บรรยากาศการนำเสนอเรื่อง “แนวทางการส่งเสริมอุดมศึกษาไทยร่วมสร้างประเทศไทยน่าอยู่” ในการประชุม กกอ. เมื่อวันที่ ๗ ต.ค. ๕๓ กระตุ้นให้ผมเขียนบันทึกนี้ เพื่อจะเน้นว่า การสร้างระบบวิชาการสายรับใช้สังคมไทยนั้น เป้าหมายใหญ่หรือเป้าหมายหลัก เพื่อการสร้างสรรค์สังคมไทย ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของคนมหาวิทยาลัยเป็นหลัก
ผมมองเรื่องนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงระบบอุดมศึกษาอย่าง “เปลี่ยนโดยสิ้นเชิง” แต่ดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป และใช้ positive approach ใช้การสร้างระบบ incentives ในการกระตุ้น อำนวยความสะดวกต่อการเปลี่ยนแปลง แบบที่มองการเปลี่ยนแปลงว่า “มีชีวิต” และ “มีหน่ออ่อนอยู่แล้ว” วิธีคิดแบบนี้เข้าใจยาก เพราะมันซับซ้อน วิธีนำเสนอเมื่อวันที่ ๗ ต.ค. มันชวนให้คนฟังฟังแล้วรู้สึกว่าเป็นข้อเสนอเพื่อให้ผลประโยชน์แก่คนมหาวิทยาลัย ไม่รู้สึกว่าเป็นวิธีสร้างแรงจูงใจให้คนมหาวิทยาลัยหันมาทำงานสร้างสรรค์ใกล้ชิดสังคม
บรรยากาศและถ้อยคำที่มีผู้ใช้ในการอภิปรายเรื่องนี้ ทำให้ผมสะกิดใจว่า สังคมอาจไม่ได้เชื่อถือไว้วางใจคนมหาวิทยาลัยนัก และระแวงว่า โครงการที่เสนอ เป็นการสอดใส้เพื่อแสวงหาประโยชน์ให้แก่คนมหาวิทยาลัยเป็นหลัก ไม่ทราบว่า six sense นี้ของผมผิดหรือไม่
หรือว่าในเวลานี้ สังคมไทยอยู่ในสภาพไม่มีใครไว้ใจใคร? สังคมอยู่ในสภาพต่างคนต่างเห็นแก่ตัวจัด จนไม่เชื่อใจใครเลย
เป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงใหญ่ (total change) ในครั้งนี้ คือเปลี่ยนวัฒนธรรมและเปลี่ยนโครงสร้างของระบบมหาวิทยาลัยไทย ให้หันไปทำงานวิชาการบนฐานของสังคมไทยเป็นสำคัญ คบค้าเชื่อมโยงกับวงการวิชาการโลก เพื่อนำเอาความรู้ในโลกมารับใช้สังคมไทย และในขณะเดียวกัน เราก็แลกเปลี่ยนแบ่งปันให้แก่โลกด้วย
หากเป็นเช่นนี้ มหาวิทยาลัยไทยก็จะไม่ลอยตัวหรือแยกตัวจากสังคมไทย อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ในเชิงโครงสร้าง เราต้องทำให้มหาวิทยาลัยไทยมีความภูมิใจ มีเกียรติภูมิ จากผลงานวิชาการรับใช้สังคมไทย และได้รับผลประโยชน์จากการทำงานวิชาการรับใช้สังคมไทย มากกว่าหรืออย่างน้อยเท่าเทียมกันกับการทำงานวิชาการเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ ระบบอุดมศึกษารับใช้สังคมไทยจึงจะเกิดได้จริง ไม่ใช่เป็นการดำเนินการแบบไฟไหม้ฟาง
เราต้องมีการจัดการระบบ เพื่อสร้างวัฒนธรรมอุดมศึกษาไทยขึ้นใหม่ ให้เป็นอุดมศึกษาเพื่อรับใช้สังคม ไม่ใช่ลอยตัวจากสังคม อย่างในปัจจุบัน
โครงสร้างและวัฒนธรรมใหม่ ที่จะต้องสร้างขึ้น โดยต้องใช้เวลาดำเนินการต่อเนื่องเป็นสิบปี ได้แก่
๑. หลักการ สถาบันอุดมศึกษา กับสังคม/ชุมชน มีความสัมพันธ์ในลักษณะภาคี (partner) ต่อกัน เป็นความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมกัน เกื้อกูลต่อการปฏิบัติงานของกันและกัน มีความเคารพต่อกันและกัน ไม่ใช่สถาบันอุดมศึกษาเข้าไป “ช่วยเหลือ” ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ ในการทำงานนี้ สถาบันอุดมศึกษาได้รับผลประโยชน์ทั้งด้านรายได้ ผลงานต่อสังคม ผลงานสร้างสรรค์วิชาการ การสร้างคนหรือผลิตบัณฑิตที่มีความรู้และทักษะสอดคล้องต่อสังคม/ชุมชน การสร้างอาจารย์ที่มีความรู้และท่าทีเหมาะสมต่อสังคม/ชุมชน รวมทั้งการสร้างชื่อเสียงด้านความใกล้ชิดกับสังคม ร่วมเป็นหนึ่งในภาคีสร้างสังคมไทยให้น่าอยู่ มีความสุข
๒. อาจารย์ นอกจากมีความรู้ในศาสตร์ของตนแล้ว ยังเป็นคนมีทัศนคติเชิงบวก เห็นคุณค่าของการทำงานวิชาการรับใช้สังคมไทย มีความรู้เชิงบริบท (contextual/tacit knowledge) เกี่ยวกับสังคมไทย มีทักษะในการทำงานร่วมกับภาคีที่หลากหลายในสังคม ผ่านการฝึกฝนการปฏิบัติงานหลังปริญญา (postdoc training) ใน real sector ของไทย มีทักษะในการทำงานเป็นทีม และทำงานเรื่องใดเรื่องหนึ่งในระยะยาว มีความสามารถออกแบบเก็บข้อมูลการทำงานรับใช้สังคม เพื่อนำมาวิเคราะห์-สังเคราะห์เป็นความรู้ใหม่ ที่เป็นความรู้เชิงประยุกต์ในสังคมไทย เขียนเป็นเอกสารวิชาการ นำออกเผยแพร่ในวารสารวิชาการรับใช้สังคมไทย เพื่อเป็นหลักฐานไปสู่ความก้าวหน้าทางวิชาการของตน และของสมาชิกในทีมงาน
๓. นักศึกษา มีการเรียนรู้ ๒ แนวคู่ขนานและส่งเสริมเกื้อกูลกัน คือการเรียนรู้ในห้องเรียนหรือในมหาวิทยาลัยหรือตามหลักสูตร กับการเรียนรู้ในสังคม/ชุมชน (กิจกรรมเสริมหลักสูตร) ที่เป็นกิจกรรมที่นักศึกษาจัดกันเองเป็นหลัก เพื่อการเรียนรู้สังคม/ชุมชน รวมทั้งเพื่อปลูกฝังจิตอาสาให้แก่ตนเอง อาจารย์มีส่วนให้คำแนะนำปรึกษา แต่ไม่เข้าไปจัดให้หรือเข้าไปจัดการ (บงการ?)
นักศึกษาบางคนจะได้รับการเชื้อเชิญจากอาจารย์ให้เข้าร่วมทีมทำงานรับใช้สังคม/ชุมชน ในลักษณะที่จะต้องรับผิดชอบงานบางส่วน และอาจมีรายได้ แต่เป้าหมายสำคัญที่สุดคือการเรียนรู้และปลูกฝังความรักชาติบ้านเมือง ความเข้าใจสังคมไทย หลักสูตรการเรียนรู้จะต้องยืดหยุ่นให้นักศึกษาสามารถเข้าร่วมงานเช่นนี้ได้
นักศึกษาบางคนอาจได้รับการเชื้อเชิญเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยโดยมีทุนการศึกษา (scholarship) เพราะเป็นผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเข้ามาทำงานสร้างสรรค์วิชาการสายรับใช้สังคมไทยร่วมกับคณาจารย์
๔. หลักสูตร มีความยืดหยุ่นต่อการเปิดโอกาสให้การเรียนรู้ของนักศึกษาเข้าไปบูรณาการกับการทำงานวิชาการรับใช้สังคมไทย ทั้งยืดหยุ่นการเรียนการสอน และยืดหยุ่นการวัดผล เพื่อให้การเรียนรู้บูรณาการกับการปฏิบัติในสภาพจริงของสังคม/ชุมชน ให้มากที่สุด
หลักสูตรควรเอื้อต่อกิจกรรมนอกหลักสูตร และเชื่อมโยงกับความรู้จากการปฏิบัติให้มากที่สุด โดยควรจัด Learning Resources ที่ช่วยให้นักศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าหาความรู้เชิง content ด้วยตนเองให้มากที่สุด ใช้เวลาเรียนรู้ร่วมกับอาจารย์ (contact hours) ในการตีความตรวจสอบความน่าเชื่อถือของความรู้เป็นหลัก ไม่ใช่เพื่อการรับถ่ายทอดความรู้เชิงเนื้อหาจากอาจารย์เป็นหลัก
หลักสูตรต้องเตรียมบัณฑิตให้เป็น “บัณฑิตแห่งศตวรรษที่ ๒๑” คือเป็นนัก “เรียนรู้และปรับตัว” ตลอดชีวิต
๕. หน่วยงานของมหาวิทยาลัย ต้องมีหน่วยงานประจำที่ทำงานเชิงรุกในการเชื่อมโยงทำความรู้จักคุ้นเคยกับสังคม/ชุมชน ส่วนที่เป็นภาคี หรือส่วนที่มีโอกาสสูงที่จะทำงานร่วมกัน
หน่วยงานนี้ต้องทำงานเชิงรุก และมีการรวบรวมฐานข้อมูลสำหรับใช้ในการวางแผนระยะสั้นและระยะยาว ต้องมีบุคลากรที่มีความรู้และทักษะในการทำงานนี้
สถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งต้องมีรองอธิการบดีฝ่ายเครือข่ายสังคม หรือชื่ออื่น ทำหน้าที่ดูแลการดำเนินการตามนโยบายของมหาวิทยาลัย รวมทั้งเป็นผู้รับผิดชอบเสนอยุทธศาสตร์การทำงานรับใช้สังคมไทยอย่างบูรณาการกับหน้าที่อื่นๆ ของสถาบัน ต่ออธิการบดีและต่อสภามหาวิทยาลัย รวมทั้งเสนอผลการประเมินตนเอง ในผลงานด้านนี้ต่อสภามหาวิทยาลัย
๖. ผลงาน และ KPI ต้องมี KPI ด้านการรับใช้สังคม/ชุมชน โดย สกอ. / สมศ. กำหนดกว้างๆ ให้แต่ละสถาบันอุดมศึกษากำหนดรายละเอียดเอง สถาบันใดกำหนด KPI เข้มข้นและทำได้ตามนั้น ย่อมได้รับการยอมรับนับถือและมีชื่อเสียง สถาบันใดกำหนด KPI ไว้หลอกๆ และทำแบบเหลาะแหละ สังคมก็จะรู้เท่าทันเอง รวมทั้งมีกระบวนการ rating สถาบันอุดมศึกษา ด้านการรับใช้สังคมไทย ออกเผยแพร่ทั่วไปด้วย
สกอ. / สมศ. ควรร่วมกันจัด “ตลาดนัดผลงานวิชาการรับใช้สังคมไทย” เป็นประจำทุกปี เพื่อนำผลงานดีเด่นมายกย่อง และเปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยต่างๆ นำผลงานและวิธีการทำงานมา ลปรร. กัน เป็นการสร้างกระแสสังคม ในการยกย่องให้คุณค่าต่อการทำงานวิชาการรับใช้สังคมไทย
๗. ระบบการตีพิมพ์ผลงานวิชาการรับใช้สังคมไทย เรื่องนี้ได้เขียนไว้โดยละเอียดแล้วที่นี่ และ ที่นี่
ทั้งหมดนี้ ต้องการทรัพยากรไม่น้อย สำหรับสร้างการเปลี่ยนแปลงระบบอุดมศึกษาไทยโดยสิ้นเชิง ให้ระบบอุดมศึกษาใกล้ชิดและรับใช้สังคมไทย สร้างความเป็นเลิศทางวิชาการขึ้นมาจากการทำงานวิชาการสร้างสรรค์สังคมไทย
โดยต้องมีวิธีการประเมิน ว่าการลงทุนนั้น ผลลัพธ์สุดท้ายไปตกอยู่กับสังคม ทำให้สังคมไทยน่าอยู่ขึ้น ไม่ใช่ไปหยุดอยู่แค่การพัฒนาอุดมศึกษา
วิจารณ์ พานิช
๑๐ ต.ค. ๕๓
ผมเห็นด้วย ขอเป็นกำลังใจให้กับอาจารย์