โรงเรียนวัดท่าน้ำตื่้นตั้งอยู่ริมตลิ่งแม่น้ำแควใหญ่ เมืองกาญจนบุรี

จิตปราศจากธุลี-1

โสภณ เปียสนิท

...........................  

 

            โรงเรียนวัดท่าน้ำตื้นตั้งอยู่ริมตลิ่งแม่น้ำแควใหญ่ เมืองกาญจนบุรี เมื่อน้ำหลากมากระทบตลิ่งจมลงน้ำหายไปเรื่อยๆ หลายปีเข้าพื้นดินหลังโรงเรียนหดหายไปกับสายน้ำไหล ครูใหญ่บุญชูประชุมชาวบ้านหาทางแก้ไขป้องกันตลิ่งพัง โดยนำหินมาทิ้งลงตลิ่งชันไปเรื่อยๆ  จำไม่ได้ว่ามีการทิ้งหินลงไปจำนวนกี่คันรถ แต่ที่รู้คือ พื้นที่หลังโรงเรียนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

 

                เณรวิเชียรชอบมายืนดูสายน้ำไหลตรงหลังโรงเรียน เพราะมองเห็นสายน้ำหลากเอ่อท้นสีขุ่นคล้ายสีปูนในหน้าฝน สีมรกตแก่จัดในหน้าแล้ง ทั้งด้านเหนือน้ำและใต้น้ำ เพราะจุดหลังโรงเรียนนั้นอยู่จุดกึ่งกลางโค้งหักศอกพอดี มองทิศตะวันตกเห็นน้ำไหลตรงรี่เข้ามาที่มุมเหมือนจะพุ่งชนคนที่ยืนอยู่บนตลิ่ง ให้ความรู้ว่า ชีวิตแม้ยืนอยู่กับที่ยังมีสิ่งต่างๆ วิ่งมาหาไม่ขาดสาย มองทิศตะวันออก เห็นสายน้ำแล่นลิ่วจากไป เหมือนหนึ่งว่าชีวิต พานพบหลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งชอบไม่ชอบ ทั้งคนสัตว์สิ่งของ ในที่สุดแล้วก็จากไปหมด เณรคำนึงถึงคำเก่าที่ว่า “เวลาไม่คงที่ วารีไม่คอยใคร รถเมล์ และเรือไฟ ก็ย่อมไปตามเวลา” ชีวิตก็เป็นเช่นนั้น

 

                บ้านฝาไม้ขัดแตะหลังคามุงจากขนาดกะทัดรัดที่เณรวิเชียรอาศัยอยู่กับครอบครัว พ่อแม่และน้องสาวอีกสองคน อยู่ใต้น้ำห่างออกไปเกือบ 1 กิโลเมตร สมัยเป็นนักเรียน เณรเดินผ่านวัดท่าน้ำตื้นก่อนที่จะถึงโรงเรียน หลวงพ่อที่วัดมักเรียกให้แวะเอาขนมไปกินที่โรงเรียนเสมอ  เด็กชายวิเชียรสมัยนั้นใกล้ชิดหลวงพ่อ ติดวัด อยากไปวัด อยากอยู่วัด มักสนใจอ่านหนังสือที่วัด ชอบคุยกับหลวงพ่อ ชอบชีวิตสงบแบบพระเณร มักขอพ่อแม่บวชเณรบ่อยครั้ง จนในที่สุดจบชั้นประถม4 จึงสมหวังบวชเณรศึกษาเล่าเรียนมากว่า 5 ปี

 

                เณรศึกษาปริยัติธรรมอย่างจริงจัง รู้แล้วนำมาปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด และได้รับผล ปฏิเวธธรรมตามลำดับ ระหว่างเวลาที่ผันผ่าน เณรอาศัยหลวงพ่อช่วยชี้แนะตลอดเวลา หลังการศึกษาและปฏิบัติ มีคำถามมากมายเกิดขึ้นในใจ จึงขยันหมั่นถามหลวงพ่อ แม้หลวงพ่อชอบเณร ที่มักสอบถามหลักการอยู่เสมอ เพราะทำให้ท่านรู้ว่า เณรก้าวหน้าทางธรรมไม่น้อย