เมื่อวันที่ ๓ พ.ย. ๕๓ มีคนระดับอธิการบดีถามผมว่า ผมมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่สองหรือไม่

          คำตอบของผมคือ ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปที่เป็นทางการ เพราะผมเชื่อว่า ที่ทำกันอยู่นั้น ผิดทาง   จะไม่ทำให้ผลสัมฤทธิ์ด้านการเรียนรู้ของเด็กดีขึ้น   ความเห็นของผมอาจจะผิด   แต่ผมก็มีความเห็นอย่างบริสุทธิ์ใจ ว่าที่ทำกันอยู่นั้น เป็นการแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่คนในวงการศึกษา มากกว่าหาทางปฏิรูปให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ดีขึ้น

          ในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา ผลสัมฤทธิ์ด้านการศึกษาของไทยลดลง ดังแสดงโดยผลการประเมิน PISA   นั่นคือผลงานของวงการการศึกษาส่วนที่รับผิดชอบระบบและใช้อำนาจ ใช้เงินภาษีของพวกเราเอาไปจัดการการศึกษาของชาติ

          แต่ผมเกี่ยวข้องกับความพยายามปฏิรูปการเรียนรู้ในโรงเรียน โดยขบวนการที่ไม่เป็นทางการ ไม่ใช่สายอำนาจ  กิจกรรมหนึ่งคือโครงการ LLEN ของ สกว.   และอีกขบวนการหนึ่งคือขบวนการครูเพื่อศิษย์ ที่ผมถือว่าเป็น virtual movement หรือขบวนการเสมือน คือไร้ตัวตน   แต่มีกิจกรรมและความมุ่งมั่นร่วม ที่จะดำเนินการหนุนครูเพื่อศิษย์

          เป็นการปฏิรูปจากภายนอกวงการการศึกษาส่วนที่ใช้อำนาจ   เราต้องช่วยกันทำหน้าที่พลเมือง เพื่อสร้างพลเมืองแห่งศตวรรษที่ ๒๑ ให้แก่บ้านเมืองของเรา   ไม่ใช่ปล่อยไว้ในมือของคนในวงการศึกษาโดยสิ้นเชิง

          แต่เราก็ไม่ควรปฏิเสธคนในวงการศึกษาที่เป็นคนดี ทำเพื่อประโยชน์ของการเรียนรู้ของเด็ก อย่างแท้จริงนะครับ

          LLEN ย่อมาจาก Local Learning Enrichment Network  ตีความหมายได้ว่า ต้องการสร้างเครือข่ายหนุนเสริมการเรียนรู้ในพื้นที่   ตีความต่อได้ว่า ต้องการให้ฝ่ายต่างๆ ในพื้นที่รวมตัวกันเป็นเครือข่ายพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กในโรงเรียน   โครงการนี้ใช้มหาวิทยาลัยในพื้นที่เป็นผู้ดำเนินการ   เวลานี้มีทั้งหมด ๑๕ จังหวัด

          แต่ละเครือข่ายจังหวัดมีวิธีการดำเนินการตามที่ตนคิดเอง หรืออาจมาจากการหารือกันภายในเครือข่ายจังหวัดนั้น ซึ่งที่จริงทำเพียงส่วนนิดเดียวของจังหวัด   แต่ก็มีสมาชิกของเครือข่ายมาจากหลายวงการ  โดยผมตีความแนว KM ว่า สมาชิกของเครือข่ายมี ๓ กลุ่ม คือ กลุ่ม “คุณกิจ” กลุ่ม “คุณอำนวย” และกลุ่ม “คุณเอื้อ”

          กลุ่ม “คุณเอื้อ” หมายถึงคนหรือวงการ/องค์กร ที่เข้ามาหนุนเสริม เช่นให้ทรัพยากร ให้กำลังใจ ให้แรงงาน ฯลฯ เพื่อให้ครู/โรงเรียน ดำเนินการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กนักเรียนของตน   สกว. และคณะกรรมการชี้ทิศทางของโครงการ LLEN อยู่ในกลุ่มนี้   และได้เกิดคุณเอื้อในรูปแบบใหม่ๆ เช่น เครือข่ายต้นกล้าปัญญา ของจังหวัดสุราษฎร์ธที่มีคุณภาพ นพ. บรรจบ มานะกุล ผอ. รพ. ทักษิณ เป็นประธาน   มูลนิธิศุภนิมิต (ลำปาง)  บริษัทปูนซีเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด เป็นต้น   ทีมจัดการ LLEN น่าจะได้ส่งเสริมให้มีการรวบรวมถอดบทเรียนเกี่ยวกับการร่วมตัว และการรวมพลัง คุณเอื้อในพื้นที่ ว่าจะดำเนินการอย่างได้ผลและต่อเนื่องได้อย่างไร   โดย “ผล” ที่ว่านั้น คือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของเด็กในพื้นที่

          กลุ่ม “คุณอำนวย” ทำหน้าที่กระตุ้นให้เกิดเครือข่ายในพื้นที่ทั้ง ๓ กลุ่ม   กระตุ้นความเข้มแข็งและกิจกรรมของทั้ง ๓ “คุณ”   ให้ร่วมกันทำงานเพื่อสร้างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของเด็กในพื้นที่   “คุณอำนวย” ในพื้นที่อาจจะไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มที่ทำงานกับ LLEN   อาจจะเป็นกลุ่มที่เขาทำกันอยู่แล้วในพื้นที่   เช่นอาจจะมี node ของ สกว. ท้องถิ่น จับทำเรื่องเกี่ยวกับการเรียนรู้ของครู เพื่อพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น

          เรื่อง “คุณอำนวย” ในพื้นที่ก็เช่นเดียวกัน ทีมจัดการ LLEN น่าจะจัดให้มีการทำวิจัยแบบ quick assessment ว่า จริงๆ แล้ว มีกลุ่มคนที่แสดงบทบาท “คุณอำนวย” ต่อการสร้างเครือข่ายหนุนเสริมการเรียนรู้ในรูปแบบใดบ้าง ในพื้นที่หนึ่งๆ   และจะหาทางทำให้เข้ามาทำงานร่วมมือกันเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งในพื้นที่นั้นๆ ได้อย่างไร 

          กลุ่ม “คุณกิจ” คือตัวครูนั้น ทำกิจกรรมเรียนรู้ใน ๒ ระดับ คือการเรียนรู้ของนักเรียน กับการเรียนรู้ของครู   การเรียนรู้ของครูนั้น มีกระแสขึ้นในโลกว่าต้องใช้หลักการ PLC (Professional Learning Community)   ผมตีความว่า ๘๐% ของการเรียนรู้ของครูต้องทำใน learning mode ในบริบทของการทำหน้าที่ประจำวันของครู   เพียง ๒๐% เท่านั้นที่ควรใช้ training mode คือจัดหลักสูตรฝึกอบรมอย่างที่ใช้กันในโครงการไทยเข้มแข็ง   ผมคิดแบบกวนๆ ว่าโครงการฝึกอบรมครูในโครงการไทยเข้มแข็ง ทำให้ครูไทยไม่เข้มแข็ง   และผมเสียดายเงินภาษีที่ผมเสียไป และเขาเอาไปใช้แบบอีลุ่ยฉุยแฉก

          PLC หมายความว่าครูต้องมีทักษะในการเรียนรู้จากงานประจำวัน   และจะทำได้ไม่ยากหากรวมตัวกันเรียนรู้เป็นกลุ่มหรือเป็นทีม (community)   โดยในยุค ICT กลุ่มหรือทีมนี้อาจอยู่ห่างไกลกันก็ได้   แต่ที่ต้องทำให้ได้คือ โรงเรียนแต่ละแห่งต้องเป็น learning community

          จึงมีการบ้านเสนอทีมจัดการ LLEN (ดร. เจือจันทร์ จงสถิตอยู่) ว่า ควรมีโครงการวิจัย quick assessment หา PLC ในโรงเรียน  และ PLC ข้ามโรงเรียน   เพื่อนำมาหาทางสนับสนุนให้เกิดเป็นวัฒนธรรมใหม่ของโรงเรียน และของครู   ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิรูปการเรียนรู้ของจริง ที่เกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจของครูเอง ไม่ได้เกิดจากคำสั่ง   แต่เกิดจากความมั่นใจในคุณค่าของตน ความมั่นใจในปฏิปทาสร้างคุณค่าของตน ในการทำหน้าที่ “ครูเพื่อศิษย์” สร้างผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ของศิษย์   ไม่ใช่ทำเพื่อเอาใจจ้าวนายหรือนักการเมือง   

 

 

วิจารณ์ พานิช
๗ พ.ย. ๕๓