ธันวาคม พ.. ๒๕๕๓

กราบสวัสดีค่ะครู

              เขียนคำนี้แล้วใจก็ยิ้มกับคำสร้อยที่ดังขึ้นในใจค่ะ “ทุกครั้งที่เขียนคำนี้ใจจะดังขึ้นมาว่า นมัสการค่ะครู” ติ๋วมีคำตอบให้ตนเองว่า “เพราะครูคือ สมณะในใจของศิษย์” กว่าสองอาทิตย์ล่วงเลยที่ศิษย์ไม่ได้เขียนจดหมายถึงครู แต่ก็ไม่ได้หมายถึงใจไม่ได้ระลึกถึงครู ใจนี้เผชิญสุขทุกข์ ปะปนกันไป เพราะได้ตั้งตนกับตนเองถึงความตั้งใจน้อมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น พยายามตั้งใจทำหน้าที่ งานเดิมที่เรียงคิวไว้ในรายการที่ต้องเร่งแก้ไขในการขอรับการรับรอง ไม่ง่ายแต่ใจก็บอกว่า “นี่แหละบททดสอบของ “สัมมากัมมันตะ คือ การทำการงานชอบ” ที่ยุ่งยากก็เป็นโอกาสให้สั่งสม “สัมมาวายาโม คือ ความพากเพียรชอบ ให้ถึงพร้อม” พอตั้งหน้าตั้งตา ตั้งใจ เดินเข้าสำนักงานเมื่อสองอาทิตย์ก่อนหลังจากกลับจากพัทยา ก็โดนเรียกประชุมด่วนให้ไปร่วมงาน “สุขภาพดีวิถีอีสานในวันที่ ๒-๓ ธันวาคม” หนัก ๆ เข้าไปอีกให้ไปรับรองชาวต่างชาติจาก WHO ที่จะมาตรวจรับรองที่สำนักงานวันวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ตกเย็นวันที่ ๓๐ ธันวาคม เลี้ยงส่งผู้อำนวยการ ณ วันที่ทราบทุกสิ่งอย่างคือ วันที่ ๒๙ ธันวาคม จะว่าไปก็ไม่ถึงกับช๊อคหรอกค่ะครู งานเลี้ยงส่งต้องมีการแสดงของแต่ละฝ่าย งานยาโชคดีที่มีน้อง ๆ ฝึกงาน แต่พอเห็นว่าพอช่วยกันได้ ติ๋วจึงตัดสินใจเฮือกสุดท้าย ร่วมทุกข์ไปกับน้อง ๆ ด้วย ขึ้นรำภูไท แต่ก็เลือกทำตามแบบของตนเองคือ ชุดแขนกระบอก โดยที่ใจไม่ปรารถนาจะเบียดเบียนผลักภาระ แล้วน้องอีกคนก็ไม่เคยรำมาก่อน จะว่ารำไม่เป็นเลยก็ได้แต่น้องก็ตั้งใจด้วยสปิริต ก็ออกมาอย่างดงาม ติ๋วได้เรียนรู้ว่า

การที่เห็นคนเป็นทุกข์แล้วตั้งใจเผชิญ เราก็พร้อมที่จะช่วยเหลือตามกำลัง การที่สั่งใครทำงาน แล้วเพียงแค่ยืนดูนั้นใจติ๋วรับไม่ได้ สุดท้ายก็ยอมเหนื่อยเพื่อให้คนอื่นทุกข์น้อยลง” ใจระลึกถึงคำ ๆ นี้ค่ะ “เมตตาบารมี” เหมือนได้สั่งสมบารมีนี้กับตนเอง พอเมตตาบารมีนำหน้า ขันติบารมีก็ตามเพราะทุกทั้งที่ลงลุยงานหรือทำอะไรอย่างตั้งใจ เจอตอเสมอ แต่ก็ผ่านมาได้แบบที่รูสึกถึงการเติบโตอยู่ภายใน

เสร็จงานเลี้ยงรุ่งเช้าวันที่ ๑ ธันวาคม ตลอดเช้าก็เตรียมงาน พูดคุยกันเรื่องสีสันของงานเลี้ยง บ่าย ๆ ลุยไปจัดเตรียมสถานที่ เหมือนได้เล่นเกมอัจฉริยะอีกครั้ง เหมือนมีอะไรก็ให้ปรับใช้ได้เท่านั้น เวลาตั้งใจทำงานหลายคนสะท้อนว่า “ติ๋วดุ” นึกย้อนกับตนเองบางทีความตั้งใจ ทำให้ดูจริงจัง ซึ่งก็จริงจังจริง ๆค่ะ แต่พอเผลอก็แสดงความเครียดออกมาให้เพื่อนร่วมงานเห็น อยู่จัดงานจนเสร็จก็ประมาณหกโมงกว่า ๆ แล้วก็เข้ามาตรวจเวร มีน้องแปม (นักศึกษาฝึกงาน) มาเป็นเพื่อน หน้าสำนักงานมีงานไหม แต่ก็เพียงมาทำหน้าที่แล้วก็กลับค่ะ

เช้าวันที่๒ ธันวาคม มีงานเลี้ยงสภากาแฟรอบค่ายสีหราชเดโชชัย ได้รับฟังเรื่องต่าง ๆ มากมาย ที่ไม่เคยรับรู้ เกี่ยวกับภารกิจของราชการทหาร เป็นเรื่องที่ฟังแล้วใจอึ้ง สลดหดหู่กับกลุ่มคนที่ขาดโอกาส ยอมรับว่ายังไม่ได้จะได้จัดการหรือรู้เท่าทันความรู้สึกภายในออกมาก็มาในงานที่หอประชุมกาญจนาภิเษกพี่อ้อบอกว่า “รีบ ๆมา คนเยอะพี่คนเดียวไม่ไหว” เท่านั้นแหละค่ะ รีบรุดมาแบบไม่รั้งรอ คนสนใจเยอะมาก ๆ เกี่ยวกับงานที่มาจัดแสดง ที่หนักกว่าคือ เราต้องตะโกนเข่งกับเสียงโปงลางที่ลงแข่งขัน ตลอดเช้าคนมาหนาแน่นมาก ๆ ค่ะ ใจหนึ่งรู้สึกชื่นใจที่ผู้คนสนใจดูแลตนเอง อีกใจหนึ่งก็เหนื่อยค่ะ ที่เห็นกับตนเอง คือ ตอนว่าง ๆ ก็นั่งเหนื่อย แต่พอมีคนมาถามเหมือนตุ๊กตาล้มลุก พูด ๆ สื่อสาร ทำความเข้าใจให้ความรู้ จนเห็นแววตาของความเข้าใจแล้วเขาก็เดินไป เป็นแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนน้องแปมเดินมาสะท้อนว่า “โหพี่ติ๋ว พลังเยอะมาก อยู่แบบนี้ก็เหมือนเหนื่อย ๆ แต่พอมีคนมีคนเข้ามาถามพี่ก็สอน ๆ ๆเหมือนเหนื่อยไม่เป็น” ครูค่ะฟังแล้วก็หยุดทบทวนกับตนเอง ทุก ๆ ครั้งที่ลุกขึ้นพูด เป็นความตั้งใจและปรารถนาให้ผู้อื่นได้ความรู้และได้ประโยชน์อย่างสูงสุด สิ่งนี้กระมังที่ทำให้ทำหน้าที่ได้อย่างไม่หยุดหย่อน ประมาณสี่โมงครึ่ง แต่ละก็แยกย้ายกลับ ติ๋วเหนื่อยใจโหยหาน้ำ จึงเอ่ยกับน้องว่า “เดี๋ยวพี่จะไปนั่งริมน้ำซะหน่อย” น้องขอไปด้วย จึงไปนั่งริมบึงสีฐานตอนเย็น ๆ ใจรู้สึกสบายขึ้นเมื่อได้นอนราบริมน้ำ ตามลมหายใจดูร่างกาย เสริมสร้างสัมมาสติ แต่ก็ไม่ได้ยาวนานแบบเป็นสมาธิต่อเนื่องค่ะ แต่ก็รู้สึกเบา เหมือนได้พักผ่อนกับตนเอง

เช้าวันที่ ๓ ก็มาลุยต่อ เหมือนเปลี่ยนโหมดจากเสียงดังเป็นไฟมืด แต่จะว่าไปก็ได้เรียนรู้ไปอีกแบบ ผู้คนสนใจสิ่งที่นำเสนอมากค่ะ รูสึกประทับใจ เป็นอะไรที่เกิดคาดกับการได้ปฏิบัติ สัมมากัมมันตะ อย่างเต็มที่ บ่าย ๆ มีโชว์ของโปงลางสะออน เปิดตัวมา ฮา มาก ๆ ค่ะ ใจติ๋วก็สนุกลิงโลดไปด้วย แต่พอสักพัก มันสลดลงเฉยเลยค่ะ บอกไม่ถูกเหมือนกันค่ะครู พอมีน้องที่สำนักงานมายกของ รู้สึกสงสาร จึงเข้าไปช่วยยกกลายเป็นว่า คนอื่น ๆที่อยู่ใกล้ ๆ ก็เข้ามาช่วยอีกแรง ไม่สลับการการดูการแสดงบนเวที พอขนเสร็จ เลือกที่จะเดินลงไป ชั้นล่างไปเจอคุณยายสองสามคนจากเขาวง กำลังเก็บกี่ที่ท่านมาทอผ้าโชว์ โห ครูขาใจ รู้สึกทึ่งที่ท่านไม่มีท่าทีอิดออด ติ๋วรีบเดินเข้าไปช่วยจับ แล้วก็คุยกับท่านไปด้วย เป็นต้นแบบของคนสูงานจริง ๆค่ะ เห็นท่านทั้งสามแล้วก็รูสึกละอายแก่ใจที่ตนทำงานเพียงน้อยนิดยังบ่นแต่ท่านทำทุกอย่าง แถมยังยิ้มได้อีกต่างหาก พอเสร็จงานการแสดงจบจึงแยกย้ายกันกลับ ติ๋วแวะไปเซ็นเอกสารที่สำนักงานแล้วก็ขับรถกลับบ้านค่ะครู กว่าจะถึงบ้านก็ทุ่มกว่า ๆ ที่บ้านยิ้มร่าง นั่งรวมกันทานข้าว แถมตั้งสำรับเผื่อติ๋วด้วย อบอุ่นใจจังเลยค่ะครู ให้ความรู้สึกถึงคำว่า “ครอบครัว”

ฉบับนี้ขออนุญาตพอแค่นี้ก่อนนะคะครู .............รักครูค่ะ