แล้วที่เขาชนไก่นั่นหล่ะ เจ้านายสมัยเก่าโน่นชอบนำไกชนมาตีกันบริเวณนั้น

ย้อนรอยวัดกาญจนบุรีเก่า-7

โสภณ เปียสนิท

...........................

 

                              “แล้วเรื่องเสียงระฆังดังไปถึงสุพรรณ เคยได้ยินไหม” “เคยได้ยินซิ” “แล้วที่เขาชนไก่นั่นหล่ะ” “เจ้านายสมัยเก่าโน่นชอบนำไก่ชนมาตีกันบริเวณนั้น เลยเรียกว่าเขาชนไก่” “แล้วที่ศาลเจ้าพ่อเขาชนไก่” “ทำไม่หรือ” “ท่านคือใคร สร้างมาแต่สมัยไหน” “โห...ยาก ปัญหายากเกิน ไม่มีใครรู้ว่าท่านเป็นใคร ตัวศาลปลูกสร้างมาแต่สมัยไหน รู้แต่ว่าเก่าแก่ยาวนาน”

 

                             นิ่งคิดยาวนานในที่สุดผมทำลายความเงียบขึ้นก่อน “ต่อจากอาจารย์จวนละครับ” ลุงมีท่าทีจมอยู่ในภวังค์ แต่ก็ยังตอบคำถาม “หลวงพ่อเกลา ขึ้นเป็นขรัววัดแทน ท่านดำรงตำแหน่งไม่นานก็จากไปอีก” “แล้วคราวนี้หลวงพ่ออะไรเป็นเจ้าวัดเล่าครับ” ลุงไม่ต้องนึกให้เสียเวลา “เจ้าอาวาสรูปต่อมาคือ อาจารย์เป๋า ท่านเป็นพระหนุ่มอายุน้อย บวชเรียนได้ 5 พรรษา ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ส่วนองค์สุดท้ายคือหลวงพ่อองค์ปัจจุบันนี้แหละ” “อ๋ออ...ตลอดเวลา 179 ปี หลังจากรัชกาลที่3 ย้ายเมืองกาญจน์ไปที่ปากแพรก เมื่อปี 2374 วัดแห่งนี้มีเจ้าอาวาส 5 รูปด้วยกัน” ผมช่วยลุงสรุปตามประวัติศาสตร์

 

                             ลุงพยักหน้าเห็นด้วยกลางความเงียบงัน ผมยังไม่หมดความอยากรู้ “ก่อนหน้า179 ปี วัดแห่งนี้อาจเจริญรุ่งเรือง เพราะตัวเมืองกาญจน์ยังอยู่ที่นี่ ใช่ไหมลุง” “น่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะเป็นวัดกลางเมือง” “แปลกนะลุง เคยรุ่งเรืองแล้วตกต่ำทรุดโทรมลง” ผมพูดแบบปลงๆ ลุงตอบเรื่อยๆ สีหน้าเคร่งขรึม “เป็นธรรมดา โลกเป็นแบบนี้เสมอ เกิดขึ้นแล้ว ดำรงอยู่ ดับไปเสื่อมไป” “อย่างไรครับ” ผมยังไม่เข้าใจ “วัดแห่งนี้รุ่งเรืองสมัยอยุธยา เมื่อย้ายเมืองไปที่ปากแพรกก็เสื่อมลง 179ปี ถึงวันนี้วัดของเรากลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง เห็นไหม” “อะไรหรือครับ” “ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” ผมเริ่มเข้าใจสิ่งที่ลุงกำลังชี้ให้เห็น มองแล้วทุกอย่างในโลกนี้ก็เป็นเช่นนี้ ผมครุ่นคิดเห็นจริงตาม สรรพสิ่งในโลกนี้ ไม่ว่าคนสัตว์สิ่งของ ไม่มีสิ่งใดยั่งยืน

 

                      ขบวนรถกฐินจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ เดินทางมาถึงวัดเวลา 11.20 น. ผมชวนลุงเดินเข้าศาลาหลังงามของลุงช้าๆ เพื่อร่วมพิธีการทางศาสนาด้วยความอิ่มเอมใจ ผมอิ่มเอมใจที่ได้ฟังเรื่องราวของเส้นทางบุญของคนคนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับวัดแห่งนี้ ลุงอิ่มเอมใจที่ได้เล่าเรื่องราวของบุญให้ผมได้ฟัง อย่างน้อย เรื่องราวเหล่านี้จะได้อยู่ในความทรงจำของผมตลอดอายุของผมเอง

 

                          พิธีกรรมการทอดกฐินผ่านไป แขกเหรื่อรับของที่ระลึก รับประทานอาหาร ก่อนขึ้นรถโบกมือล่ำลาด้วยรอยยิ้ม สายลมหนาวกรูเกรียวผ่านสนามหญ้ากลางวัด ใบมะขามยักษ์ต้นใหญ่คะเนอายุเกินร้อยปีหน้ากุฏิหลวงพ่อเจ้าอาวาสร่วงพราวเป็นสายลงสู่พื้นปูน สงบนิ่งไม่นานคงถูกกวาดไปกองรวมตรงโคนเป็นปุ๋ยบำรุงต้นต่อไป เหตุการณ์เช่นนี้หมุนวนซ้ำแล้วซ้ำอีก ช่างเหมือนชีวิตของคน เกิดมาแล้ว ดำรงอยู่ชั่วขณะ ไม่นานนอนทับถมแผ่นดินเป็นปุ๋ยแก่พืชพันธุ์อื่นต่อไป หรือสาระแห่งการเกิดขึ้นของคนไม่ต่างจากใบมะขามกองนั้น

 

บันทึกเมื่อวันเสาร์ที่6 พฤศจิกายน2553