ได้ฤกษ์ลงเครื่องดำนา ๑๓-๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๓  หลังจากเพาะกล้าไว้  กล้าอายุได้ ๘ วัน น้ำท่วมใหญ่ พายุดีเปรสชั่นถล่ม น้ำท่วม ถาดกล้าลอยน้ำหายไปร่วม ๗๐ ถาด  เก็บถาดคืนมาได้ประมาณ ๓๐ ถาด  กล้าเหลืออยู่ประมาณ ๑๓๐ ถาด  ในจำนวนนี้มีถาดกล้าที่ไม่สมบูรณ์อยู่ประมาณ ๓๐ ถาด  เนื่องจากน้ำท่วม ต้นกล้างอกไม่สม่ำเสมอ  แต่ก็ฝืนดำไป เพราะว่ารอไม่ได้แล้ว  เดี๋ยวจะหมดฤดูทำนาเพราะทางเข้าออกไม่สะดวก  ดูสภาพถาดกล้าที่เหลือจากวิดีโอนะครับ

           อ้อ !  ลืมบอก  นาที่พูดถึงนี่ไม่ใช่ทรัพย์สินของผมหรอกครับ เป็นที่นาร้างของชาวบ้าน(ลุงผิน-อายุ 80 ปีเศษ) แกทำเองไม่ไหว  ลูกหลานไปอยู่ต่างจังหวัดหมด  เห็นร้างอยู่เป็นสิบๆ ปี เลยขอทำ  ข้างๆ มีที่ว่างอีกหลายเจ้า  จะค่อยๆ ทำวิธีเดียวกันครับ

            เช้าวันเสาร์ ๑๓ พ.ย. ๕๓  ตื่นแต่ตี ๔  เอาเครื่องดำนาออกจากบ้านสู่ทุ่ง ระยะทางประมาณ ๑ ก.ม.  ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๑ ช.ม.  ถึงที่นาก็สว่างพอดี  ระหว่างการเดินทาง พบปัญหาเล็กน้อยเพราะรถดำนาขึ้นคันนาไม่ไหว  ดับตั้ง ๓ ครั้ง  พึ่งมารู้ทีหลังว่าเราใช้เกียร์ผิดเอง  เพราะเราใช้เกียร์เดินทาง เดินเร็ว แต่อัตราทดน้อย รถเลยปีนคันนาไม่ไหว

            ไปถึงที่จัดแจงลงเทือกเลย ที่อยากรู้คือจะดูว่าเครื่องลากตัวเองไหวไหม? หรือว่าต้องออกแรงช่วย  โอ้ ! ไม่ต้องเลย  แรงรถเหลือเฟือ  ทดลองดำดูประมาณ ๑ งาน  ท่าทางจะไม่ไหว เพราะเทือกแข็งไปหน่อย  ไถดะ แปรไว้เมื่อประมาณ ๑ เดือนที่แล้ว  หญ้าเริ่มงอกเขียวพอประมาณแล้ว  ถ้ารอให้ต้นข้าวโต มีหวังหญ้าแซงหน้า  ตัดสินใจพักเครืองดำนาไว้แค่นั้น  เดินลัดทุ่งกลับบ้านกินข้าวกินปลาก่อน  แล้วเอาแทรคเตอร์พร้อมจอบหมุนออกไปอีกรอบ  ทางที่ผ่าน  เจ้าของบ้านที่ผ่านทางเขากั้นรั้วชั่วคราวแล้วเพื่อกันวัวออก  ทุกๆ ปีเราจะเกรงใจไม่กล้าผ่าน  ปีนี้ทำไม่รู้ไม่ชี้ รื้อวัสดุกั้นทางชั่วคราวออก แล้วเอาแทรคเตอร์ผ่านไป  ลงจอบหมุนประมาณ ๓ ชั่วโมง เสร็จประมาณ ๒ ไร่เศษ

             ทดลองดำทั้งที่เทือกใหม่ๆ  พบว่าไม่ค่อยจะดี ดินเหลวไปหน่อย ต้นกล้าปักไม่ติดดิน  พอเครื่องดำนาผ่าน น้ำเป็นคลื่นต้นกล้าลอยซะนี่  ตัดสินใจค่อยว่ากันใหม่วันรุ่งขึ้น(อาทิตย์)  ซึ่งจะต้องแก้ปัญหาเรื่องระดับน้ำสูงประมาณ ๑๐ นิ้วฟุตด้วย

              ไปเจรจากับนายแป๊ะ ขอซื้อเครื่องสูบน้ำที่นายแป๊ะดัดแปลงจากเครื่องเรือหางยาวเก่า เป็นปั้มน้ำแบบหางจุ่มขนาด ๒ นิ้ว  นายแป๊ะยอมขายให้แต่ยังไม่บอกราคา  เช้าวันอาทิตย์  ในขณะที่ชาวบ้านเขาหยุดงานนากันหมด เพราะมีงานทอดกฐินที่วัดโรงวาส วัดประจำหมู่บ้าน  เราต้องดำนาให้เสร็จเสาร์-อาทิตย์นี้  เพราะวันจันทร์ติดประชุมหาดใหญ่ วันอังคาร ๑๖ พ.ย. ๕๓ หยุดรายอฮัจยี (ตรุษอีดิลอัจฮา ของมุสลิม) พุธ ๑๗- ศุกร์ ๑๙ พ.ย. ๕๓ ไปประชุมภูเก็ต  จะต้องเสร็จให้ได้

               จัดแจงสูบน้ำออก  ใช้เวลาประมาณ ๒ ช.ม. น้ำก็แห้ง จึงลงเครื่องดำนา  ดีขึ้นกว่าการดำขณะน้ำมาก  ดำง่ายกว่าตอนทำเทือกใหม่ๆ  เห็นเขาบอกว่าถ้าจะให้ดีต้องทิ้งให้เทือกตกตะกอน ๓ วัน  แต่ผมรอไม่ได้แล้ว  ต้องให้เสร็จ  ต้นกล้าอายุครบ ๒๐ วันในวันอาทิตย์ ๑๔ พ.ย. ถ้าเลยกว่านี้ก็จะเกินอายุที่เขาแนะนำ เห็นว่ารากกล้าจะเหนียวเกินไป

              ช่วงเช้าดำนาเสร็จไปประมาณ๖๐ % กลับไปกินข้าวกลางวัน  รีบมาทำงานต่อ พอเดินกลับถึงนาฝนทำท่าจะตก มีฟ้าร้องฟ้าผ่า  ชักปอด กลับดีกว่า  ไปนั่งโม้อยู่บ้านพี่สาวประมาณชั่วโมงเศษ  ฟ้าเงียบจึงออกไปลุยต่ออีก ๔๐% เสร็จประมาณเกือบทุ่มแน่ะ  มืดแล้วขับแทรคเตอร์กลับบ้าน  กินข้าวกินปลาแล้ว 3 ทุ่ม จึงเดินลัดทุ่งไปเอาเครื่องดำนากลับบ้านอีกรอบ กลับถึงบ้าน 4 ทุ่มพอดี  ต้องล้างขี้โคลนตอนเช้าก่อนไปทำงาน

             ระหว่างเดินตามรถดำนา  ได้ประสบการณ์วิธีเดินตามไม่ให้เหยียบต้นข้าวกล้าที่เครื่องปักดำไว้  คือให้เดินแถวที่ติดกับแถวที่ดำไปแล้วเพื่อประโยชน์ในการเล็งรถดำนาให้เดินตรง  เพราะการไม่ควบคุมทิศทางรถให้ดี  ทำให้ดำยาก  การบีบเบรคเพื่อหมุน/เลี้ยวรถ ทำให้สกีกวาดเทือกทำให้ต้นกล้าเสียหาย   ขณะเดินตาม เพื่อกันเหยียบต้นกล้า ให้ใช้เท้าแตะที่ปลายสกีของเครื่องดำ เพราะตำแหน่งทางเดินของสกี เป็นตำแหน่งระหว่างแถว ทำให้ไม่เหยียบต้นกล้า

             การเลี้ยวประมาณ ๙๐ องศา สามารถดำต่อเนื่องได้ แต่หากจะยูเทอร์น ต้องปลดเกียร์ก่อน เข้าเกียร์ยกรถขึ้น(รถดำนามีลิฟท์ยกตัวเองหนีเทือกได้) แล้วค่อยเลี้ยว  เมื่อเข้าที่แล้วจึงลงลิฟท์+เข้าเกียร์ทำงานปักดำต่อ ถึงตอนนี้เพิ่งรู้ว่าเกียร์ทำงานเป็นเกียร์ที่ต่ำกว่าเกียร์เดินทาง รถช้ากว่าแต่แรงดีกว่า

            คืนนั้นหลับเป็นตายเลย