ก่อนอื่น ดร. ป๊อป ต้องขอขอบคุณทีมวิจัย Thai Leadership Maturity Model (TLMM) และทีมงาน APIC นำโดย อ.กฤษณ์ รุยาพร
ผลของการทดสอบด้วยแบบสอบถามมาตราฐานสากล ได้แก่
- ระดับความชอบ (Sensory Preference) และความไว (Sensory Threshold) ของการรับความรู้สึกขณะทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต
- ระดับของการใช้สมองที่สอดคล้องกับศักยภาพที่แสดงออกของตนเอง (Personal Profile) ศักยภาพที่ซ่อนอยู่ภายในตัวตน (Innate Driven) และศักยภาพที่แสดงออกในงานประจำ (Job Profile) โดยแยกมิติของสมองสีม่วงเชิงคิดวิเคราะห์ (Analyse), สมองสีเขียวเชิงจัดระบบ (Organize), สมองสีแดงเชิงเข้าหาบุคคล (Personalize), และสมองสีเหลืองเชิงคิดกลยุทธิ์ (Strategize)
- ระดับความล้าทางร่างกาย (Physical Fatigue) และจิตใจ (Mental Fatigue) ในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตในหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา
- ระดับความถี่ของการใช้เวลาว่างทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตที่ผ่านมาหนึ่งปี ตามความรู้สึกถึงประโยชน์ทางร่างกาย (Physical Leisure) ความคิดสร้างสรรค์ (Creative Leisure) ทางสังคม (Social Leisure) และการไม่ใช้แรง (Passive Leisure)
จากอาสาสมัครผู้บริหารระดับกลางจำนวน 30 คน และมี Missing data ของ Sensory Preference & Threshold 1 คน พบว่า มีความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรข้างต้นและนำมาเชื่อมโยงให้เห็นรูปแบบของการเพิ่มสุขภาวะความเป็นผู้นำในการทำงานประจำได้อย่างน่าสนใจ ดังนี้
- ในผู้นำที่มีสมองสีเดียวกัน เมื่อดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตนเองได้มากขึ้น ก็ย่อมแสดงศักยภาพของตนเองออกมาได้มากขึ้น
- ในผู้นำเฉพาะสมองสีเขียว หรือ สีเหลือง เมื่อดึงศักยภาพทั้งภายในและภายนอกตนเองได้มากขึ้น ก็ย่อมแสดงศักยภาพในการทำงานของตนเองออกมาได้มากขึ้น
- ในผู้นำที่มีสมองต่างสีกัน ย่อมดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตนเองได้น้อยลง
- ในการแสดงศักยภาพในการทำงานนั้น ผู้นำสมองสีแดง และ/หรือ สีเหลืองไม่ควรทำงานร่วมกับผู้นำสมองสีม่วง และ/หรือ สีเขียว
- ความล้าทางร่างกายจะลดลง เมื่อผู้นำชอบรับรู้ข้อมูลที่เป็นภาพ และ/หรือ รสชาด มากขึ้น
- ถ้าผู้นำต้องการรับรู้ข้อมูลผ่านกิจกรรมยามว่างเพื่อสังคม ควรฝึกทักษะของการรับรู้ในการเคลื่อนไหวให้ไวขึ้น
- ถ้าผู้นำอยากทำกิจกรรมยามว่างเพื่อสุขภาพร่างกาย ก็ไม่ควรทำกิจกรรมที่ใช้ความไวของการมองเห็นมากนัก
- ในขณะที่ทำงานประจำ ผู้นำอาจมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลในหลายๆ รูปแบบ ขึ้นอยู่กับความชอบในการรับข้อมูลของแต่ละบุคคล เช่น ประชุมผู้นำด้วยข้อมูลที่เป็นภาพพร้อมๆ กับการรับรู้รสชาด (ทานอาหารและดูภาพสไลด์ ไม่มีเสียง) ประชุมผู้นำด้วยข้อมูลที่เป็นเสียงพร้อมๆ กับการเคลื่อนไหว (ฟังเทปเสียงดนตรีและโยกตัวตาม) หรือประชุมผู้นำด้วยข้อมูลที่เป็นสัมผัสและดมกลิ่น (จัดดอกไม้และดมกลิ่นดอกไม้) เป็นต้น
จะเห็นว่า ข้อมูลข้างต้นนั้นพอสรุปเชิงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร และมีความจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนอาสาสมัครมากขึ้นอีก 90 คน รวมเป็น 120 คน เพื่อนำมาวิเคราะห์สถิติขั้นสูงของการพัฒนาโมเดลศักยภาพผู้นำไทยต่อไป
อนึ่งข้อมูลเหล่านี้อาจนำมาระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและผู้นำระดับสูงที่ประสบความสำเร็จว่า "ทำอย่างไรจะพัฒนาศักยภาพผู้นำโดยไม่ให้เกิดความล้าทางร่างกาย มีการใช้แรงทำกิจกรรมยามว่างในหลายมิติ มีการพัฒนาศักยภาพของสมองทุกสีในหลายๆ สถานการณ์การทำงานประจำ" ซึ่งควรมีการวัดผลความแตกต่างระหว่างกลุ่มที่เข้าโปรแกรมและกลุ่มที่ดำเนินไปตามธรรมชาติ พร้อมวัดตัวแปรต่างๆ ข้างต้นในระยะที่เหมาะสมภายใน 3-6 เดือน