ขณะที่พระเณรองค์อื่นกลับกุฏิิไปแล้ว เณรพนมมือถามหลวง่พออย่างน้อมน้อม

จิตปราศจากธุลี-2

โสภณ เปียสนิท

...........................    

 

                              หลังการสวดมนต์ทำวัตรเย็นวันหนึ่ง ขณะที่พระเณรองค์อื่นกลับกุฏิไปแล้ว เณรพนมมือถามหลวงพ่ออย่างนอบน้อม เหมือนทุกครั้งว่า “จิตปราศจากธุลีหมายถึงอะไร” หลวงพ่อมองหน้าเณร รู้ได้ทันทีว่า ปัญหานี้มีผู้ฝากถามมา “เหตุใดจึงถามเช่นนี้เล่าเณร” เณรแสดงสีหน้าลังเล “เมื่อวันวาน ราวสองทุ่มเศษ มีคนแก่ชุดขาวเกล้ามวยผม เดินมาจากหน้าวัด ถึงกุฏิก็ถามปัญหานี้ ผมไม่ค่อยมั่นใจจึงบอกว่าจะถามหลวงพ่อก่อนครับ”

 

                               หลวงพ่อยิ้มน้อยๆ “ไม่ยากหรอกเณร หมายถึงนิพพาน” เณรนึกหน้าลุงคนถามปัญหาทันทีและคิด “แสดงว่าลุง เป็นคนที่ศึกษาธรรมอย่างลึกซึ้ง” หลวงพ่อกล่าวเรื่อยๆ เหมือนเห็นเป็นธรรมดา “ใช่ แก่อยู่ไกลนะ โน่น บนถ้ำที่ภูเขาโน่น” หลวงพ่อชี้มือไปที่ถ้ำกินรี หมู่เขาด้านทิศเหนือของหมู่บ้าน ทุกคืนวันพระ 15 ค่ำชาวบ้านมักได้ยินเสียงปี่พาทย์ระนาดฆ้องล่องลอยมาประจำ

 

                หลวงพ่อมีสีหน้าพอใจที่สามเณรปฏิบัติก้าวหน้ามากขึ้น จิตที่สงบนิ่งย่อมรู้เห็นสิ่งที่ตาของคนธรรมดามองไม่เห็น  ท่านกล่าวสอนต่อ “ใบบัวไม่ติดน้ำ แม้น้ำกลิ้งบนใบบัว จิตไม่ติดธุลีแม้คลุกเคล้าอยู่กับธุลี หากจิตนั้นฝึกดีแล้ว” “ธุลีคือ...” เณรกล่าวถาม “ธุลีคือฝุ่น เปรียบฝุ่น หรือ ธุลีเหมือนกิเลส โลกนี้มีสิ่งที่เย้ายวนคือกิเลสมากมาย แต่จิตของผู้ถึงพระนิพพานย่อมไม่มีฝุ่นธุลีใดเกาะ” “จิตปราศธุลีคือจิตที่ไม่มีฝุ่น” “ใช่แล้วเณร จิตปราศจากธุลีคือจิตไม่มีกิเลส” เณรมีสีหน้างงนิดหน่อย “คนทั่วไปมองว่านิพพานหมดไปแล้ว หลังพระพุทธองค์ปรินิพพาน” “เณรเชื่ออย่างนั้นด้วยหรือไม่” หลวงพ่อไม่ตอบ แต่ถามกลับ “ผมยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง” “เดินมาได้ครึ่งทางแล้ว” “อย่างไรครับหลวงพ่อ” หลวงพ่อมองเณรน้อยอย่างมีเมตตา “การที่เณรตั้งใจศึกษาหาความรู้ทางธรรม และปฏิบัติตามธรรมที่เรียนรู้ เปรียบเหมือนการเดินทางสู่ปลายทางคือ พระนิพพาน ความเชื่อของเณรอยู่ตรงกลาง หมายถึงว่าเดินมาครึ่งทางแล้ว ต่อไปขอให้ขยันเดินต่อ”