บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนแบบร่วมมือ ที่เน้นทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ เรื่อง ตรรกศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่4 2) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ตรรกศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยร้อยละ 70 ขึ้นไป และนักเรียนจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตั้งแต่ร้อยละ 70 ขึ้นไป กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนขอนแก่นพัฒนศึกษา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ประจำภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองปฏิบัติการ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนแบบร่วมมือ ที่เน้นทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ เรื่อง ตรรกศาสตร์ ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น จำนวน 20 แผน 2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลและการสะท้อนผลการปฏิบัติ ได้แก่ แบบสังเกตพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนของนักเรียน แบบบันทึกผลหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบสัมภาษณ์ผู้เรียน แบบทดสอบท้ายวงจร ใบกิจกรรม แบบฝึกทักษะ 3) เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง ตรรกศาสตร์ รูปแบบการเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ จำนวน 3 วงจรปฏิบัติการ ซึ่งมี
ขั้นตอน 4 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นวางแผน เป็นการศึกษาสภาพปัญหา เอกสาร งานที่เกี่ยวข้อง และสร้างเครื่องมือ 2) ขั้นปฏิบัติการ เป็นการดำเนินการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างและพัฒนาขึ้น 3) ขั้นสังเกตการณ์ เป็นการใช้เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการปฏิบัติการ 4) ขั้นสะท้อนผลการปฏิบัติ
เป็นการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อปรับปรุงพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ และสรุปเป็นความเรียง
ผลการศึกษา
1. ผลการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือที่เน้นทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ เรื่อง ตรรกศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เป็นรูปแบบการสอนที่มีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย
4 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน เป็นการแจ้งผลการเรียนรู้ที่คาดหวังให้นักเรียนทราบ และทบทวนความรู้โดยใช้สื่อการสอนที่หลากหลาย 2) ขั้นพัฒนาทักษะและกระบวนการ โดยผู้ศึกษาจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนแบบร่วมมือ ที่เน้นทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ เพื่อเสนอเนื้อหาใหม่ให้นักเรียนได้เรียนรู้มโนมติ และพัฒนาทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ โดยให้นักเรียนได้คิดและสร้างความรู้ได้ด้วยตนเอง ประกอบด้วย กิจกรรม 6 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 ขั้นแบ่งกลุ่ม โดยครูแบ่งกลุ่มนักเรียนออกเป็น 9 กลุ่ม
กลุ่มละ 4 คน แต่ละกลุ่มจะประกอบด้วยนักเรียนที่มีผลการเรียนเก่ง 1 คน ปานกลาง 2 คนและอ่อน 1 คน ขั้นที่ 2 ขั้นมอบหมายงาน ครูเสนอปัญหาเป็นรายบุคคลให้นักเรียนวิเคราะห์ปัญหา หาแนวทางแก้ปัญหาด้วยตนเอง ขั้นที่ 3 ขั้นผู้เรียนสรุปและสืบค้นเพิ่มเติม นักเรียนศึกษาและปฏิบัติกิจกรรม สรุปผลงานกิจกรรมของตนเองในใบกิจกรรมให้เรียบร้อย ขั้นที่ 4 ขั้นจับคู่-แลกเปลี่ยน สลับคู่แลกเปลี่ยน สมาชิกในกลุ่มที่นั่งติดกันจับคู่กันคิดตามประเด็นในใบกิจกรรม เพื่อตรวจสอบความถูกต้องในเวลาที่กำหนด และสมาชิกในกลุ่มสลับคู่ซึ่งกันและกัน ร่วมกันตรวจสอบประเด็นที่ศึกษาอีกครั้งหนึ่ง ขั้นที่ 5 ขั้นอภิปรายกลุ่ม สมาชิกในกลุ่มทั้งหมดร่วมกันอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อสรุปกิจกรรมเป็นความคิดของกลุ่มเป็นครั้งสุดท้าย ขั้นที่ 6 จัดทำผลงานและส่งงาน สรุปคำตอบที่กลุ่มเห็นว่าเหมาะสมมากที่สุดบันทึกลงในใบกิจกรรม (กลุ่ม) เพื่อเตรียมนำเสนอต่อนักเรียนทั้งชั้น ตัวแทนกลุ่มเตรียมนำเสนอความคิดของกลุ่มต่อหน้าชั้นเรียน 3) ขั้นสรุป ในขั้นนี้นักเรียนจะร่วมกันสรุปมโนมติ หลักการและวิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้องในเรื่องที่เรียน และครูช่วยเสริมสรุปให้ชัดเจนถูกต้องยิ่งขึ้น 4) ขั้นวัดผลเป็นขั้นที่ให้นักเรียนทำแบบฝึกทักษะที่ครูสร้างขึ้น เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง คิดแก้ปัญหาด้วยตนเอง และพัฒนาทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ หลังจากปฏิบัติกิจกรรมครบทั้ง 4 ขั้นตอน เมื่อสิ้นสุดการเรียนในแต่ละวงจรปฏิบัติการ นักเรียนจะได้รับการทดสอบท้ายวงจร ซึ่งในการทดสอบนักเรียนทุกคนต้องใช้ ความสามารถของตนเอง โดยผู้ศึกษาไม่อนุญาตให้นักเรียนปรึกษาหารือหรือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
2. ผลของการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ตรรกศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 พบว่า นักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 74.91 และ มีนักเรียนจำนวน 28 คน คิดเป็นร้อยละ 77.78 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยร้อยละ 70 และนักเรียนจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตั้งแต่ร้อยละ 70 ขึ้นไป ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้
ไม่ได้เป็นครูสอนคณิตศาสตร์ แต่ดีใจทุกครั้งที่เห็นการพัฒนาที่นำไปสู่การสอนเด็กให้เก่งในด้านนี้
ขออนุญาต นำไปใช้ บ้างนะคะ
ขอบพระคุณ คุณครูหยุย (ผู้มีผลงานที่ดีมากมาย) ที่ให้กำลังใจค่ะ
และ ถ้าผลงานมีประโยชน์ต่อบุคคลอื่น เช่น pa daeng ก็จะดีใจและยินดีค่ะ