ณ เตียงตั่งที่บ้านพักขอนแก่น

                                                วันพฤหัสบดีที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓

กราบสวัสดีค่ะครู

                วันนี้ติ๋วได้เรียนรู้อะไรบ้างนะ เมื่อเช้ามีประชุม ComMedSci เป็นอะไรที่ยาวนานค่ะครู จิตภายในตอนแรกตื่นเต้นคิดว่าเป็น web conference ที่ตอบโต้กันได้ แต่กลายเป็นถ่ายทอดสดคือ เราฟังได้อย่างเดียว เหมือนฝ่ายเราเป็นใบ้ โหเห็นเสียงข้างในชัดมากค่ะ อยากออกความคิดเห็น อยากเสนอ แต่ทำไม่ได้ แว๊บคิดถึงหนทางว่า “โทรไปดีไหม” แต่เราก็ไม่ได้ทำ ภายในติ๋วดิ้นรนมากค่ะครู ไม่ค่อยจะสำรวม มีโทสะกรุ่น ๆผิดศีลข้อหนึ่งเบียดเบียนตนเอง  ดีดขึ้นมาขุ่น ๆ พอไม่ไหวก็เดินไปเข้าห้องน้ำ หาอะไรมาเสริฟพี่ ๆแทน แล้วหัวหน้าติ๋วก็ไม่เข้าฟัง แว๊บคิดขึ้นมาทีไรข้างในก็ขุ่นมัว ติ๋วถามตนเอง “ทำไมถึงรู้สึกโกรธ เพราะติ๋วมีความคาดหวังว่า ท่านจะเข้าฟัง” เหมือนการร่วมทุกข์ด้วยกัน แต่ก็เปล่าเลยค่ะครู แต่พอไม่คิดก็ติดตามการประชุมไปเรื่อย ๆ ก็ ได้ข้อคิดกับตนเองว่า “เพราะติ๋วเลือกที่จะไม่เดินทางไปเข้าร่วมเอง ก็ต้องยอมรับกับตนเองถึงการต้องมานั่งฟังแบบนี้” ไม่รู้เหมือนกันค่ะครู ติ๋วเลือกปฏิเสธงานนี้ด้วยพิจารณากับตนเองว่า หนึ่งงานนี้ขาดติ๋วได้เพราะไม่ใช่ผู้รับผิดชอบหลัก สองคือหลังงานต้องอยู่กีฬาต่อ ซึ่งตกเย็นมีงานเลี้ยง ติ๋วคงจะกระโจนลงไปเต้นแร้งเต้นกา อีกเป็นแน่ พิจารณากับตนเองว่า “ตัดไฟแต่ต้นลม” จึงไม่ไป

                ประชุมยาวจนพักเที่ยง ติ๋วขึ้นไปบนห้องไม่ทานเที่ยง จึงนั่งเขียนบันทึก เพราะร้างไปนาน พอมาเขียนได้เรียนรู้ว่า “เผลอจมกับความคิด อินกับสิ่งที่เขียนง่ายค่ะครู” เหมือนกับติ๋วเป็นอยู่แต่ไม่ค่อยเห็น

                พอตกเย็นเลิกงานน้องแปมแปม อยู่เป็นเพื่อนเพราะพี่หัวหน้าฝากดูแลช่าง พอทุกอย่างเสร็จแล้วค่อยกลับ ดู ๆ แล้วน้องกำลังต้องการที่พึ่ง รับรู้ได้ถึงความกลัว อยู่ ๆ น้องก็ร้องไห้ออกมา ติ๋วตั้งใจรับฟัง พยายามชี้ให้เห็นว่า “มีสติรู้ตัว” ช่วยได้ ฟังไปฟังมารับรู้ว่า “น้องเครียดที่จะนำเสนองานเพื่อจบฝึกงานในวันพรุ่งนี้” ติ๋วจึงเล่าแลกเปลี่ยนกับน้องว่า

“พี่ก็เคย ๆ ทุกข์กับความคิดความคาดหวังของตนเอง แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเดี๋ยวมันก็ผ่านไป ไม่ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นก็เป็นเรื่องของพรุ่งนี้ ไอ้ที่ผ่านมาก็จบไปแล้ว มีแต่ตอนนี้เดี๋ยวนี้ที่น้องนั่งคุยกับพี่ ที่ทุกข์ก็เพราะความคิดของตนเอง”

แท้ที่จริง “ติ๋วกำลังบอกตนเอง มากกว่าค่ะครู ให้ตื่นรู้และใส่ใจคนที่อยู่ตรงหน้า”

คุยกันนานเหมือนกันค่ะครู พอรับรู้ว่า “ใจน้องสบายขึ้น” จึงชวนกันกลับแต่น้องบอกว่า “หิวข้าว” จึงแวะไปหาอะไรทาน แต่วันนี้เป็นวันรับปริญญาคนเยอะ รถเยอะ แต่การได้มีน้องเข้ามาให้เรียนรู้ก็เป็นโอกาส ภายในติ๋วมันก็สู้กันค่ะ “บางคราก็ห่วงน้อง” บางคราก็ถามตนเองว่า “แล้วแกหล่ะเอาตัวเองรอดรึยัง ถึงไปยุ่งกับคนอื่น” แท้ทื่จริงไม่มีคำตอบให้ตนเองหรอกค่ะครู ตอนนั้นรู้เพียงว่า

“พอจะช่วย พอจะรับใช้อะไรน้องได้ก็ทำเต็มที่ ที่เหลือก็แล้วแต่จะเป็นไป”

แปมแปมมาสอนติ๋วว่า “การที่ใครคนหนึ่งผ่านเข้ามาในชีวิต ไม่มีเรื่องบังเอิญ แต่มันมีหน้าที่ ๆที่เราต้องปฏิบัติด้วย แล้วแต่บุญทำกรรมแต่ง”

                พอส่งน้องที่หอพัก ติ๋วกลับมาบ้านก็อาบน้ำ แล้วก็เข้าสู่กิจวัตรของตนเองค่ะ รับรู้ว่าจดหมายฉบับนี้เป็นกระท่อนกระแท่น ยังหาแนวทางของตนเองไม่ถูกว่า “เขียนอย่างไร ที่จะไม่ใช่การอวดอ้างว่า ฉันทำ แต่ก็จะค่อย ๆ เรียนรู้ไปค่ะครู”...................รักครูค่ะ