วันนี้ ดร. ป๊อป แวะไปปรับโปรแกรมการพัฒนาเด็ก Albinism หลังจากทราบผลการตรวจประเมิน DDST (Denver Developmental Screening Test) จากกุมารแพทย์ว่า เด็กอายุพัฒนาการช้า จากอายุจริง 14 เดือน มีความสามารถทางพัฒนาการเทียบเท่าอายุ 8-9 เดือน และมีเส้นรอบวงศรีษะต่ำกว่าเกณฑ์ปกติหลังช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่ช่วง 3-6 เดือนมีเกณฑ์ดีขึ้นเท่าปกติ (คุณพ่อคุณแม่กรณีศึกษาและคุณหมอสังเกตว่า อาจเป็นเพราะการกระตุ้นของ ดร. ป๊อป ในการพัฒนาการบูรณาการระบบประสาท หรือ Sensory Integration/SI ที่มีความถี่และความหนักที่เหมาะสม)...แต่อย่างไรก็ตาม ดร. ป๊อป อาจต้องทบทวนความรู้เรื่อง Head Circumference & Brain Processing Development ต่อไป
ดร. ป๊อป ก็ได้เรียนรู้ว่า การลดโปรแกรม SI นั้นอาจเร็วเกินไปในช่วง 10 เดือน ด้วยเหตุผลของการมุ่งจัดกิจกรรมบำบัดเพื่อฝึกทักษะการสื่อสาร ทักษะการเล่น ทักษะการรับรู้ และทักษะการกินอาหาร และดร.ป๊อป ได้เห็นข้อดีของการทำงานประสานกันเป็นทีมระหว่างกุมารแพทย์ นักกิจกรรมบำบัด และผู้ปกครอง เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลที่ทันสมัยขึ้น
ดร.ป๊อป ได้ตรวจประเมินความสามารถและความสุขในการทำกิจกรรมการเล่นในและนอกบ้านของกรณีศึกษานี้ และพบว่า น้องยังเล่นและเรียนรู้อย่างไม่มีเป้าหมาย ไม่รู้ความหมาย และยังคงเรียกร้องตั้งเงื่อนไขให้ผู้ปกครองและพี่เลี้ยงคอยช่วยเหลือในการเกาะเดิน จับของเล่น และการทำกิจกรรมที่ต้องใช้การรับรู้จากสัมผัส-ตา-เคลื่อนไหวพร้อมกัน (Tacitle Visual Kinesthetic Integration)
ดังนั้น ดร. ป๊อป จึงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึงการพัฒนาเด็กแบบกิจกรรมบำบัดสำหรับทักษะการบูรณาการระบบประสาท (SI Skills) ในช่วง 6 เดือนแรก ซึ่งตามหลักการวิจัยที่ผ่านมาของ ดร. ป๊อป ควรประกอบด้วย 5 ฐานกิจกรรม จะเห็นประสิทธิผลใน 6 สัปดาห์ๆ 5 ครั้งๆ ละ 45 นาที แต่ในทางปฏิบัติที่บ้านกรณีศึกษา ลองคลิกอ่านที่ http://gotoknow.org/blog/otpop/401911 และ Link การจัดกิจกรรมบำบัดที่ผ่านมาด้วยหลักการ Sensory Modulation (SM) แทนเพื่อกระตุ้น/ยับยั้งระบบประสาทการรับความรู้สึกหนึ่งๆ เพราะกรณีศึกษายังขาดประสบการณ์การมองเห็น การทรงท่า การได้ยิน การสัมผัส การรู้ตำแหน่งข้อต่อ ในระดับที่เหมาะสม ก่อนที่จะประเมินผลในการพัฒนา SI Skills ต่อไป ของกรณีศึกษานี้ ในช่วง 6 เดือนแรกหลังคลอดถึง 6 ขวบแรก ที่เริ่ม Block of Learning (Geraldine, T., 1986) จาก...
ระดับ 1 Righting & equilibrium reaction (การพัฒนาช้า 50%), Postural reflexes (ดีปกติ), Tactile-proprioceptive-vestibular skills (ดี 50%)
ระดับ 2 Body scheme image (การพัฒนาช้า 50%), Gross motor planning (การพัฒนาช้า 50%), Integration two sides body bilateral skills (การพัฒนาช้า 50%)
ระดับ 3 More discriminative tactile-visual-kinesthetic-spatial perception (การพัฒนาช้า 50%), Fine motor planning - laterality (การพัฒนาช้า 50%)
ระดับ 4 Reading, Writing, Number skills (Conceptualization) (การพัฒนาช้า 100%) ใน 6 ขวบปีแรกที่มีการพัฒนาจากระดับ 1-3 โดยเหมาะสม
กิจกรรมการพัฒนา SI Skills ข้างต้นนั้น ต้องพัฒนาโดยสร้างสรรค์แบบวิเคราะห์สังเคราะห์ขั้นตอนของการทำกิจกรรมใดๆ ที่มีความหมายและมีเป้าหมายในการดำเนินชีวิตของการเล่นและการเรียนรู้ของกรณีศึกษา ทั้งนี้ ดร. ป๊อป ใช้เวลานาน 2 ชม. ในการสาธิตและการอธิบายหลักการทางกิจกรรมบำบัดให้ผู้ปกครองและพี่เลี้ยงเข้าใจและนำไปฝึกกรณีศึกษาต่อไป ด้วยความถี่ 3 ฐานกิจกรรมในห้องมืดและเปิดเพลงจังหวะสนุกสนาน ฐานละ 5 นาที รวม 15 นาทีต่อครั้ง ทำ 3 ครั้งต่อวัน (เช้าหลังตื่นนอน บ่ายหลังตื่นนอน และตอนห้าโมงเย็นก่อนเข้านอน 1-2 ชม.) ซึ่งกิจกรรมที่จัดไว้ เช่น มองดูไฟกระพริบ 10-30 วินาที แล้วจับสะโพกน้องเต้นขยับไปมาไปหยุดมองดูไฟกระพริบที่อื่นๆ อีก 10-30 วินาที สลับกับนั่งมองไฟกระพริบบนที่หมุน แล้วจับหมุนตัวไปรอบๆ อีก 10-30 วินาที รวมๆ ทั้งหมดให้หลอกล่อเล่นเรียนไปมาใน 5 นาที ตามด้วยฐานคลานและกลิ้งตัวผ่านหมอนหรืออุปกรณ์นิ่มวางให้น้องต้องใช้ความสามารถทางร่างกายข้ามอุปกรณ์นั้นๆ ไปมาบนพื้นยาง นาน 5 นาที ต่อด้วยการปูพื้นยางให้นิ่ม จับน้องนอนบนผ้าหนาใหญ่ที่ผู้ดูแลและผู้ปกครองช่วยกันจับปลายผ้าทั้ง 4 มุมให้ตึงและหย่อนไปทีละข้าง เพื่อให้เด็กกลิ้งหมุนตัวไปมาบนผ้า รวมอีก 5 นาที หยุดพักบ้าง หรืออุ้มเด็กบ้าง เท่าที่จำเป็น
กิจกรรมบำบัดอีกหนึ่งรูปแบบ คือ การจัดความถี่ 3-4 ฐานกิจกรรมของเล่นและเรียนรู้นอกบ้าน รวมฐานละ 1 นาที รวม 5 นาที จากนั้นเดินสำรวจธรรมชาติตอนเช้าและเย็น ที่แดดไม่จัด เพราะจะไม่รบกวนการรับแสงบนจอตาเลือนลางของน้อง กิจกรรมต่างๆ ทำให้มีความหมายมากขึ้นจากเดิมที่เดินเล่นเฉยๆ เช่น เดินข้ามหิน ไม้ สนามหญ้า และบันได ก็ปรับมาเป็นเล่นข้ามไม้หลายทิศทาง มีการหยุดเดิน หยิบของเล่นจากจุดหนึ่ง แล้วเดินข้ามไม้หรือทางต่างระดับ ไปวางใส่ตามช่องรูปทรง แล้วเดินขึ้นบันได 3 ขั้น พร้อมจับราวเดินลงด้านข้าง เป็นต้น นอกจากนี้อาจหากะบะทราย เล่นก่อทราย เป็นรูปร่างต่างๆ หยิบจับก้อนหินหรือของเล่นผิวสัมผัสต่างๆ ที่ซ่อนในทราย หรือหาพลาสติกยางวงกลมที่จัดเป็นสระน้ำนอกบ้าน เล่นของเล่นที่ใช้เส่นกับเรียนรู้ในน้ำได้
ระหว่างวันให้ผู้ปกครองและผู้ดูแล นำของเล่นที่เลือกไปด้วยความหมายของของเล่น 2 รูปแบบ ได้แก่ ของเล่นและเรียนรู้การใช้สองมือ-การได้ยินเสียง-การมองเห็นแสงกระพริบ กับ ของเล่นและเรียนรู้การเคลื่อนไหวร่างกาย (เดิน-นั่ง-ใช้แขนสลับขา)-การเคาะเสียงด้วยแขน-ขา-การมองเห็น/การฟังเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งจากหนังสือนิทาน โดยจัดการกิจกรรมบำบัดสลับของเล่นทั้ง 2 รูปแบบ ที่ไม่ซ้ำกัน และทำการสอนบนโต๊ะเก้าอี้นักเรียน และ/หรือ ทำการสอนบนที่นั่งเก้าอี้-พื้นยาง ให้นานอย่างน้อย 1-2 นาที ตามระดับความสามารถในการจดจ่อสิ่งใดๆ ด้วยความสนใจและมีสมาธิตามวัย จากนั้น ดร. ป๊อป ได้ฝากการบ้านให้ผู้ปกครองลองพยายามวิเคราะห์และสังเคราะห์วิธีการสอนและการพัฒนาทักษะการเล่นกับทักษะการเรียนรู้จากของเล่นหนึ่งชิ้นให้ได้อย่างน้อย 5 ขั้นตอน เพื่อบันทึกเป็นเมนู/พจนานุกรมกิจกรรมบำบัดต่อไป และเน้นการเรียนรู้ทิศทาง ตำแหน่งอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย แล้วเปรียบเทียบข้อมูลกับของเล่น/คน แบบสองมิติ (กว้างXยาว) และแบบสามมิติ (กว้างXยาวXลึก)
สำหรับการฝึกทักษะชีวิตอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเล่นและการเรียนรู้โดยธรรมชาติ เช่น การฝึกหยิบจับช้อนส้อมทานอาหาร การฝึกสำรวจสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติแล้วมีการป้อนข้อมูลกริยา+คำนามหนึ่ง-สองคำบ้างซ้ำๆ และการฝึกเล่น/เรียนรู้กับกลุ่มเพื่อนวัยเดียวกัน/กลุ่มผู้ดูแลที่ทำตัวให้อยู่ในวัยเดียวกับน้อง ทั้งนี้หลักการง่ายๆ คือ ทำให้เด็กดู ช่วยจับมือเด็กทำอย่างน้อย 3 ครั้ง และบอกให้เด็กทำ
นอกจากนี้ ดร. ป๊อป ได้ให้คำปรึกษากิจกรรมบำบัดจิตสังคมเพื่อทบทวนความมั่นใจและความสำนึกแรงบันดาลใจในการเตรียมความพร้อมของผู้ปกครองสู่ลูกให้มีการพัฒนาใน 6 ปีแรก (ติดตามความก้าวหน้าทุกเดือน) และช่วง 12 ปีแรก ในการพัฒนาความเป็นพลเมืองดี มีน้ำใจ มีแรงจูงใจ/แรงบันดาลใจในการเป็นคนดี ช่วยเหลือผู้อื่น เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมบำบัดในขอบเขตการเล่นและการเรียนควรนำมาประยุกต์สู่การเรียนรู้คุณธรรมผ่านวงจรการให้รางวัลและระบบเซลล์กระจกเงาในสมองของเด็กต่อไป
ขอบคุณครับคุณโรงเรียนพ่อแม่
ให้เด็กคลานกันไปหาเป้าหมาย เช่น หาพ่อแม่ที่เส้นชัย หาของเล่นที่ชอบ จะดีกว่าคลานแข่งกันกัน เพราะเด็กวัย 6-9 เดือนจะเล่นแบบต่างคนต่างเล่น และมองเลียนแบบกันบ้าง แต่ไม่ควรให้เรียนรู้แข่งขันกัน นอกจากโตขึ้นแล้วเล่นกีฬาที่รู้แพ้รู้ชนะรู้อภัยจะดีกว่าครับ ดังนั้นการหาอุปสรรคขวางทางในการคลานของเด็กก็จะกระตุ้นให้คิดและตัดสินใจเคลื่อนไหวได้ดีครับ ไม่ถือว่าโหดกับเด็ก แต่ฝึกให้ชนะอุปสรรคตั้งแต่เล็กครับผม
ในเด็ก 1 ปี ไม่ควรให้เดินแข่งขันกัน ควรเล่นกีฬาหรือเกมส์ที่มีความหมายมากกว่าเดินเฉยๆ เช่น เดินเล่นเก้าอี้ดนตรี แล้วให้คะแนนทุกคนที่นั่งเก้าอี้ไม่ได้ เดินเก็บของให้เสร็จเร็วที่สุดในแต่ละคนและให้รางวัลทุกคน
ในเด็ก 1.5 ปี ควรฝึกให้ช่วยเตรียมอาหารกับพ่อแม่ แล้วจัดโต๊ะทานกับพ่อแม่ คอยสังเกตลักษณะการทานอาหารแบบผู้ใหญ่ของพ่อแม่ จะดีและมีความหมายที่เป็นจริงตามการพัฒนาเด็กมากกว่าให้เด็กป้อนข้าวคุณพ่อคุณแม่
ในเด็ก 2 ขวบ ให้แปรงฟันและแต่งตัว แบบไม่แข่งขันกับเด็กคนอื่น แต่ให้แข่งขันกับเวลาที่กำหนดใน 5 นาที ให้ดาวถ้าเสร็จในเวลา และให้โอกาสอีก 1-2 ครั้ง ในการฝึกกับเวลาที่กำหนด พร้อมให้ความช่วยเหลือบ้าง เด็กจะได้มีกำลังใจและภาคภูมิใจอย่างสมเหตุสมผล ซึ่งดีกว่าการแข่งขันในกิจกรรมส่วนบุคคลมากเกินความเหมาะสม
กิจกรรมวิ่งเปรี้ยวครอบครัวดูน่าสนใจครับ อาจคัดเลือกคู่วิ่งที่อายุไม่ต่างกันมาก จะได้ไม่มีการได้เปรียบเสียเปรียบ หากอายุมากแล้ววิ่งไม่ทันอายุน้อยนะครับ
ยินดีครับในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กิจกรรมบำบัดเพื่อการพัฒนาเด็ก
เห็นด้วยครับกับกิจกรรมต่างๆ ที่ไม่เน้นการประกวด/แข่งขันกัน และสร้างการเป็นพลเมืองที่ดี
ขอบคุณครับคุณยงยศ
ขอบคุณการทดลองกิจกรรมสำหรับเด็กและครอบครัวที่มีความสุขจากคุณโรงเรียนพ่อแม่ คลิกดูที่ http://gotoknow.org/blog/parentalschool/418939