
- วันนี้ผมพึ่งเข้าถึง คำว่า "มีสติอยู่กับปัจจุบันขณะ" ชัดขึ้นในบางประเด็นครับ (คงมีหลายท่านเข้าถึงนานแล้ว)
- ผมพบว่า การฝึกมีสติอยู่กับปัจจุบันขณะ สำหรับมือใหม่(ผมด้วย)นั้น จำเข้าถึงได้และมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อเข้าสู่สัมปะชัญญะ หรือมีสมาธิต่อเนื่องระดับหนึ่งมาแล้ว
- กล่าวคือ สำหรับมือใหม่ ถ้าขณะนั้นจิตวุ่นวายแบบโลก ๆ อยู่ ผมว่า ยากที่จะเข้าถึงปัจจุบันขณะที่แท้และเห็นประโยชน์ของปัจจุบันขณะ
- แต่ในทางกลับกัน ถ้าเดินมรรค มีสติ สมาธิ ปัญญาอยู่ในระดับที่ใช้การได้แล้ว สภาวะของการดำรงสติอยู่ในปัจจุบันจะเห็นผลเลิศและมีความสำคัญยิ่งนัก
- (พาลูกชายไปถอนฟันก่อนนะครับ)
- ------------- (กลับมาเขียนต่อแล้วครับ)
- จากประสบการณ์ผมขอแบ่งสภาวะของจิตใจออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้ครับ
- ระยะที่จิตสงบ (อย่างอริยชน)
- ระยะเปลี่ยนแปลงจากจิตสงบ(อย่างอริยชน) ไปสู่ จิตวุ่นวาย (อย่างปุถุชน)
- ระยะที่จิตวุ่นวาย (อย่างปุถุชน)
- ระยะเปลี่ยนแปลงจากจิตวุ่นวาย (อย่างปุถุชน) ไปสู่ จิตสงบ
ผมพบว่า...
- ในช่วงก่อนฝึกตนหรือช่วงฝึกแรก ๆ ระยะที่ 3 จะมีมากกว่า หรือมีเป็นหลัก แต่พอฝึกเรื่อย ๆ ระยะที่ 1 จะมีแทรกเ้ข้ามาบ่อยขึึ้น เพิ่มมากขึ้นเรื่อย แรก ๆ ระยะที่ 1 นั้น จะดำรงอยู่เพียงเวลาสั้น ๆ แล้วก็จะกลับไปสู่ระยะที่ 3 ขึ้นอยู่กับว่า เดินมรรคเป็นหรือเร็วแค่ไหน ต่อมาระยะความสงบก็จะดำรงอยู่ได้นานมากขึ้น จนกลายเป็นเวลาส่วนใหญ่ และจะกลายเป็นว่า ระยะที่ 3 ที่จิตวุ่นวาย จะเป็นระยะส่วนน้อยที่นาน ๆ จะเข้ามาแทรกตามเหตุปัจจัย
- *** ถ้าเราอยู่ในระยะที่ 1 คือ ระยะที่จิตสงบ การมีสติอยู่กับปัจจุบันจะเป็นเครื่องมือแห่งเหตุที่ช่วยรักษาสภาวะระยะที่ 1 ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง...
ประเด็นที่น่าสนใจจาก 4 ระยะนี้
- ในสภาพสังคมปัจจุบันการดำรงไว้ซึ่งระยะที่ 1 คือ เน้นไปที่การทำจิตให้สงบเพื่อพัฒนาไปสู่ "ภาวนามยปัญญา" เป็นวิถีที่ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ ?
- ผมว่า สำหรับมือใหม่แล้ว ช่วงเปลี่ยนถ่ายทั้ง 2 ระยะ คือ ระยะที่ 2 กับ 4 จะมีอะไรที่เสริมการเดินปัญญาได้ดีนักแล (ขอให้ดูให้ดี ๆ ดูให้ทัน ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องรีบร้อน) นั่นหมายความว่า เพื่อให้เดิน "ปัญญา" ได้เร็ว มือใหม่ควรสร้างสภาวะที่ 2 และ 4 ให้เห็นบ่อย ๆ ใช่หรือไม่ ?
เห็นควรเพิ่มเติมว่า "มีสติ ปัญญา อยู่กับปัจจุบันขณะ ปัจจุบันอารมณ์" น่าจะสมบูรณ์กว่า ตามวิธีแห่งการเจริญมรรคมีองค์ ๘ นะครับ
ปัจจุบันอารมณ์ เป็นศูนย์รวมของธรรมทั้งมวล ถ้าสติรู้ทัน ปัญญาเฝ้าดู เฝ้าสังเกตอยู่ที่ปัจจุบันอารมณ์ จะทำให้ สติปัฏฐาน ๔ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ บริบูรณ์ตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ
ท่าน อโศกะ คงหมายความว่า
เราตามปัจจุบันอารมณ์ เพื่อ ไม่ปรุงแต่งอารมณ์
หรือ อาจกล่าวว่า ติดตามปัจจุบันอารมณ์ เพื่อ ...ไม่มีอารมณ์
เพราะ ถ้ามีอารมณ์ แล้ว จิต ก็ ไม่ประภัสสร
กระมังครับ
ระหว่างที่คิดด้วยใจอย่างใคร่ครวญตามคำชี้แนะของกัลยาณมิตรอยู่นั้น
จึงค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม ไปพบหนังสือออนไลน์เล่มหนึ่งน่าสนใจมาก
จึงนำ Link มาฝากเป็นของขวัญปีใหม่ให้แด่กัลยาณมิตรครับ
ที่ http://www.sati99.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=350717
สติไม่ได้อยู่ที่ท่าทางครับ..แต่อยู่ที่การรู้เท่าทันสิ่งที่กระทบผัสสะ 5 แล้วไม่หวั่นไหวครับ
นาน....นาน.......................................นาน...แวะมาเยี่ยมทีครับอาจารย์
นมัสการพระคุณเจ้า
จริง ๆ ด้วยครับ ผัสสะ 5 เป็นประตูทางออกภายนอกนี่เอง
ผมก็อยากแต่จะอยู่ที่ปัจจุบันขณะแต่ว่าทำไม่ค่อยจะสำเร็จสักครา อย่างไรช่วยหาทางได้แล้วบอกกันด้วย
เหมือนดั่งท่านอาจารย์ว่าไว้เลยครับ การมีสติอยู่กับปัจจุบัน จะช่วยรักษาสภาวะที่ 1 หรือจิตสงบได้นาน... แต่เจ้าการมีสติอยู่กับปัจจุบันนี้ ก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน สำหรับมือใหม่อย่างผม ในสภาวะที่ต้องเร่งงานทางโลกอย่างตอนนี้แค่วันเดียวก็หลุดแล้วครับ
***..แต่ก็จะพบว่า ความสามารถในการกลับเข้าสู่ความสงบแห่งจิตก็จะทำได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมเหมือนกันครับ น่าสนใจตรงนี้ด้วยครับ
.....ถ้าหนูทำได้อย่างที่อาจารย์กล่าวมาหนูก็คงจะไม่มีความวุ่นวายในจิตใจ คงจะต้องฝึก"การมีสติอยู่กับปัจจุบัน"จะพยายามค่ะ.....แล้วจะได้มีสติอยู่กับตนเองบ้าง
สาธุ สาธุ
ยินดีด้วยครับ ขอให้ใช้ความเพียรนะครับ
ถ้าเราเห็นต้นน้ำแล้ว เราคงไปถึงเป้าได้สักวันนะครับ
สาธุ สาธุ สาธุ ครับท่านอาจารย์ ร่างกายที่ดีและมีสติการตัดสินใจต่างๆคงจะดีไปด้วย
สาธุ สาธุ ครับอาจารย์ประสิทธิ์