สวัสดีค่ะพี่น้องผองเพื่อนทุกท่าน  นับวันรอยยิ้มของคนไทยก็เริ่มจืดจางลงนะคะ " ยิ้มสยาม" อาจกลายเป็นแค่ตำนาน หรือเป็นอดีตที่เก็บไว้เล่าขานให้ชนรุ่นหลังฟังเท่านั้น ทุกวันนี้หันหน้ามองคนรอบๆข้างก็จะมีแต่ งาน งาน และงาน ทั้งนั้นเลย 

              ทุกชีวิตต้องทำงาน ต้องต่อสู้และดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด หรือต้องทำไปเพราะเป็นความรับผิดชอบก็แล้วแต่ เมื่อสักครู่ดิฉันดูข่าวเห็นนักดนตรีพิการทางสายตา 4 คนได้รวมกลุ่มกันฝึกซ้อมดนตรีเป็นเวลากว่า 10ปี จนชำนาญและใช้ประกอบอาชีพหาเลี้ยงครอบครัว ดูทุกคนมีความสุข และมีรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง ทำให้ดิฉันนึกถึงรอยยิ้มหนึ่งซึ่งดิฉันจำติดตาอยู่จนทุกวันนี้ นึกถึงทีไรก็มีความสุขทุกครั้งและทำให้ดิฉันยิ้มออกทุกครั้งด้วยเหมือนกัน จนต้องให้ชื่อว่า " รอยยิ้มแห่งปี"เลยทีเดียว 

         คือเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาดิฉันมีเวลาหยุดพักก็เลยให้เวลากับตัวเองโดยการขับรถเล่นเพื่อดูบรรยากาศท้องทุ่งนาในเขต อำเภอบรบือ กุดรัง เชียงยืน กันทรวิชัยและอำเภอเมือง ฯค่ะ ขณะที่ขับรถออกจากเขตอำเภอบรบือ เจอดอกไม้ป่าข้างทางสวยดี ก็เลยจอดรถลงถ่ายรูป ขณะนั้นแดดจ้ามาก ถึงจะมีลมพัดเอื่อยๆแต่ก็ร้อน พอกลับเข้ามานั่งในรถ กำลังจะขับออกไปก็มีรถซาเล้งคันหนึ่งแซงขึ้นมา คนที่เข็นรถมานั้นเป็นชายหนุ่ม ผิวดำแดงรูปร่างสูงโปร่ง อายุประมาณ ยี่สิบต้นๆ ใบหน้าเรียบเฉยไม่แสดงความรู้สึกใดๆ แต่สายตาสอดส่ายมองข้างทางตลอดเวลาเหมือนกำลังหาอะไรอยู่ สักครู่ก็มีชายชรารูปร่างสันทัด ใส่กางเกงขาสั้นตัวเดียว ไม่ใส่เสื้อ มีเพียงหมวกปีกกว้างเก่าๆใบเดียวใส่กันแดด เดินตามมา ความรู้สึกของดิฉันตอนนั้นมันบรรยายไม่ถูกค่ะ สงสารจับใจ ดิฉันค่อยๆขับรถตามไป สักครู่เด็กหนุ่มก็หยุดรถทันที กิริยาอาการแสดงความกระตือรือร้นมาก หยุดรถแล้วก็ชี้ให้ชายชราดูที่พงหญ้าข้างทาง แล้วทั้งสองคนก็รีบลงไปแหวกพงหญ้าดู ก่อนที่พวกเค๊าจะหยิบอะไรขึ้นมาดูดิฉันก็ขับรถไปจอดข้างๆพร้อมกับกล่าวว่า " คุณลุงคะเชิญทางนี้แป๊บหนึ่งค่ะ" คุณลุงก็เงยหน้าขึ้นพอดิฉันพยักหน้าพร้อมกับยิ้มให้ท่านก็เดินมาแต่โดยดี ดิฉันยื่นธนบัตรให้จำนวนหนึ่ง คุณลุงยิ้มกว้างพร้อมกับไหว้ด้วยความนอบน้อม ไหว้แล้วไหว้อีกด้วยมือที่สั่นเทา รอยยิ้มที่จริงใจทั้งใบหน้าและแววตา เป็นยิ้มที่ประทับใจมาก ลูกชายก็ยืนดูด้วยสีหน้ายินดี ผิดกับตอนแรกที่เห็น ทำให้ดิฉันน้ำตาซึม และคิดว่าเงินจำนวนนั้นช่างน้อยนิด ถ้าเทียบกับรอยยิ้มที่คุณลุงทำให้ดิฉันมีความสุขแล้วมันเทียบกันไม่ได้เลย

           ดิฉันได้ถามคุณลุงถึงรายได้แต่ละวันท่านบอกว่า " ได้วันละ 50 - 60 บาทครับ เดี๋ยวนี้คนหาของเก่ามีมากขึ้น ผมไม่ทันเค๊า และตอนนี้บ้านคนมีอันจะกินเค๊าก็ไม่ทิ้งขยะกันแล้ว ส่วนใหญ่จะเก็บไว้ขายเอง" ทำให้ดิฉันนึกถึงตัวเองขึ้นมาที่ทั้งๆที่ไม่ใช่ผู้มีอันจะกินอย่างคุณลุงว่าแต่ก็แยกขยะไว้ขายเอง     เฉพาะอาหารกระป๋องเจ้าเดลเดือนหนึ่งๆก็เยอะพอสมควรเดือนที่แล้วขายได้ 300 บาท ทีนี้ก็มานั่งคิดถ้าจะให้คุณลุงไปรับขยะที่บ้านก็ไกลเกินไปท่านคงเดินไม่ไหวแน่  ก็เลยถามว่า " แล้วเมื่อกี๊เจออะไรคะ " ลูกชายคุณลุงก็ตอบว่า "ขวดเบียร์ครับ" พร้อมกับชูถุงขวดเบียร์ให้ดู  ดิฉันก็นั่งนึก... เออหนอ พวกกินเหล้า กินเบียร์เค๊าก็มีส่วนช่วยคนจนได้เหมือนกันนะ

        เพราะฉะนั้นถ้ามองให้ถ้วนถี่แล้ว ในความไม่ดีก็มีความดีอยู่ในตัวเหมือนกัน อย่าได้เหมารวมว่าคนนั้นดี คนนั้นเลว ถ้าเราเลือกมองแต่ส่วนที่ดีของเขา เราก็จะเจอแต่คนดีๆค่ะ  สุขกาย....สบายใจกันถ้วนหน้านะคะ อย่าลืมทำสมาธิก่อนนอนนะคะ เพื่อให้

    " จิตสงบ ใจสบาย กายเป็นสุข" ค่ะ วันนี้ดิฉันจะนอนหัวค่ำ(ไม่เกินเที่ยงคืน) ค่ะ เพราะพรุ่งนี้ต้องไปร่วมงานมหกรรมสุขภาพที่ขอนแก่น ขอให้มีความสุขทุกๆท่านนะคะ พบกันใหม่เบรคหน้าค่ะ  บาย...ค่ะ

    รถกระป๋องคันนี้แหละค่ะที่ทำให้ดิฉันได้ช่วยเหลือคุณลุง แต่ไม่ใช่ที่นี่นะคะ เพราะวันนั้นไม่กล้าถ่ายรูปคุณลุงค่ะเพราะจะเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล