การเดินทางไปสู่แหล่งความรู้ :

          ครั้งแรกที่ได้ทราบว่ามีการจัดงานมหกรรมการจัดการความรู้แห่งชาติ  ครั้งที่ ๕  รู้สึกตื่นเต้นและดีใจมาก  จึงได้ชักชวนและนัดหมายกับกระแตมาตายี  แล้วในที่สุดฉันเป็นฝ่ายบอกเลิกนัด  เพราะไม่มีคนเฝ้าบ้านเนื่องจากเด็กในบ้านไปเข้าค่ายฯ แต่ก็รู้สึกเสียดายและคิดว่าจะตั้งใจเฝ้าติดตามอ่านจากบันทึกต่าง ๆ

         วันที่ ๒๐  พฤศจิกายน ๒๕๕๓  คุณเอกจตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร โทรศัพท์มาชักชวน  ฉันจึงติดต่อไปยังคุณหนานเกียรติ เพราะอยากมีเพื่อนเพิ่ม  ได้ทราบว่า "กำลังจะมาชวนฉันไปงานฯ อยู่พอดี  ซึ่งน้องทั้งสองอยากให้ฉันไปเปิดหูเปิดตากับเรื่องดี ๆ เสียบ้าง"

          การเปิดหูเปิดตานับว่าเป็นเรื่องดี  หากแต่ฉันได้เปิดใจจะดียิ่งกว่า  เพราะการจัดการความรู้เป็นเรื่องสำคัญของทุกคน และส่งผลไปถึงสังคมอีกด้วย  ฉันจึงตอบตกลงน้องทั้งสองว่าจะเดินทางไปและกลับภายใน ๑ วันคือเลือกเฉพาะวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน เท่านั้น

         ในเวลาที่ค่อนข้างจำกัด  ฉันรีบไปติดต่อซื้อตั๋วเครื่องบินไม่ว่าทางเน็ตและทางหน้าเคาเตอร์  รับแจ้งว่า"ไม่มีที่นั่งว่างทุกไฟล์ระหว่างวันที่ ๒๑ - ๒๓"  อย่างไรฉันต้องจัดการตัวเองให้ได้   จึงไปที่บริษัทรถทัวร์แห่งหนึ่ง  เจ้าหน้าที่คนสวยน่ารักบอกด้วยวาจาอันไพเราะอ่อนหวานว่า "มีเหลือไม่กี่ที่นั่งแล้วค่ะ  และเลือกไม่ได้ด้วยนะคะ"  หมายความว่าฉันยังโชคดีที่ได้เดินทาง

         ขณะที่ฉันไปฝากให้เพื่อนบ้านรดน้ำต้นไม้  น้องออโต้บอกว่า "อยากไปกรุงเทพฯกับป้าคิม"  ฉันลองติดต่อไปที่บริษัทรถทัวร์ทางโทรศัพท์  พนักงานเสียงหวาน  ๆ แต่ไม่ทราบว่าคนเดิมหรือเปล่าแจ้งว่า "คุณต้องรีบมาเพิ่มตั๋วนะคะ  เพราะที่นั่งเหลือน้อยมากแล้ว ไม่เช่นนั้นจะไม่ทัน"  ฉันจึงรีบเหยียบ ๆ โดยเร็วมาก  พนักงานได้เพิ่มตั๋วและที่นั่งให้  พร้อมคำชี้แจงว่า "ดิฉันได้จัดการเปลี่ยนคันรถให้คุณแล้วนะคะ  ตอนแรกคุณนั่งรถคันเบอร์ ๓ แต่วันนี้คุณต้องนั่งคันเบอร์ ๔ ค่ะ"  ฉันและน้องออโต้ได้ออกเดินทางจากพิษณุโลก เวลา ๐๐.๓๐ น. และวันนั้นมีรถทัวร์ออกพร้อมกันในเวลานี้ถึง ๗ คัน

         ฉันเข้าใจว่า "คนพิษณุโลกนิยมนั่งเครื่องบินกันมากขึ้น และสำหรับการขายตั๋วรถทัวร์ล่วงหน้านั้น  คงเป็นกลยุทธ์สำหรับการจัดการ  กับผู้โดยสารของพนักงานขายตั๋ว" นี่แหละความโง่ของฉัน  ย่อมมาก่อนเสมอ  ต่อไปฉันจะไม่ต้องรีบร้อนเช่นนี้อีก

       ฉันและน้องออโต้เดินทางถึงกรุงเทพฯ เวลา ๐๕.๓๐ น. ณ จุดบริการรถแท็กซี่มิเตอร์  ผู้คนหนาแน่นมากคาดว่าคงกลับจากการเยี่ยมบ้านเทศกาลลอยกระทง  วันนั้นมีรถแท็กซี่ให้บริการไม่มาก  พนักงานให้ทุกคนเข้าแถวตามลำดับ  แต่..."เมื่อรถแล่นมาถึงแต่ละคัน  ผู้คนก็แตกแถวกันไปเปิดประตูรถ เหมือนแย่งชิงกันขึ้นรถ  เมื่อคิวของฉันก็โดนคนรข้างหลังตัดหน้าไปถึง ๓ ครั้งฉันไม่รู้สึกโกรธพวกเขาแต่อย่างใด  แต่กลับไปแค้นเคืองสถาบันต่าง ๆ ที่มีส่วนรับผิดชอบในการพัฒนาคนให้เป็นผู้มีระเบียบวินัย เคารพต่อกฏเกณฑ์ของสังคม และคิดว่าพวกเขาคงรีบร้อนไปให้ทันการทำงานในวันจันทร์

        ฉันจึงจูงมือน้องออโต้ออกไปเรียกรถแท็กซี่ด้านนอก  ขณะเดินไปก็ถูกมอเตอร์ไซค์มะรุมมะตุ้ม  บอกเขาไปดี ๆ ว่า "ไม่กล้านั่งมอเตอร์ไซค์  เพราะมีเด็กเล็กมาด้วย และไม่รีบร้อนอะไร"

       มอเตอร์ไซค์รับจ้าง  นับเป็นการให้บริการอย่างหนึ่งสำหรับผู้ที่รีบเร่งและไม่มีสัมภาระมากมาย   ถ้าหากไม่มีการนำเสนออาจจะไม่ได้ลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ  อีกอย่างเขาคงเห็นฉันมีหน้าตาเซ่อซ่าเป็นคนบ้านนอกร้อยเปอร์เซนต์ก็ต้องถูกตามตื้อเป็นธรรมดาเผื่อหมู ๆ แต่ก็เกือบหมู หรือเป็นหมูมาแล้วก็หลายครั้ง

        ฉันเรียกได้แท็กซี่คันหนึ่ง  แต่ผู้ชายคนหนึ่งวิ่งมาตัดหน้าเปิดประตูแท็กซี่เข้าไปนั่ง  แต่ถูกให้ลงมา  แท็กซี่คันนั้นได้ถอยหลังมาหาฉันและพยักหน้าให้ฉันกับน้องออโต้ขึ้นไปนั่ง  คนขับแท็กซี่บอกฉันทันทีว่า  "ผมไม่ชอบครับคนเอารัด เอาเปรียบกัน  คนไม่มีวินัย คนแล้งน้ำใจ" นับว่าฉันมีโอกาสดีที่ได้พบกับคนดี  และเข้าใจว่า "ในสังคมบ้านเรายังมีคนดีอีกมากมาย"  ตัวเลขมิเตอร์บอกว่า ฉันจะต้องจ่ายถึง ๗๙ บาท  "แต่ฉันจ่าย ๑๐๐  บอกว่าตังค์ทอนขอฝากไปเป็นค่าขนมเด็กหญิงและเด็กชายที่บ้านของคุณนะคะ"  และไม่ต้องหาทางกลับรถไปส่งฉันที่ราชวิถี  ฉันสามารถเดินขึ้นสะพานไปได้

         ฉันเชื่อแน่ว่า "คนขับแท็กซี่คันนี้คงมีกำลังใจในการทำมาหากิน  และอาจจะส่งผลให้ไปปฏิบัติดีกับผู้โดยสารอื่น ๆ อีกด้วย"  ถือว่าได้แลกเปลี่ยนและแบ่งปันความรู้ ความคิดเห็นเกี่ยวกับสังคมมาในระหว่างการเดินทางด้วย

         การเดินทางไปหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ครั้งนี้ ฉันถือว่าฉันได้จัดการความรู้ไปตลอดทาง  โดยนำเรื่องเล่ามาเป็นสารสนเทศผ่านบล็อก  เพื่อให้เกิด ความรู้ของตนเอง คนรอบข้าง และเกิดปัญญาในการเล่าการเขียนเป็นการแบ่งปัน

         คุณเอกจตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร  รอเลี้ยงอาหารเช้าอยู่ที่นั่น  และจึงได้ไปที่งานงานมหกรรมการจัดการความรู้แห่งชาติ ที่นั่นฉันได้พบกับผู้คนมากมาย  แต่ฉันคงไม่ได้เข้าไปในงาน  เพราะไม่ได้ลงทะเบียน  นอกจากจะเดินชมด้านนอกและมุมจำหน่ายหนังสือ

        ขณะที่ฉันคอยคุณหนานเกียรติและอาจารย์กวาง  อยู่ด้านนอก บังเอิญคุณโหน่ง สคส. มาพบเข้า  ฉันจึงได้รับความกรุณาให้เข้าไปฟังศาสตราจารย์ ดร.อิคูจิโร โนนากะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการสมัยใหม่และผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการความรู้ระดับโลก โดยฉันได้รับความรู้ผ่านการอ่านข้อความบนจอ เพราะการฟังต้องใช้สมาธิอย่างตั้งใจ

       ทั้งคุณเอกจตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร คุณหนานเกียรติ และบังเอิญคุณโหน่ง สคส. เราได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และได้พบกันมาก่อน เกิดความไว้วางใจกัน และถ่ายทอดความรู้ระหว่างกันและกัน อันเป็นผลมาจากเวทีของการจัดการความรู้เครือข่าย GotoKnow  นอกจากนี้ฉันได้มีโอกาสพบคนสำคัญอีกหลายท่าน  ล้วนประทับใจ

โปรดติดตามในบันทึกต่อไปค่ะ

ออโต้ อยากนั่งนั่ง อยากนอนนอน