การบริหารจัดการความรู้ที่มีอยู่ในตัวคน
"การบริหารจัดการความรู้ที่อยู่ในตัวคน"
นับจากที่ได้มีการลดอัตรากำลังข้าราชการภาครัฐ ตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา โดยใช้การลดอัตราข้าราชการจากการเกษียณอายุราชการ โดยให้ส่วนราชการได้ยุบเลิกอัตราเกษียณอายุซึ่งส่วนราชการจะไม่ได้รับการจัดสรรจากภาครัฐ เนื่องจากอัตรากำลังของข้าราชการมีเกินกรอบภาระงาน ต่อมารัฐได้มีการจัดโครงการเกษียณก่อนกำหนด ในแต่ละปีงบประมาณ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้กำลังคนภาครัฐมีขนาดและคุณภาพที่เหมาะสม สอดคล้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลภาครัฐแนวใหม่และการใช้กำลังคนภาครัฐเป็นไปอย่างคุ้มค่า ประหยัด เต็มศักยภาพ ได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งมีหลักการ ได้แก่ จูงใจข้าราชการให้ลาออกจากราชการก่อนครบอายุเกษียณ เพื่อสนับสนุนการแก้ไขประเด็นการบริหารทรัพยากรบุคคลของส่วนราชการ
สำหรับการดำเนินโครงการ คือ ข้าราชการที่จะเข้าร่วมโครงการฯ ได้ ต้องอยู่ในส่วนราชการที่ดำเนินโครงการฯ โดยส่วนราชการจะต้องพิจารณาแล้วเห็นว่าการดำเนินโครงการฯ จะไม่ก่อความเสียหายต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานโดยรวมของส่วนราชการและมีงบประมาณของส่วนราชการรองรับในการจ่ายสิทธิประโยชน์เงินก้อน ทั้งนี้ โควตาผู้เข้าร่วมโครงการฯ ขึ้นอยู่กับกรณีที่ส่วนราชการเลือก
ผู้เขียนมีความเห็นว่า...จากทั้ง 2 สาเหตุดังกล่าวข้างต้น ทำให้ส่วนราชการแต่ละส่วนที่มีจำนวนข้าราชการที่เกษียณอายุและเข้าร่วมโครงการก่อนกำหนดนั้น ขาดแคลนบุคลากรในลำดับแรกและลำดับต่อมา ได้แก่ องค์ความรู้ที่มีอยู่ในตัวของแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นความรู้ในด้านเกี่ยวกับกฎหมาย พระราชบัญญัติ ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการ ซึ่งกฎหมาย พระราชบัญญัติ ระเบียบ ฯลฯ ดังกล่าวข้างต้น บางฉบับก็มิใช่มีบังคับใช้ภายในปี 2 ปี นี้เท่านั้น บางฉบับมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ พ.ศ. 2498 หรือก่อนหน้านั้น ซึ่งถ้าพูดถึงแล้วบางฉบับจะมีผลมาก่อนหน้าที่ผู้เขียนจะเกิดเสียด้วยซ้ำ...
ถ้าพูดถึงด้านการปฏิบัติงานในส่วนราชการแล้ว ไม่ว่าผู้เขียนหรือเด็กรุ่นใหม่ ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมาย และระเบียบให้มากขึ้น เนื่องจากการทำงานในระบบราชการ เช่น การทำคำสั่งแต่งตั้ง ยิ่งเกี่ยวกับตัวเงิน ผลประโยชน์ที่จะทำให้ราชการเสียหาย บุคคลที่ทำหน้าที่ในด้านนี้ต้องมีความชำนาญที่แม่นมาก ๆ เพราะถ้าอ้างกฎหมาย ระเบียบขาดตกบกพร่องไป นั่นแสดงถึง ความรับผิดชอบที่หัวหน้าส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติต้องร่วมกันรับผิดชอบในความเสียหายนั้น
สำหรับเด็กรุ่นใหม่ ต้องหมั่นฝึกหาความรู้ ประสบการณ์ที่ตนเองต้องเริ่มเรียนรู้ในการทำงานให้มากขึ้น เพื่อเป็นแนวทางในอนาคตที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องได้...แต่ก็น่าเสียดาย...ที่รัฐต้องเสียคนที่มีความรู้และประสบการณ์ที่ฝังอยู่ในตัวคนนั้น โดยความรู้และประสบการณ์ดังกล่าวจะหายไปกับตัวของบุคคลเหล่านั้น เพราะสมัยก่อน จะโทษบุคคลดังกล่าวก็ไม่ได้ เนื่องจากไม่มีสิ่งใดที่จะมารองรับความรู้และประสบการณ์ที่ฝังอยู่ในตัวบุคคลคนนั้น แต่มา ณ ปัจจุบัน สิ่งที่จะเป็นตัวจัดการความรู้โดยดึงความรู้ที่มีอยู่ในตัวคนคนนั้นออกมาได้ ก็คือ “เทคโนโลยี” ซึ่งปัจจุบันจะนับว่าเป็นการเริ่มต้นก็ได้ที่ได้มีเว็บไซต์ของ gotoknow.org ที่ทำหน้าที่รับข่าวสารข้อมูลเป็นตัวจัดการความรู้ให้กับระบบราชการได้ทราบอีกช่องทางหนึ่ง ถ้าไม่นับรวมเกี่ยวกับเรื่องความรู้ในด้านอื่น ๆ
ผู้เขียนเห็นว่ามีประโยชน์เป็นอย่างมากในการจัดการความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวคนและจะดึงความรู้นั้นออกมาให้กับสังคมได้รับทราบและนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง เพราะในปัจจุบันภาครัฐได้มีการบริหารจัดการตามภาครัฐแนวใหม่ ซึ่งได้รื้อระบบการบริหารจัดการภาครัฐแบบเก่าและให้ส่วนราชการใช้การบริหารจัดการตามภาครัฐแนวใหม่ โดยเป็นช่องว่างของการบริหารจัดการภาครัฐอยู่ รวมทั้งข้าราชการได้ออกจากราชการเนื่องจาก 2 สาเหตุดังกล่าวข้างต้น ทำให้การทำงานเกิดปัญหาต่อการปฏิบัติในเรื่องความรู้ที่ติดตัวบุคคลออกไปด้วยแล้ว ทำให้การทำงานในปัจจุบันเป็นไปค่อนข้างที่จะลำบาก
สำหรับบุคคลที่ทำงานกันในระดับปฏิบัตินั้น ส่วนใหญ่จะอาศัยการสอบถามกัน เช่น ผู้ที่ปฏิบัติงานใหม่ ๆ จะสอบถามพี่ ๆ ที่เขาเชื่อว่าอยู่มานานแล้วมีความรู้และประสบการณ์ ช่วยแนะนำให้คำปรึกษาเพื่อให้งานของทางราชการบรรลุผลสำเร็จได้...ในอนาคต ผู้เขียนคิดว่า สำหรับการปฏิบัติงานในสายปฏิบัติงานของส่วนราชการ ควรที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ตนเองมีอยู่ให้กับน้อง ๆ รุ่นใหม่ ได้ทราบและปฏิบัติบ้าง เพื่อเป็นการดึงความรู้และประสบการณ์ในตัวของท่านเองให้กับน้อง ๆ รุ่นใหม่ได้รับทราบในแนวทางที่ถูกต้อง เพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติและบ้านเมือง...ไม่ควรปล่อยให้ความรู้และประสบการณ์ที่มีประโยชน์นั้นหายไปกับตัวบุคคล...
ส่วนปัญหาในปัจจุบันที่เกี่ยวกับการจัดการความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวบุคคลนั้น นั่นคือ ข้าราชการยังไม่สามารถที่จะเรียนรู้ในเรื่องเครื่องคอมพิวเตอร์มากนัก จะมีเฉพาะผู้ที่สนใจเฉพาะทางเท่านั้น ที่จะสามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ได้อย่างชำนาญ บางคนใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เป็น แต่ก็ยังมีความรู้ไม่ถึงขั้นที่จะสามารถให้ความรู้กับบุคคลอื่นได้ นี่คือ ปัญหาอีกปัญหาหนึ่งที่มีผลกระทบต่อระบบราชการไทย ซึ่งก็ต้องอาศัยเวลาในการที่จะทำให้สามารถดึงความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวคนนั้นออกมาได้ สำหรับการจัดการความรู้ เป็นการลงทุนค่อนข้างสูง ผู้เขียนมีความเห็นว่า ในเว็บไซต์ของ gotoknow.org นี่เองที่จะเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการความรู้ได้อย่างสมบูรณ์ ณ ปัจจุบันเพราะถ้าส่วนราชการใดไม่มีเงินทุนสนับสนุนแล้ว บอกได้เลยว่ายากมาก ๆ สำหรับทีมงานของ gotoknow ผู้เขียนเห็นว่าเป็นทีมงานที่เก่งมาก ๆ ที่ได้ดูแลระบบได้เป็นอย่างดี จากที่ได้สมัครเป็นสมาชิกมาประมาณปีกว่า ๆ สังเกตได้ว่า gotoknow.org ได้มีการพัฒนาขึ้นมากกว่าเดิม
และก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า...เด็กรุ่นใหม่ ๆ ควรเก็บประสบการณ์และความรู้อย่างที่บอกไว้ข้างต้น และนำมาถ่ายทอดลงบนเว็บไซต์ในบล็อกถึงจะเป็นบล็อกเล็ก ๆ แต่มีความเชื่อมโยงในด้านความหมาย การปฏิบัติงานได้อย่างดียิ่งผู้เขียนคิดว่า...gotoknow จะเป็นเว็บไซต์ที่สามารถจัดการความรู้โดยดึงความรู้ที่มีอยู่ในตัวคนนั้น ออกมาเพื่อเผยแพร่ให้กับสาธารณชน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในอนาคต ซึ่งจะสอดคล้องกับภาครัฐที่ทำอย่างไร ส่วนราชการจะสามารถดึงความรู้ที่มีอยู่ในตัวคนนั้นออกมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด

สวัสดีค่ะ
ในโรงเรียนของ Krudala ผู้บริหารได้พูดในที่ประชุมว่าให้ครูฝ่ายประชาสัมพันธ์ ซื้ออุปกรณ์สำหรับดำเนินงานประชาสัมพันธ์โรงเรียน มีกล้องถ่ายรูป และค่าเช่าพื้นที่สำหรับทำเว๊บไซต์ของโรงเรียน ฯลฯ Krudala ได้บอกว่ามีเว๊บไซต์ Gotoknow สำหรับเผยแพร่ข่าวสารของโรงเรียนได้ และ Krudala เองก็ได้ประชาสัมพันธ์งานของโรงเรียนในบางโอกาส ซึ่งไม่ได้รับความสนใจจากผ.บ.(เพราะKrudala เปรียบเหมือนม้านอกสายตา) ในโรงเรียนมีคนเก่งมากความสามารถหลายคน แต่เข้าไม่ถึงแหล่งบริหารจัดการความรู้ ทำให้ความรู้ในตัวบุคคลนั้นไม่สามารถนำออกมาเผยแพร่สู่สาธารณชนได้ เพราะคนรุ่นเก่าไม่ถนัดในเรื่องเทคโนโลยี
หวังว่าคนรุ่นใหม่จะสามารถเรียนรู้สิ่งดีๆที่มีในตัวบุคคลที่มากประสบการณ์แล้วนำมาเผยแพร่ใน gotoknow เพื่อจะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติในอนาคตต่อไปค่ะ
สวัสดีค่ะ...พี่ KRUDALA...