellectualมากเหมือนเดิมอีกแล้ว และแน่นอนว่า จุดเปลี่ยนในชีวิตของคนเรานั้น เกิดมาจาก ทุกข์ นั่นเองค่ะ!... สำหรับตัวเองนั้นตั้งใจจะให้เวลากับเรื่องนี้อีก 2 ปีค่ะ พอแล้ว รู้สึกพอแล้วกับสิ่งนี้
จะรออ่านต่อไปนะคะ
ยินดีค่ะ "คุณ pui" ... ได้เพื่อนร่วม สถานการณ์ ... ขอเป็น กำลังใจให้ ..."เรา" ได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันนะคะ
เป็นกำลังใจให้ และจะตามพี่จอยไปใกล้ๆๆ นะคะ สู้ๆ ค่ะ
"หนูแจ๋วแหวว"... ไม่อยากให้ตาม พี่จอย แต่ อยากให้ไปพร้อมๆ กัน นะ นะ ...พยามหน่อย .... สู้ สู้
ขอส่งกำลังใจในการเข้าสู่การเป็นดอกเตอร์อีกคนค่ะ...สู้ๆๆๆๆ