มรรคเล่าคับหลวงพ่อ หลวงพ่อขาวกล่าวต่อเหมือนอยากให้หลวงพ่อดำพูดต่อ.....

เห็นอริยสัจจ์-4

โสภณ เปียสนิท

...........................    

 

                                  “มรรคเล่าครับหลวงพ่อ” หลวงพ่อขาวกล่าวต่อเหมือนอยากให้หลวงพ่อดำพูดต่อ “มรรคคือวิธีปฏิบัติเพื่อให้พ้นทุกข์ ซึ่งถือเป็นทางสายกลาง” “คำว่าทางสายกลางผมคุ้นเป็นพิเศษ” “ใช่ มีอยู่ 8 สาย” “อะไรบ้างครับ” “สัมมาทิฏฐิ มีความเห็นชอบ สัมมาสังกัปปะ มีความคิดชอบ สัมมาวาจา เจรจาชอบ สัมมากัมมันตะ ทำการงานชอบ สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ สัมมาวายามะ มีความเพียรชอบ สัมมาสติ มีความระลึกชอบ กับปัจจุบันขณะ สัมมาสมาธิ จิตมีความตั้งมั่น” “ยาวเหมือนกันนะครับ จำยากหน่อย” “ไม่ยากดอก ย่อให้เหลือ 3 ได้” “คืออย่างไรบ้าง” “ศีล คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สมาธิ คือ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ปัญญา คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ” “ก็ยังดูเหมือนยาก” “ย่อให้เหลือแค่หนึ่งจะได้ไม่ยาก” “อะไรครับ” “ความไม่ประมาทไง จิตจ่อดูจิตทั้งวัน” “แหม หลวงพ่อครับพูดเหมือนง่ายเชียว”

 

                              หลวงพ่อดำยังมองแน่วนิ่งไปที่ดวงไฟแดงสองดวงนั่นเหมือนท่านกำลังแผ่เมตตา “หลักพุทธศาสน์ คือหลักวิทยาศาสตร์ ทุกข์คือปัญหา สมุทัยคือเหตุของปัญหา นิโรธคือสิ้นสุดปัญหา มรรคคือทางแก้ปัญหา” หลวงพ่อขาวเสริมว่า “การเกิดแก่เจ็บตายคือทุกข์” “เหตุแห่งทุกข์นั้นคือตัณหา” หลวงพ่อขาวกล่าวว่า “นิโรธคือภาวะหมดสิ้นตัณหา” “ส่วนมรรคคือ หนทางดับตัณหา 8 เส้นทาง” “ผมเอาแค่ 3 ครับ ศีลสมาธิปัญญา” “ผมเดินทางเดียวจิตดูจิต” “ครับผมกำลังเดินตามหลวงพ่ออยู่” “ดี ต่างคนต่างเดิน แต่ไปด้วยกัน”

 

                                  ภิกษุสองรูปต่างลุกขึ้นยืนมองหน้าแทนคำกล่าวลา ต่างรูปต่างรู้หน้าที่ว่าถึงเวลาปฏิบัติธรรมซึ่งเป็นหน้าที่หลักของพระ “พูดน้อย ฉันน้อย นอนน้อย ปฏิบัติธรรมมาก” หลวงพ่อดำหยุดเดินเมื่อมาถึงขอบสระตรงที่เคยมีดวงไฟสองดวงสว่างอยู่พร้อมกล่าวเบาๆ “ขออนุโมทนาที่มาฟังธรรมในวันนี้ ถือว่าได้บุญมากนะ”