“ทักษิณ” ฟุ้งปรับระบบ ขรก. สั่ง ก.พ. เพิ่มประสิทธิภาพ/ป้องกันเด็กเส้น
นายกฯ เรียกประชุม “ก.พ.-สศช.” เล็งเปิดตัวระบบคัดสรรใหม่ ขจัดระบบเส้นสาย เชื่อเป็นข้าราชการ ที่มีผลสัมฤทธิ์สูง
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี ร่วมประชุมพิจารณาระบบการคัดสรรข้าราชการระบบใหม่ ภายใต้ชื่อ “ระบบข้าราชการผู้มีผลสัมฤทธิ์สูง” ตามที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) นำเสนอ โดยมีนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ รักษาการรองนายกฯ ที่กำกับดูแล ก.พ. นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ รักษาการ รมต.สำนักนายกฯ นายปรีชา วัชราภัย เลขาธิการ ก.พ. นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (สศช.) และนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมประชุม
นายสุวัจน์ กล่าวว่า ระบบ Talent Management เพื่อสร้างความพร้อมให้กับข้าราชการอย่างเป็นระบบโดยเน้นที่การเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง และเสริมด้วยกลไกการสับเปลี่ยนหมุนเวียนงานการสอนงานและการเรียนรู้ผ่านการฝึกอบรมเพื่อให้สามารถเติบโตเป็นข้าราชการระดับสูงทั้งประเภทบริหารและเชี่ยวชาญได้อย่างมีคุณภาพ ทั้งนี้ข้าราชการพันธุ์ใหม่จำนวน 40 คนที่ผ่านการฝึกอบรมในหลักสูตรของ ก.พ. ถือว่าเป็นบุคลากรที่จะเข้าสู่ระบบ Hip ด้วยเพราะระบบนี้จะเป็นระบบเปิดสำหรับข้าราชการ “ระบบนี้จะทำให้คนดี ๆ มีความรู้ความสามารถ เข้ามาสู่ระบบราชการได้ โดยเฉพาะเข้าสู่หน่วยงานหรือสาขาวิชาชีพที่ขาดแคลนบุคลากร และเพื่อเป็นกำลังเสริม ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบราชการ และที่ประชุมก็เชื่อว่าเมื่อมีการเปิดโอกาสให้กับข้าราชการ ทุก ๆ คนประสิทธิภาพของงานก็จะออกมาดี คนที่เข้ามาจะเข้าไปสู่ระบบราชการที่มีความพิเศษจริง ๆ โดยนายกฯ มอบหมายให้ ก.พ. นำไปปรับปรุงการเข้าสู่ระบบอย่างเป็นธรรมก่อนที่จะเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป ในเร็ว ๆ นี้” นายสุวัจน์กล่าว
นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ระบบนี้จะจัดสรรข้าราชการเข้ามาทำหน้าที่ในอนาคตลักษณะเดียวกับกระบวนการบ่มเพาะพิเศษ สามารถจะแสดงความรู้ความสามารถได้เต็มที่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ตั้งข้อสังเกตว่า 1.กระบวนการคัดเลือกข้าราชการใหม่จะต้องมีความโปร่งใสยุติธรรมไม่มีเส้นสาย 2.ข้าราชการที่เข้าระบบนี้ หากไม่สามารถพัฒนาตัวเองได้โดยเฉพาะงานที่ได้รับผิดชอบก็ต้องมีกระบวนการให้ออกจากระบบและ 3.จะต้องมีการกระจายการพัฒนาให้มีความชัดเจน โดยมีผู้บังคับบัญชาคอยบ่มเพาะงานได้และทำได้จริง ทั้งนี้ข้าราชการที่จะเข้าสู่ระบบจะต้องมีการสำรวจความพร้อมของข้าราชการทุกหน่วยงานก่อนไม่ใช่เปิดได้ทันทีซึ่งได้มีการนำร่องโครงการนี้ในกระทรวงพลังงานมาแล้วประมาณ 1 ปี และหน่วยงานที่มีความพร้อมที่จะเข้าสู้ระบบในขณะนี้คือ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพาณิชย์ในอนาคต “ขณะนี้กำลังพิจารณาถึงแรงจูงใจ แต่ยังไม่มีการลงไปสู่รายละเอียดที่ชัดเจน โดยเฉพาะแรงจูงใจในรูปของเงินหรือรายได้ ซึ่งนายกฯ ขอให้ ก.พ. ไปพิจารณาอีกครั้ง” นายแพทย์สุรพงษ์ กล่าว
สยามรัฐ 25 ก.ค. 49