ฉันยอมรับว่า ห่างเหินจากการใส่ใจบล๊อคมานานมาก อย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ใช่เพราะฉันเริ่มเบื่อหน่ายกับการถ่ายทอดเรื่องราวแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะว่าในช่วงที่ห่างหายไปนั้น ฉันไปเตรียมสมรภูมิแห่งการเรียนรู้กับชาวบ้านของฉันมา บ้านหนองแจง ต.ไร่รถ อ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี ลงหมู่บ้านแต่ละครั้ง ก็สิงสถิตย์อยู่ในนั้นเกือบอาทิตย์ กลับมาถึงไร่ข้าวขวัญก็เพลียแทบตาย เวลาจะหันมาจับคอมนั่นยิ่งอย่าคาดหวังเลย ไอ้ครั้นพอได้มีโอกาสสัมผัสคอมพิวเตอร์ ก็กลายเป็นต้องสะสางงานอื่นๆซะส่วนใหญ่ ก็รู้อยู่ว่า การถ่ายทอดเรื่องราวลงบล๊อคมันต้องใช้ใจ ฉันมองข้ามหัวใจไม่เป็น ไม่มีอารมณ์ สมองก็จะตื้อไปหมด คิดแค่เพียงว่า พร้อมแล้วจะแวะมา แต่ก็น่าใจหาย ช่องว่างของการห่างเหินการบันทึกของฉันมันกว้างเหลือเกิน แค่อยากกลับมาบอกว่า "ฉันยังมีชีวิตเร่ร่อนอยู่เหมือนเดิม"

อันเนื่องจากว่า นับแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ พื้นที่แห่งการเรียนรู้ภายใต้กิจกรรมโรงเรียนชาวนาของฉันกับชาวบ้านหนองแจง เริ่มเห็นทิศทางของการเรียนรู้ที่น่าจะมีศักยภาพมากขึ้น ที่กล่าวว่ามีศักยภาพก็ด้วยเหตุที่ว่า หลังจากที่ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ให้ความอนุเคราะห์บ่อน้ำบาดาล เพื่อการเรียนรู้ของกลุ่มนักเรียนชาวนาบ้านหนองแจง จนกระทั่งเป็นรูปเป็นร่างแล้วนั้น ฉันกับชาวบ้านเห็นดีเห็นงามว่า แปลงนาของน้าเบี้ยว ไทยลา และสมาชิกโรงเรียนชาวนาอีก 5-6 ครอบครัว จะได้ใช้ประโยชน์จากน้ำบาดาลแน่ แต่ไม่ใช่หวังพึ่งเป็นทางเลือกที่ยิ่งใหญ่ เพราะถึงอย่างไรชาวนาหนองแจงก็ยังรอคอยความเมตตาของฟ้าฝนตามธรรมชาติอยู่ดี แต่เราจะจัดการน้ำที่มีอยู่ (น้ำบาดาล) อย่างไรเท่านั้น น้าเบี้ยว ไทยลา แกนนำ และชาวบ้าน เสนอฉันว่า เมือ่น้ำอยู่กลางทุ่งนาแบบนี้ แปลงนาก็อยู่ตรงนี้ เราก็ใช้ตรงนี้แหล่ะเรียนรู้กันไปเลย ภายใต้น้ำบาดาลที่มีอยู่ ถึงจะห่างไกลจากชุมชนออกมาประมาณ 800 เมตร แต่นักเรียนชาวนาก็บ่ยั่น ยืนยันว่า เราจะใช้ที่ตรงนี้เป็นที่เรียนรู้ที่ถาวร  เพราะที่ผ่านมา หนองแจงเป็นพื้นที่อาภัพ เรียนรู้ไปโดยที่มีโอกาสเห็นพัฒนาการของการเปลี่ยนแปลงของต้นข้าวได้น้อยมาก แต่ชาวนาก็ยังไม่คิดว่ามันจะเป็นอุปสรรคขัดขวางการเรียนรู้แต่อย่างใด

ทำอย่างไรเราจะเรียนรู้ท่ามกลางพื้นที่ในฝันได้?

น้าเบี้ยว เสนอความคิดว่า น่าจะทำโรงเรือนเพื่อการเรียนรู้ในริมสระนี่เลย ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ใครบริจาคอะไรได้ก็ช่วยกันคนละนิดละหน่อย เท่าที่กำลังจะมี ผู้ชายคงหวังพึ่งแรงได้มากหน่อย แต่ผู้หญิงถึงจะเป็นสาวสามพันปี แต่พลังก็เหลือเฟือ เราร่วมบริจาคเงินกันบางส่วน เท่าที่จะช่วยได้ แต่ก็ไม่พอหรอก ไหนจะไม้ ไหนจะแฝก ไหนจะอาหารการกินระหว่างสร้าง...แดดร้อน เปรี้ยง ปร้าง เหลือเกิน ฟ้าฝนก็เจ้ากรรม หายไปอยู่ทีไหนกันหมดก็ไม่รู้ได้ จะรู้มั๊ยว่าคนหนองแจงรอคอยมานานมาก แต่ต่อให้ท้อแค่ไหน พลังใจมันก็มา เมือ่เราต่างให้กำลังใจกันว่า "สักวันฟ้าดินคงเป็นใจ เห็นคุณค่าของคนที่มีหัวใจรักแผ่นดิน" มหกรรมสร้างโรงเรียนของพวกเราและเตรียมสถานที่เรียนใช้เวลานานโข ฉันเองมีภาพเพี๊ยบ แต่ติดปัญหาทางเทคนิคบางอย่าง เอามาให้ดูไม่ได้ แต่สัญญาว่าจะพยายามหาภาพมาประกอบการบรรยายในวาระต่อไป

โรงเรียนของเราถูกสร้างเสร็จอย่างเรียบร้อย ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายนแล้ว บอร์ดกิจกรรมต่างๆ และแปลงการเรียนรู้ถูกนำมาวางไว้ใกล้โรงเรียนเพื่อให้นักเรียนชาวนาได้เรียนรู้อย่างใกล้ชิด เราไม่ได้หวังว่าจะสร้างเพื่อให้ใครชม โรงเรียนหลังคามุงแฝกถูกสร้างขึ้นกลางทุ่งนา ที่ก้อนดินแตกระแหง แทบไม่มีน้ำเหลืออยู่กลางบ่อ  ไม่สวย ไม่สง่างาม แต่ทว่าแตะต้อง สัมผัสได้จริง สิ่งที่เกิดขึ้นและฉันมองเห็น และซึมซับมากไปกว่านั้น  ในช่วงเวลาที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขท่ามกลางแสงแดด ไม่มีโอกาสบ่อยนักที่ชาวนาหนองแจงจะมานั่งทานข้าวกลางนาร่วมกันแบบนี้นานแล้ว กับข้าวสุดแสนจะธรรมดา น้ำพริก ผักต้ม แต่ทว่ามีความหลากหลายของกับข้าวที่นักเรียนแต่ละบ้านเอามาถ่ายเทร่วมกัน ทานไป คุยไป หยอกล้อกันไป ลมร้อนๆพัดโชยมา นั่นก็ยิ่งเป้นสัญญาณบอกว่า วาระของลูกชาวนาจะเข้มข้นขึ้นอีกวาระหนึ่ง

พลังทางใจจะไม่สูญหายตราบใดพวกเรายังเกาะกุมกันเดินไปอย่างเหนียวแน่น....ฉันรู้ว่า สายตาของนักเรียนชาวนายังมีความหวัง เหมือนฉันเอง ฉันก็หวัง ขอหยดสายฝนราดรดลงมาที่หนองแจงบ้างเถิด........