บทเรียนนี้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้เรียน 3 กลุ่ม ที่มีความมุ่งมั่นนำศาสตร์และศิลป์ทางกิจกรรมบำบัดจิตสังคมไปช่วยเหลือผู้อื่นๆ ในสังคมไทยด้วยจิตอาสาและความเป็นพลเมืองดีของชาติไทย

บทเรียนนี้ ดร. ป๊อป ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้เรียน 3 กลุ่ม ที่มีความมุ่งมั่นนำศาสตร์และศิลป์ทางกิจกรรมบำบัดจิตสังคมไปช่วยเหลือผู้อื่นๆ ในสังคมไทยด้วยจิตอาสาและความเป็นพลเมืองดีของชาติไทย

กลุ่มแรก คือ แม่กุและคุณปอนด์จากสายใยครอบครัว ที่เป็นตัวแทนมาศึกษา ดูกิจกรรมบำบัดศึกษา และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระบบ Recovery Model ในการจัดกิจกรรมครอบครัวที่เน้นการบำบัดมากกว่าการเยียวยา พร้อมเรียนรู้การสื่อสารแบบบำบัดในฐานะครอบครัวหรือผู้ช่วยเหลือร่วมกับนักกิจกรรมบำบัดที่สร้างความสุขความสามารถให้กับผู้รับบริการ  ทั้งรายบุคคลและกลุ่มแบบพลวัติ

การถอดบทเรียนของ ดร. ป๊อป คือ

  • การบำบัดฟื้นฟูผู้ที่มีความบกพร่องทางจิตสังคม เช่น จิตเภท จำเป็นต้องมีการจัดกิจกรรมบำบัดด้วยสื่อการรักษาและการเข้าหาทั้งครอบครัว (Therapeutic Media & Family Intervention) ที่บูรณาการความรัก ความเป็นตัวอย่างที่ดี ความรู้ความเข้าใจ และความมีสัมพันธภาพกับครอบครัวของผู้ที่มีความบกพร่องทางจิตสังคม
  • หากครอบครัวตัวจริงไม่มีส่วนร่วมในการบำบัดฟื้นฟูผู้ที่มีความบกพร่องทางจิตสังคม ก็จะใช้เวลานานในการเยียวยา (มากกว่า 10 ปี) ที่ช่วยเหลือให้ผู้ป่วยดีขึ้นโดยเพิ่มความไว้วางใจและความเชื่อมั่นในผู้ช่วยเหลืออย่างพึ่งพิง ซึ่งต่างจากกระบวนการทางกิจกรรมบำบัด ที่เน้นการประเมินและการประยุกต์บริการด้วยหลักการทางการแพทย์และกิจกรรมบำบัดศึกษา
  • ในการทบทวนวรรณกรรมที่ผ่านมา Family Intervention อย่างเดียว อาจเป็นเพียงแค่วิธีการเยียวยามากกว่าการบำบัด (ทำให้ดีขึ้นตามกระบวนการทางการแพทย์) ดังนั้นครอบครัวตัวจริง กลุ่มครอบครัวจิตอาสา กลุ่มผู้ช่วยเหลือ ควรพัฒนาความรู้ความสามารถในการให้คำปรึกษาทางจิตสังคม แบบ Cognitive-Behavioral Therapy และกระบวนการครอบครัวบำบัดต่างๆ  
  • บุคคลใดๆ ที่ไม่ผ่านหลักสูตรทางการแพทย์และกิจกรรมบำบัดศึกษา ควรช่วยเหลือผู้รับบริการทางจิตสังคมด้วยการจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะชีวิตอย่างเป็นระบบ ได้แก่ คัดกรองระบบการรู้คิดผ่านฐานประสาทสัมผัสต่างๆ การให้คำปรึกษาที่เน้นกระบวนการคิดด้วยใจ การส่งปรึกษาผู้เชี่ยวชาญแบบสหวิชาชีพทางสุขภาพจิต การปรับสิ่งแวดล้อมที่ศูนย์ครอบครัวที่อบอุ่นเท่าเทียมกับบ้านของผู้รับบริการ และการให้ความรู้เชิงปฏิบัติการแก่ผู้รับบริการและครอบครัวตัวจริงอย่างน้อย 10 ครั้ง นาน 9 เดือน เพื่อติดตามผลการรู้คิดเพื่อจัดการตนเองในเรื่อง อาการทางจิตสังคม ผลกระทบของอาการทางจิตสังคม และการมีส่วนร่วมพัฒนาจิตสังคมต่อการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต

กลุ่มที่สอง คือ นักศึกษากิจกรรมบำบัดมหิดลรุ่นสองในรายวิชา "กิจกรรมบำบัดเพื่อคุณภาพชีวิตที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพกายและจิตสังคม" โดยเน้นให้นักศึกษาศึกษาวารสารวิจัย ไม่เกิน 5 ปีนับจากปีปัจจุบัน และเอกสารอ้างอิงสากลอื่นๆ ที่มีคำสำคัญ ได้แก่ Occupational Therapy, Quality of LIfe, ตามด้วยกลุ่มผู้รับบริการที่นักศึกษาสนใจ แล้วเลือกสกัดแปลความรู้ในเอกสารอ้างอิงอย่างน้อย 3 เรื่อง เพื่อบูรณาการด้วยความคิดเห็นของนักศึกษา เพื่อนำเสนอเป็นภาษาอังกฤษหรือไทย นาน 30 นาทีต่อคน แล้วแลกเปลี่ยนเรียนรู้และตอบคำถามอาจารย์และเพื่อนนักศึกษา 

การถอดบทเรียนของ ดร. ป๊อป คือ

  • นักศึกษาสองท่านแรกที่นำเสนอไปแล้ว 2 เรื่อง มีความเป็นผู้นำและกล้าที่จะตอบคำถามที่ย้ำประเด็นคำตอบจาก ดร. ป๊อป อย่างน่าชื่นชม แม้ว่าจะมีบางข้อตอบได้ไม่ตรงประเด็น ซึ่งเกิดจากความคิดเห็นที่อ่านจากเอกสารอ้างอิงแล้วตีความเอง โดยไม่ดึงกรอบอ้างอิงทางกิจกรรมบำบัดศึกษามาวิเคราะห์ให้ชัดเจนและเห็นเป็นรูปธรรม
  • นักศึกษายังต้องพัฒนากระบวนการอ้างอิงจากวารสารให้ถูกต้องมากกว่านี้ ดร. ป๊อป ได้แนะนำว่า "ไม่ควรคัดลอกเนื้อหามากกว่า 10% จากเอกสารอ้างอิง เลือกแล้วปรับเป็นภาษาของผู้นำเสนอ ไม่ควรนำเสนอแบบอ่านโดยไม่เข้าใจจริงๆ และตรวจสอบการสื่อสารภาษาอังกฤษให้ชัดเจน หากไม่ชัดเจนก็ควรเลือกนำเสนอเป็นภาษาไทย โดยแปลภาษาอังกฤษที่ปรึกษาผู้รู้ให้ชัดเจน"
  • จากเนื้อหานำเสนอ "กิจกรรมบำบัดศึกษาและครอบครัวตัวจริงของผู้รับบริการมีส่วนร่วมสร้างสุขภาวะทางสิ่งแวดล้อมภายในและภายนอกตัวผู้รับบริการ หากแต่นักกิจกรรมบำบัดไม่ควรใช้ความคิดของตนเองตัดสินใจและเลือกสื่อการรักษาแทนผู้รับบริการมากจนเกินความเหมาะสม ซึ่งอาจกลายเป็นการเยียวยามากกว่าการบำบัด"

กลุ่มที่สาม คือ นักศึกษากิจกรรมบำบัดมหิดลรุ่นแรกที่จัดกลุ่มพลวัติแบบนันทนจิตกับผู้ที่มีความบกพร่องทางจิตสังคมได้อย่างมีความสุขและน่าชื่นชมอย่างยิ่ง

การถอดบทเรียนของ ดร. ป๊อป คือ

  • นักศึกษากิจกรรมบำบัดมหิดลรุ่นแรกมีพัฒนาการของความเป็นผู้นำ ความรู้ความเข้าใจในการจัดกิจกรรมกลุ่มแบบพลวัติ ความรู้คิดเข้าหาผู้ที่มีความบกพร่องทางจิตสังคมตามหลักกิจกรรมบำบัดศึกษา และความสามารถในการทำงานเป็นทีม ในช่วง 2 เดือนจนจบการเรียนการสอนเมื่อวาน
  • นักศึกษาได้ลองฝึกปฏิบัติจัดกลุ่มกิจกรรมบำบัด จากกลุ่มคู่ขนานและกลุ่มแบบร่วมมือร่วมใจ กับเพื่อนนักศึกษากลุ่มเดียวกันเอง เพื่อนนักศึกษาต่างกลุ่มพร้อมกระบวนการสอบประเมินด้วย Recovery Model และกิจกรรมบำบัดศึกษา จัดกลุ่มกิจกรรมในรายวิชากิจกรรมบำบัดผู้สูงอายุ กิจกรรมการรักษาเน้นกิจกรรมยามว่าง/นันทจิต นอกจากนี้นักศึกษาได้เรียนรู้และเกิดประสบการณ์จิตอาสาจัดกลุ่มกิจกรรมให้ผู้รับบริการสถาบันจิตเวชศาสตร์ รพ. สมเด็จเจ้าพระยา จัดกลุ่มกิจกรรมในกีฬาฮาเฮของคณะกายภาพบำบัด ม.มหิดล และสุดด้วยร่วมจัดกลุ่มกิจกรรมนันทนาการกับนักกิจกรรมบำบัดและนักอาชีวบำบัดของสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์
  • การบำบัดที่แสดงผลลัพธ์ในผู้ที่มีความบกพร่องทางจิตสังคม ที่ ดร. ป๊อป เห็นคือ รอยยิ้ม ความสุข และความสามารถในการเข้ามีส่วนร่วมทำกิจกรรมในกลุ่มอย่างต่อเนื่องและมีพลังชีวิตชีวา จากผู้ป่วยรายหนึ่งที่นั่งแยกด้วยแล้วเกิดความสนใจเข้าร่วมกลุ่มกิจกรรมบำบัดด้วยตนเอง ถือว่าเป็นพลังกลุ่มกิจกรรมที่นักศึกษากิจกรรมบำบัดมหิดลรุ่นแรกสร้างพลังทางจิตวิญญาณได้ยอดเยี่ยม
  • แม้ว่านักศึกษาจะไม่ใช้ครอบครัวตัวจริง แต่ถ้าวางแผนการจัดกลุ่มกิจกรรมแบบพลวัติที่ยืดหยุ่นและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ชัดเจน พลังกลุ่มการพัฒนาทักษะชีวิตแบบครอบครัวก็จะค่อยๆ ขับเคลื่อนตลอด 2 ชม. ทำให้กระตุ้นเปิดความดีระหว่างผู้บำบัดและผู้รับการบำบัดให้ทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตที่มีเป้าหมาย มีคุณค่า และมีความสุขความสามารถ ณ ขณะนั้นได้จริงแบบบำบัดมากกว่าเยียวยา