โรงเรียนที่ฝึกหัดครูที่ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต

อาคารเรียนส่วนมากบนพื้นที่สูงเหล่านี้
ไม่ค่อยได้รับจัดสรร จึงทำให้เกิดการเรียนรู้
ปรับตัวหลายอย่าง เช่นการหางบประมาณจาก
ภายนอกเข้ามาปรับปรุง บางโรงเรียนมีแค่
หลังคามุงใบตองตึง บ้านพักครูก็จะล้มแหล่
มิล้มแหล่ ครูบางคนถึงกับร้องให้ เมื่อเห็นอาคาร
่บางรายเห็นแล้วเดินทางกลับไปสละสิทธิ์ทันที
หลายรายฮึดสู้แล้วก็ได้อาคารดี ๆ ขึ้นอยู่กับโชค
โอกาส และวาสนา ว่ากันว่าแม้โรงเรียนเหล่านั้น
จะโชคดีได้รับการจัดสรรอาคาร แต่ด้วยความ
กันดารจากการเดินทาง ทำให้ไม่มีผู้รับเหมาแม้แต่
รายเดียวเข้ามายื่นซอง ก็ทำให้งบประมาณนั้นตกไปและก็ขาดแคลน
อยู่ต่อไป และที่แน่ ๆ คอนเน็กชั่นระหว่างระบบอุปถัมป์กับโรงเรียนก็
ทำให้งบประมาณหลั่งไหลมาอย่างไม่ขาดสาย แตกต่างจากโรงเรียน
ที่ไม่คอนเน็กกับระบบอุปถัมป์ก็จะกลายเป็นโรงเรียนชายขอบทันที
คือมีอะไรก็อยู่ไปอยู่อย่างนั้น จนถึงวันสุดท้ายที่จะย้ายไป

การปรับตัวเข้ากับชุมชนชาวบ้านคือเป็นสิ่งที่จะทำการเรียนรู้เป็นลำดับ
ต่อมา เพราะโรงเรียนเป็นสถาบันแห่งเดียวที่เด็กจะได้เรียนรู้ โดยมีผู้ปกครอง
สนับสนุนอยู่ ผู้ที่เข้าใจวิธีการสัมพันธ์ชุมชนเป็นอย่างดี ก็จะมีอาหารหลั่งไหล
มาโดยไม่ต้องซื้อหา อาหารป่า อย่างเช่นเก้ง หมูป่า ผักกูด ผักป่า ต่าง ๆ
แม้แต่ข้าวไร่ ก็จะมาเอง ขอเพียงให้ครูนั้นสอนลูกของเขาให้อ่านออกเขียนได้
และอยู่โรงเรียนให้มาก ชุมชนไม่เข้าใจวิถีของการพัฒนาการศึกษาที่ให้ครู
ลงดอยไปอบรม สัมมนา กันบ่อย ๆ ไม่ว่าทำงานกับกลุ่มโรงเรียน ศูนย์เครือข่าย
อบรมกับเขต ชาวบ้านมีความต้องการให้ครูนั้นใช้เวลาอยู่กับเด็กให้มากที่สุด
ดังจะเห็นการสะท้อนสิ่งเหล่านี้ในการประชุมของฝ่ายปกครองที่อำเภอทุกเดือน
ดังที่มีเรื่องตลกที่เล่าเกี่ยวกับการอบรมนี้ว่า ผู้ใหญ่บ้านเสนอกับนายอำเภอว่า
ต้องการครูที่ฉลาด ๆ หน่อย เมื่อไหร่ก็ไปอบรม อบรม 

ความเงียบเหงาของคนต่างถิ่นที่มาอยู่ที่โรงเรียนส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก
การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การรวมกลุ่มกันเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้สำำหรับครู เพราะ
บางอย่างไม่สามารถทำเองได้ ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน การรวมกลุ่มกันทำให้เกิด
ความมั่นใจในการใช้ชีวิตให้เกิดความปลอดภัย เช่น การเดินทางขึ้นลงเป็นกลุ่ม
เป็นคณะ การทำงานวิชาการร่วมกัน การแข่งขันกีฬา ก็พอที่จะทำให้เกิดการ
คลายเหงาสำหรับหนุ่มสาว เป็นแหล่งของการพบปะกัน หลายท่านก็แต่งงานกัน
เพราะการช่วยเหลือซึ่งกัน การพบปะกันบ่อย ๆ มีข้อเสียก็สวนทางกับความต้องการ
ของชุมชนที่ต้องการเวลาให้การเรียนของลูกเขาเหมือนกัน

การเรียนรู้เรื่องอาหารการกิน ทำให้มีการปรับตัวเป็นอย่างมาก โรงเรียนบางแห่ง
กันดารมาก การขึ้นลงลำบากต้องหาอาหารแห้งขึ้นไป รวมทั้งการประกอบอาหาร
ของนักเรียน นักเรียนส่วนใหญ่จึงมีเมนูอาหารกลางวันที่เป็นวัฒนธรรมบนดอย
ได้แก่ แกงเส้นหมี่ปลากระป๋องและใส่ผักตามฤดูกาลลงไป เพราะอาหารแห้งนั้น
เอาขึ้นรถขนส่งแบบขับเคลื่อนสี่ล้อไปครั้งเดียวและมีราคาค่าขนส่งค่อนข้างแพง
การเป็นที่เคารพรักของชุมชน เป็นส่วนหนึ่งที่ไม่ต้องหาอาหาร แต่ถ้าชุมชนไม่
เคารพศรัทธา ก็ต้องปรับตัววิธีอื่นเพื่อปรับเอาทรัพยากรต่าง ๆ ตามธรรมชาติและ
การสร้างเกษตรขึ้นมา ทำให้อาหารมีเพียงพอที่จะรับประทาน แต่บางพื้นที่ก็ไม่
สามารถทำการเกษตรได้เพราะชาวบ้านเลี้ยงหมูแบบปล่อย ทำให้ทำลายพืชผล
ทางการเกษตรให้เสียหายแบบชั่วพริบตา

การแต่งกายสำหรับพื้นที่บนดอยแล้ว วัฒนธรรมการแต่งกายต้องปรับเปลี่ยน
การนุ่งกระโปรงทุกชนิด อาจส่งผลให้แมลงบางชนิด เช่น คุ่น ริ้น เหลือบ ไร
เข้าไปกัดในร่มผ้า ทำให้ชุดฟอร์มต่าง ๆ มักใช้ในการฝึกอบรมสัมนา การแต่งกาย
ด้วยชุดกีฬาที่มีการปกปิดร่างกายได้มากที่สุดได้รับความนิยมในพื้นที่สูง
เหล่านี้ การแต่งกายเพื่อใช้ในการเดินทางก็จำเป็นต้องเรียนรู้ ต้องแต่งกายแบบ
ชาวไร่ เืพื่อจะลุยโคลน และป้องกันอันตรายจากทาก ซึ่งไม่มีในตำราที่ไหนสอน
ต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง

(อ่านเรื่อง โรงเรียนฝึกหัดครูแม่ฮ่องสอน ต่อพรุ่งนี้)