ณ บ้านพักที่ขอนแก่น

                                                                วันจันทร์ที่ ๒๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓

กราบสวัสดีค่ะครู

                คืนนี้อากาศหนาวมาทีเดียวค่ะ ใจติ๋วใคร่ครวญมาตลอดว่า “จะเขียนจดหมายถึงครูออกมาอย่างไร” ให้เป็นการทบทวนกับตนเอง โดยไม่ใช่การบรรยายว่า “ฉันทำอะไร อย่างที่ผ่าน ๆมา” เมื่อเย็นไปวิ่งที่สวนเกษตร ใจฉุกคิดถึงครู แล้วมีเสียงดังขึ้นว่า “ลูกศิษย์” เป็นความรู้สึกสะเทือนใจกับตนเองที่พอมันทวนสอบเข้าไปภายในแล้วรู้สึก “ไม่ควรค่า”

คำ ๆ นี้ติ๋วยกไว้สูงนัก ครูเป็นต้นแบบของ “ผู้ฝึกตน” แต่วิถีชีวิต ณ ตอนนี้ของติ๋วยังห่างไกลคำนี้นัก สติยังมีได้เพียงห้วงเวลาของการตั้งใจภาวนา เช่น การวิ่ง หรือ การสวดมนต์ แต่การมีสติทุกขณะจิต ยังห่างไกลอยู่ ใจวน ๆ ดึงเหตุการณ์เก่า ๆที่เคยไปกับครู แล้วครูแนะนำกับแม่ชีว่า “นี่ลูกศิษย์โยมเจ้าค่ะ” นึกย้อนถึงครั้งล่าสุดที่ไปบ้านครูแล้วครูแนะนำกับป้า ๆว่า “ลูกศิษย์ค่ะ” คำนี้ติ๋วรู้สึกอบอุ่นใจมากค่ะครู แต่เมื่อใดที่รู้สึกว่าตนเองบกพร่องก็มีเสียงดังขึ้นมาภายในว่า “ติ๋วไม่ควรค่ากับคำว่า ลูกศิษย์ครู”

คำที่สะกิดสะเทือนใจก็จะไปดึงประโยคที่ครูเคยพูดไว้ว่า

 “ดีนะที่เราให้เป็นกัลยาณมิตร ไม่ใช่ลูกศิษย์”

ยอมรับกับตนเองว่า เมื่อเหตุการณ์นี้ดังขึ้นมาตอกย้ำเสมอค่ะว่า

“ครูไม่รับเป็นศิษย์”

จิตนี้มันยังไงหนอ ดึงเหตุการณ์ขึ้นมาปรากฏสอนสลับไปมาค่ะครู กับคำที่ดังขึ้นในใจ ท้ายที่สุดได้ข้อสรุปกับตนเองว่า

 “ก็ถูกแล้ว หากเพียรภาวนาฝึกตนอยู่ก็เป็น ศิษย์มีครู แต่เมื่อไม่ภาวนาอยู่แล้วจะมาคร่ำครวญหาอะไร”

พอกลับมาบ้านนั่งอ่าน “จิตจักรพรรดิ เล่ม ๓” เขียนโดยคุณดังตฤณ อ่านไปดูความรู้สึกตนเองไป บางทีก็รู้สึกสะเทือนใจค่ะครู หันมาบอกตนเองให้เร่งภาวนา ประมาณสองทุ่มวางหนังสือลง แล้วอาบน้ำขึ้นไปสวดมนต์ สวดไปเรื่อย ๆ มองไปที่รูปของครู รู้สึกสะเทือนใจรู้สึกผิดที่ภาวนาไม่ต่อเนื่องสักที ได้แต่หายใจลึก ๆ แล้วคำในบันทึกของครูก็ปรากฏขึ้นว่า

“อยู่กับลมหายใจ”

พอจิตวกกลับมาที่ลมสติก็กลับมาจับที่บทสวดต่อไป สวดทำวัตรเย็นทีไร น้ำตาไหลทุกทีเลยค่ะครู แล้วภาพตอนที่ครูสอนในรถระหว่างขับไปฝากของที่บ้านโยม ที่ครูถามว่า

“ร้องไห้ทำไม มันเริ่มร้องไห้ตอนไหน ตอนที่พูดเรื่องไหนให้ดูจิตตนเอง”

ตอนนั้นก็นึกไม่ค่อยออกค่ะ แล้วครูอธิบายต่อว่า

“เห็นกายในกาย หน่ะมันเห็นง่ายมันชัด เห็นจิตในจิต มันเห็นยากเพราะมันเร็ว ไม่ต้องพูดถึงเห็นธรรมในธรรมเลย”

ซึ่ง ณ ตอนนั้นก็ไม่ค่อยเข้าใจมากไปกว่าการฟังไว้ก่อนค่ะครู

ณ ตอนที่เริ่มสะเทือนใจเหมือนข้างในมันวกเข้ามาดูความรู้สึกที่มันสะเทือนใจ

 “เหมือนสะเทือนใจเพราะ รู้สึกผิดที่ภาวนาไม่ก้าวหน้า กราบขอขมาพระธรรมจากใจ”

แล้วความรู้สึกสะเทือนใจมันหายแว๊บ น้ำตาที่เอ่อ ๆ ก็เหมือนมันขาดสายอยู่ภายใน น้ำมูกที่ไหลก็เหมือนขาดสายไปด้วยค่ะ ติ๋วเห็นความรู้สึกเหล่านี้ในขณะที่สวดมนต์ ก็ยังสวดต่อเนื่องต่อไปไม่ได้หยุดค่ะ แต่รับรู้ว่า มีการชะงักอยู่ภายใน ณ ตอนที่มันแว๊บ ๆ

สวดมนต์เสร็จลงมาข้างล่าง เดินจงกรมต่อทบทวนกับตนเองถึง “การภาวนา” เห็นเป็นความบกพร่องในตนเองมากมายค่ะครู พอนินทาคนอื่นมากขึ้น รู้สึกว่า “จิตตนเองเศร้าหมองฟุ้งซ่าน จากที่เคยอยู่กับตนเอง กลับกลายอยากรู้อยากเห็นเรื่องชาวบ้านมากขึ้น” ศีลข้อสี่เศร้าหมอง ทำให้จิตมันเสื่อมแบบนี้นี่เองนะคะครู

รักครูค่ะ..................ติ๋ว