คำตอบอยู่ที่บทบรรณาธิการของวารสาร Science ฉบับวันที่ ๒๔ ก.ย. ๕๓ เรื่อง Science for Physicians เขียนโดยศาสตราจารย์ Molly Cooke แห่ง UCSF
เมื่อประมาณ ๑๐๐ ปีเศษๆ ก่อนหน้านี้ วิทยาศาสตร์ไม่ใช่วิชาสำคัญของการเรียนแพทย์ จนในปี ค.ศ. ๑๙๑๐ Carnegie Foundation for the Advancement of Teaching ได้จัดให้มีการทบทวนและเขียนรายงานเรื่อง Medical Education in the United States and Canada ซึ่งเรารู้จักกันทั่วไปในชื่อ Flexner report เสนอให้ใช้เวลา ๒ ปีแรกของหลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิต แยกออกมาเรียนวิชาพื้นฐาน (ที่เราเรียกว่า พรีคลินิก) ได้แก่ กายวิภาคศาสตร์ สรีรวิทยา ฯลฯ
การปฏิบัติตามรายงานนี้ดำเนินมาประมาณ ๗๐ ปี จนถึงราวๆ ค.ศ. ๑๙๗๐ จึงมีการบูรณาการวิชาด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์พื้นฐานเข้ากับปฏิบัติการด้านคลินิกมากขึ้น คือเปลี่ยนจากแยกเด็ดขาด ระหว่างวิชาพื้นฐาน กับวิชาคลินิก มาเป็นบูรณาการกัน และเมื่อดำเนินการมาระยะหนึ่ง ก็เป็นที่พิสูจน์ว่า แนวทางนี้ดีกว่า
แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นที่เห็นพ้องกันทั้งหมดว่า นศพ. ควรเรียนวิทยาศาสตร์แค่ไหน บางคนไปไกลถึงกับว่า ไม่จำเป็นต้องเรียนวิทยาศาสตร์เลย
ศ. Molly Cooke และคณะ ได้ใช้เวลา ๔ ปี ศึกษา การศึกษาแพทยศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา และสรุปว่า “วิทยาศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อแพทย์ในอนาคต และการศึกษาแพทยศาสตร์ทุกระดับต้องเตรียมความพร้อมต่อการนำวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ และต่อการมีบทบาทสร้างความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ ในการประกอบวิชาชีพแพทย์”
ผมชอบมาก ที่มีการชี้ให้เห็นชัดว่า แพทย์ไม่ใช่แค่มีบทบาทด้าน “ฉลาดใช้” วิทยาศาสตร์ แต่ต้องมีบทบาท “ฉลาดสร้างสรรค์” ด้วย
สรุปว่า คนในวิชาชีพแพทย์ต้องเรียนรู้ และสร้างสรรค์ วิทยาศาสตร์ ตลอดชีวิต เริ่มตั้งแต่เข้าเรียนแพทย์ และแม้เรียนจบแพทย์ ฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทาง และอื่นๆ แล้ว ก็ยังต้องเรียนรู้และสร้างสรรค์วิทยาศาสตร์ตลอดไป
วิจารณ์ พานิช
๒๗ ก.ย. ๕๓