ภาพหญิงมีครรภ์ ท้องโย้ จูงมือเด็กชายวัยเกือบ ๆ สองขวบ  เป็นภาพที่ชินตาของ

ผู้คนในหมู่บ้าน ทุกคนให้ความเอ็นดู และสงสาร พร้อมกับขนานนามให้ว่าเป็น "หญิง

เหล็ก" เพราะต้องเลี้ยงลูกน้อยวัยไล่เลี่ยกัน 2 คน ตามลำพัง ท่ามกลางสิ่งน่ากลัวมาก

มาย สู้และอดทนอย่างที่สุด ไม่เคยใช้ปัญหาครอบครัว เบียดบังเวลางานราชการแม้แต่

น้อย แต่กลับทุ่มเทงานอย่างหนัก บางครั้งก็ต้องนอนที่โรงเรียน บางครั้งก็ต้องออกนอก

สถานที่ แต่ก็สู้ไม่เคยถอย

        บ้านพักครูหลังซอมซ่อ ไม้เก่า ๆ ผุ ๆ ตั้งอยู่กลางสวนมะพร้าว เป็นที่อยู่

ของ "หญิงเหล็ก" กับลูกชายวัยเตาะแตะ ที่อพยพมาจากต่างถิ่น  แม้ว่าจะเป็น

บ้านเก่า ๆ ผุ ๆ แต่ก็ยังดีกว่าหลังเดิมมากนัก  อย่างน้อยก็มีไฟฟ้า น้ำประปา  ซึ่ง

เป็นสิ่งที่บ้านหลังที่ "หญิงเหล็ก" ย้ายจากมาไม่มี

        ผลการตรวจครรภ์ครั้งสุดท้าย คุณหมอบอกว่า วันที่ 11 ธันวาคม 2541

คือกำหนดคลอด แม้จะแกร่งแค่ไหน ก็มิอาจเสี่ยงอยู่ตามลำพังกับลูกน้อยซึ่งยัง

คงเป็นภาระที่หนักอึ้ง "หญิงเหล็ก" ตัดสินใจลาคลอดก่อนกำหนดหนึ่งสัปดาห์

เพื่อไปอยู่กับครอบครัวของน้องสาว

         คืนวันที่ 5 ธันวาคม 2541 หลังจากเฝ้าติดตามงานวันพ่อ  เฝ้ามองพ่อทาง

จอโทรทัศน์ ก็เข้านอนตามปกติ "หญิงเหล็ก" รู้สึกตัวอีกครั้งประมาณสี่นาฬิกา

ตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ เพราะพบว่าตัวเองนอนจมกองเลือด ความตกใจทำให้

เดินจากห้องนอนไปเข้าห้องน้ำ หันกลับมาพบว่า เลือดไหลไปเป็นทาง พอตั้งสติ

ได้ก็ร้องเรียกน้องสาว รีบเดินทางไปโรงพยาบาล ปรึกษากันว่า ถ้าไม่ไหวจริง ๆ

ก็ไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด แต่ในที่สุด เราก็สามารถเดินทางไปถึงโรงพยาบาล

ประจำจังหวัดที่ฝากครรภ์ไว้

        เมื่อเข้าห้องตรวจ คุณหมอแจ้งให้ทราบว่า ต้องผ่าตัดโดยด่วน มิเช่นนั้นจะ

เป็นอันตราย คุณหมอเจ้าของไข้ที่ฝากครรภ์ไว้ไม่อยู่  หมอเวรจึงทำหน้าที่ผ่าตัด

ในวันนั้น (เช้าวันที่ 6 ธันวาคม 2541) ก่อนเข้าห้องผ่าตัดคุณหมอบอกว่า ลูกใน

ท้องเป็นผู้หญิง ฉันดีใจมาก เพราะลูกคนแรกเป็นผู้ชาย จึงอยากได้ลูกผู้หญิง

เป็นธรรมดา

        ฉันไม่รู้ว่าฉันหลับไปนานแค่ไหน ตื่นขึ้นมาก็เห็นลูกนอนอยู่ใกล้ ๆ น้อง

สาวกระซิบบอกว่า "หลานเป็นผู้ชาย" ค่ะ  ตอนนั้นฉันร้องไห้ บอกไม่ถูกว่าร้องไห้

ทำไม

 

          ทารกน้อยผิวขาวจั๊วะ ในวันนั้น คือน้อง "ต้นกล้า" ในวันนี้ ที่เจริญเติบโต

ครบ 12 ปีพอดี ปีนี้จึงเป็นปีที่พิเศษ น้องต้นกล้าบอกว่าอยากไปเที่ยว  เราสอง

คนแม่ลูกจึงชวนกันไปเที่ยว "ซาฟารีเวิลด์" ปกติไปไหนก็จะไปกันสามคนแม่ลูก

แต่ครั้งนี้น้อง "ต้นน้ำ" ขอตัว เนื่องจากเคยไปกับเพื่อน ๆ มาครั้งหนึ่งแล้ว  และมี

กำหนดการที่จะไปเที่ยวเชียงใหม่ในอีกไม่กี่วันที่จะถึง

          แน่นอนฉันและน้องต้นกล้า มิอาจไปตามลำพังได้ ถ้าไม่มีผู้อนุเคราะห์เป็น

ธุระในเรื่องของพาหนะการเดินทาง ซึ่งฉันรู้สึกขอบพระคุณเป็นอย่างสูง แต่ท่าน

ไม่ประสงค์จะออกนาม (สมาชิกท่านหนึ่งของ gotoknow นี่แหละค่ะ)

 

         ประสบการณ์การไปเที่ยวสวนสัตว์แต่ละครั้ง  เรามักจะเดินดูสัตว์ต่าง ๆ

ที่อยู่ในกรง หรืออยู่ในอาณาเขตแคบ ๆ ของเขา แต่สำหรับที่ซาฟารีเวิลด์ ฉัน

กลับมีความรู้สึกว่า ฉันและน้องต้นกล้าต้องอยู่ในกรงแทน เพียงแต่เป็นกรง

เคลื่อนที่  เคลื่อนตัวไปชมสัตว์ต่าง ๆ ในดินแดนของเขา เท่ากับเราคือผู้ละเมิด

เพราะสัตว์ทุกตัวมีความเป็นอยู่ที่เป็นธรรมชาติที่สุด ตลอดระยะทางจะมีป้าย

เตือนไม่ให้เปิดประตูหรือหน้าต่างรถโดยเด็ดขาด แม้แต่ถนนที่เราใช้ ก็เป็นสิทธิ

อันชอบธรรมของสัตว์ทั้งหลาย เราต้องเป็นฝ่ายแตะเบรกและหลบทางให้พวกเขา

ค่ะ ถ้าเราชนสัตว์เหล่านั้นตายถือว่าเป็นความผิดค่ะ

         จบจากการขับรถดูสัตว์ต่าง ๆ ก็เข้าไปดูโชว์หลายรายการ  ที่ชอบมากที่

สุดก็เห็นจะเป็นการโชว์ของเจ้าปลาโลมา  แต่ก็ชอบทุกรายการโชว์ค่ะ  ไม่ชอบ

ใจอยู่อย่างเดียวคืออาหารขายแพงมาก ๆ ค่ะ  น้ำเปล่าที่เคยซื้อขวดละ 6 บาท ก็

ต้องซื้อในราคา 20 บาท ทุกอย่างแพงเกือบ 3 เท่าตัว แต่ก็น่าเห็นใจ เมื่อคิดถึง

ว่า บริษัทจะต้องรับภาระเลี้ยงดูสัตว์ เป็นแสน ๆ ตัว

         ฉันและลูกมีความสุขกับการชมสัตว์ในครั้งนี้มากถึงมากที่สุด ต้องขอกราบ

ขอบพระคุณผู้อุปการะคุณที่ไม่ประสงค์จะออกนาม 

รู้สึกเป็นปลื้มและประทับใจมิรู้ลืม ขอบพระคุณจริง ๆ ค่ะ