นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
บัดนี้จักได้น้อมนำโอวาทธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านได้ปรารภฝากมาถึงพุทธบริษัททั้งหลายเพื่อจะได้น้อมนำมาประพฤติปฏิบัติ ขอจงตั้งใจฟังให้สบาย หายใจเข้าก็สบาย... หายใจออกก็สบาย... มีสติรู้ตัวพร้อมให้สบาย... หายใจเข้าสงบเย็นสบาย... หายใจออกก็สงบเย็นสบาย... เราหายใจเข้าสบาย ออกสบายก็เป็นบุญเป็นกุศลทุกลมหายใจเข้าออก นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี
พระพุทธเจ้าสอนเราให้ทำใจสบาย เราก็ต้องทำใจให้สบาย เหมือนที่ท่านทรงสอนเรา พระพุทธเจ้าท่านทำใจสบายอย่างไร เราก็น้อมใจของเราให้มีความสบายอย่างนั้นให้ใจของเราเย็น... ให้ใจของเราเบิกบาน ผ่องใส ให้ใจของเรายิ้ม... มีความสุข มีสติ รู้ตัวพร้อมให้สบาย...
การเจริญปัญญาเป็นไตรสิกขาสูงสุดในพระพุทธศาสนา
ให้พิจารณาร่างกายของเรายกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์ ให้ลอกหนังออกให้หมด เพราะหังเป็นสิ่งปกปิดที่ทำให้ทุกคนหลง เอาออกทีละอย่างให้เราเห็นชัดเจนด้วยใจจึงค่อยเปลี่ยนไป ๆ ทีละอย่าง ๆ
ปฏิบัติอย่างนี้เพื่อจะทำลายอัตตาที่ยืดถือว่าเราว่าของเรา พิจารณาวันหนึ่งหลาย ๆ ครั้งยิ่งดีเพื่อให้ใจของเราเกิดความชำนาญ และยอมรับความเป็นจริงว่าไม่ใช่ตัวเรา
ไม่ใช่พิจารณาครั้งเดียวเพียงผิวเผิน หรือว่านาน ๆ ถึงจะพิจารณาครั้งหนึ่งอย่างนี้ไม่ถูกต้อง เพราะความเพียรไม่ติดต่อกัน เหมือนกับคนโบราณเขาเอาไม้ไผ่มาสีไฟ สีให้เป็นไฟ สีแล้วหยุด สีเท่าไรก็ไม่สามารถเกิดไฟได้ เพราะว่าความเพียรไม่ติดต่อกัน
ฉันใด การพิจารณาต้องพิจารณาต่อเนื่องกันไปไม่ให้ขาดสาย การพิจารณาเราไม่ต้องใช้สมาธิลึกเกินไป เพราะถ้าลึกมาก มันจะพิจารณาไม่ออก จิตใจจะไม่ทำงาน
ถ้าเรานั่งสมาธิหรือดูอารมณ์เกิดดับอย่างเดียวปัญญาจะเกิดน้อย เมื่อเราออกจากสมาธิแล้ว เราเจอสิ่งแวดล้อมเมื่อไร เมื่อเราเผลอ จิตใจของเราก็จะหวั่นไหวไปกับสิ่งแวดล้อม เพราะเรายังไม่ได้ถอนรากถอนโคนถอนรากเหง้าความยืดถือ เพราะสังโยชน์ข้อแรกก็คือสักกายทิฏฐิ เราต้องทำลายสังโยชน์ข้อนี้ให้ได้ด้วยการพิจารณาให้รู้แจ้งตามความเป็นจริง ให้พิจารณาให้เห็นทุกข์ เพราะว่ามีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์แล้วก็ไม่มีอะไร
ที่เราเห็นทุกข์ไม่ชัดเจนก็เพราะอิริยาบถทั้ง ๔ มันปิดบัง ปิดบังอย่างไร เมื่อเรานั่งนาน เราก็เปลี่ยนอิริยาบถ เมื่อเรานอน เราก็เปลี่ยนอิริยาบถ เมื่อเราเดินมาก เราก็เปลี่ยนอิริยาบถ เมื่อเราหิวกระหาย เราก็ดื่ม เราก็บริโภค คอยเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา อันที่จริงความสุขนั้นไม่มี เพียงแต่เราเปลี่ยนอิริยาบถให้บรรเทาทุกข์เท่านั้น
เราได้เพลิดเพลินในเสียงเพราะ ๆ กลิ่นหอม ๆ สัมผัสกับสิ่งสวยงาม เราก็เพลินไป เพลินไปอยู่กับกองทุกข์ทั้งสิ้น มันมีความเพลินอยู่อย่างนี้ตลอดทั้งวันทั้งคืนด้วยอิริยาบถปิดบังอยู่ ทำให้เรามองไม่เห็นจนแก่จนเจ็บจนตาย เราก็ยังไม่ยอมรับว่าอันนี้ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนของเรา
เมื่อเราเห็นทุกข์ เห็นโทษในความทุกข์ ในการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งทางกาย ทางใจ เราก็จะมีความเบื่อหน่ายคลายความยึดถือแล้วตั้งอกตั้งใจปฏิบัติตามรอยของพระพุทธเจ้าและพระอรหันตขีณาสพเจ้าทั้งหลาย
ไม่มีความลังเลสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มอบกายถวายชีวิตปฏิบัติตามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยเจตนาที่เต็มเปี่ยม ด้วยความจริงใจ ด้วยความบริสุทธิ์ ไม่มีอะไรยับยั้งรั้งจิตใจของเราไว้ได้ เพราะหนทางนี้ทางเดียวเท่านั้นจะนำเราออกจากทุกข์ ออกจากวัฏฏะสงสารได้ เพราะสิ่งภายนอกเราก็รู้อยู่แล้วว่าช่วยเหลือเราได้เพียงเท่านี้เอง
พุทธบริษัทผู้ที่เห็นภัยในวัฏฏะสงสารย่อมที่จะนำเอานิสัยของพระพุทธเจ้าเป็นมาที่พึ่ง นิสัยของพระพุทธเจ้าคืออะไร? ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าอย่างไร เราก็ทำอย่างนั้น ท่านบอกหยุด เราก็หยุด ท่านบอกให้เราทำ เราก็ทำ ทั้ง ๆ ที่เราก็ไม่รู้เหตุผลว่าทำไปทำไม เหมือนเด็ก ๆ ที่เขาศึกษาเล่าเรียน เขาก็ไม่รู้ว่าเรียนทำไม แต่เมื่อเรียนสำเร็จแล้วเขาถึงอานิสงส์ในภายหลัง
บุคคลผู้หวังความเจริญย่อมอดทนในเบื้องต้น ย่อมมีความเพียรในเบื้องต้น ถึงจะมีความสบายในบั้นปลาย คนที่ไม่มีความอดทน ไม่มีความเพียร นั่นคือ คนไม่รู้จักทุกข์ ไม่รู้จักเหตุให้เกิดทุกข์ ไม่รู้จักข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เพราะฉะนั้นความเพียรเป็นสิ่งที่ต้องกระทำในวันนี้อย่าปล่อยให้โอกาส ให้เวลาที่มีค่าอันใหญ่หลวงเกิดความเสียหาย เพราะว่าชาตินี้เราเกิดมาเป็นชาติที่ประเสริฐ เป็นมนุษย์ที่ประเสริฐแล้ว ถ้าเราไม่ปฏิบัติไม่ตั้งใจปฏิบัติ เรามีชีวิตอยู่ก็เหมือนกับตายแล้วคือตายจากคุณธรรมของพระอริยเจ้า
สังโยชน์ คือความผูกใจยึดถือของสัตว์โลก ซึ่งเป็นสิ่งเหนียวแน่เป็นสิ่งอาลัยอาวรณ์ ไม่มีใครอยากที่จะตัดอยากจะปล่อย อยากจะวาง ไม่อยากทิ้งสิ่งเหล่านั้น อยากจะกลายเป็นสิ่งเหล่านั้น การที่เราจะละได้เราต้องเห็นโทษจริง ๆ ในการเวียนว่ายตายเกิด เราต้องตัดสินใจอำลาจากไปเสีย ซึ่งต้องใช้พลกำลังจิตมากพอสมควร ตามลำดับของความยึดถือ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระอริยเจ้าทั้งหลายท่านจึงสอนให้เราตายเสียก่อนตาย ตายเสียก่อนตายในที่นี้หมายถึง “กิเลสมันตาย” การที่เราจะตัดอะไรให้ได้แต่ละอย่าง ทางจิตใจของเรานี้รู้สึกว่าโลกนี้มันสะท้านหวั่นไหวไปหมด เพราะจิตใจจะหงายของที่คว่ำอยู่มันเป็นเรื่องใหญ่มาก ขอให้ทุกท่านทุกคนพยายามขุดรากขุดโคนสังโยชน์ ความยืดมั่นถือมั่นธรรมะภาคปฏิบัติต้องปฏิบัติอย่างนี้
เรื่องศีลก็ให้เรายึดให้มั่น อย่าไปลูบคลำ ให้มีเจตนาที่จะปฏิบัติให้บริสุทธิ์ ร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นศีลทางจิตใจ ไม่ใช่เป็นศีลทางกาย ทางวาจาอย่างเดียว คือเป็นศีลที่เข้าถึงจิตถึงใจ เพราะเจตนาที่จะรักษาศีลให้บริสุทธิ์เป็นสิ่งสำคัญ
ถ้ามีจิตใจอย่างนี้ในการรักษาศีล บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นผู้ที่ไม่ลูบคลำในศีล เป็นผู้ที่ละสังโยชน์ข้อที่ ๓ ได้ในภาคปฏิบัติ ซึ่งเป็นคุณธรรมของพระโสดาบัน คือพระอริยเจ้าเบื้องต้น
ธรรมะของพระพุทธองค์เป็นธรรมที่ทวนกระแสทางโลก เป็นธรรมที่ขัดจนตัวเอง เป็นธรรมที่มาแก้ไขตัวเอง เป็นการมองเข้ามาหาตัวเอง เป็นปริญญาสูงสุดที่ทุกคนที่เกิดมาเป็นมนุษย์ควรจะได้รับ ปริญญาภายนอกเท่าไรก็ไม่จบ แต่ปริญญาของพระพุทธเจ้านั้นเรียนจบ มันหมดความเวียนว่ายตายเกิด
ทุกท่านทุกคนไม่ต้องการขัดใจตัวเอง ถ้าขัดใจตนเองคิดว่ามันไม่ถูกจริต มันไม่ถูกนิสัย ไม่ใช่ทางสายกลางคิดว่าอย่างนั้น คนเรามันหลง ถ้าได้ตามใจชอบก็ว่าดี ไม่ได้ตามชอบก็ว่าไม่ดี ท่านจึงให้เราทำตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ชื่อว่าเป็น สุคโต คือไปด้วยดี เรามาสว่าง เราก็ให้ไปสว่างด้วยฐานะความเป็นอยู่เราก็ดีมีความสุข มีความร่ำรวย เราก็อย่าไปหลงในความสุข ความสบายเหล่านั้น ดูอย่างพระพุทธเจ้าท่านมีความสุข ท่านก็ไม่ติดไม่หลง
ให้เราเอาความสบายความสะดวกนี้มาให้ทานรักษาศีลเจริญภาวนา ถ้ายังไม่ถึงพระนิพพานอันสูงสุด เราก็มีโอกาสได้มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ พรหมสมบัติ เป็นพระอริยเจ้าตามลำดับไป ก็เป็นสิ่งที่ประเสริฐแล้ว
ท้ายที่สุดแห่งการบรรยายธรรมะนี้ ขออวยพรให้ท่านทั้งหลาย จงมีดวงตาเห็นธรรมะคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเทอญ..
องค์พ่อแม่ครูอาจารย์...