วันนี้ขออนุญาต นำบทความของท่าน

พล.ต.อ.วิสุทธิ์  กิตติวัฒน์นายกสมาคมตำรวจ

มาเผยแพร่คับ

บทความจาก Cop’s Magazine ฉบับ ต.ค.2553 คอลัมน์ หัวใจสีกากี

ตำรวจชั้นประทวนปริญญาตรี
โดย พล.ต.อ.วิสุทธิ์  กิตติวัฒน์ นายกสมาคมตำรวจ

ภาพโดย :google 



   ในวงการตำรวจ ข้าราชการตำรวจ “ชั้นสัญญาบัตร” คือผู้ที่มียศร้อยตำรวจตรีขึ้นไป มักจะมีความฝันสูงสุดไว้ ที่ขอให้ได้รับยศเป็นนายพลตำรวจ แต่ในระหว่างข้าราชการตำรวจ “ชั้นประทวน” คือผู้ที่มียศสิบตำรวจตรีถึงดาบตำรวจ จะมีความปรารถนาในเบื้องต้นว่า ขอให้ได้รับการเลื่อนเป็นนายตำรวจ “ชั้นสัญญาบัตร” ติดดาวบนบ่า เป็น “นายร้อย” ก็พอแล้ว โดยที่ยังไม่ได้มองไปถึงการเป็น “นายพัน” “นายพล” แต่อย่างใด

   ปัจจุบัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีกำลังข้าราชการตำรวจ ทั้งสิ้น 211,112 นาย เป็นชั้นสัญญาบัตร 33,225 นาย และชั้นประทวน 177,887 นาย

   เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า ข้าราชการตำรวจชั้น “สัญญาบัตร” จะมีศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิสูงกว่า ข้าราชการตำรวจชั้น “ประทวน” แต่ในสัดส่วนที่สูงต่ำกว่ากันเกินความเป็นจริง ทั้งๆ ที่ตำรวจชั้นประทวนเป็นกำลังหลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และที่สำคัญที่สุดในสายตาของประชาชน จะมองและปฏิบัติต่อตำรวจชั้นประทวนในสายตาที่ไม่ให้เกียรติ และความเชื่อถือเท่าที่ควร ไม่ว่าโดยเนื้อแท้แล้ว ตำรวจชั้นประทวนผู้นั้น เหล่านั้น จะมีความรู้ ความสามารถ ความประพฤติที่สูงเพียงใด หรืออีกนัยหนึ่งในสังคมไทย “การกระทำและแม้แต่คำพูด” ของนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร จะมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่าเสมอ

   ช่องว่างระหว่างข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร และชั้นประทวนดูจะกว้างเกินไป สำหรับผู้ที่มีอาชีพเดียวกัน รู้สึกไม่เป็นธรรมเสียเลย เป็นเรื่องที่ทั้ง “น่าน้อยใจ และบั่นทอนขวัญกำลังใจ” อย่างยิ่ง

   โดยหลักทั่วไป ผู้ที่จะเข้ารับราชการเป็นตำรวจชั้นสัญญาบัตร จะมีพื้นฐานการศึกษาเบื้องต้นในระดับปริญญาตรีขึ้นไป เว้นแต่ประเภท “จ่าสอบเป็นนายร้อย” ซึ่งมักมีการเปิดสอบปีละจำนวนไม่มากนัก ดังนั้นจึงเกิดความรู้สึกที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของข้าราชการตำรวจชั้นประทวนทั่วไปว่า ประตูแห่งความฝันที่จะเปิดให้เขาสามารถก้าวเข้าไปสู่การเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร ก็คือต้องมี การศึกษาระดับปริญญาตรี คำว่า “ปริญญาตรี” จึงเป็นวลีศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาไปโดยปริยาย ความเชื่อนี้ก่อให้เกิดพฤติกรรม “ใฝ่ดี” กันอย่างแพร่หลายในแวดวงตำรวจชั้นประทวน ด้วยการขวนขวายเพิ่มวิทยฐานะโดยการไปศึกษาเล่าเรียนเพิ่มเติมภาคพิเศษในตลาดมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นจำนวนมาก สะสมกันมานับเป็นเวลาสิบๆ ปี จนถึงปัจจุบันมีตำรวจชั้นประทวนที่มีวุฒิปริญญาตรีหรือสูงกว่ามีจำนวนหลายหมื่นคน โดยที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติมิได้ให้ความสนใจที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง การเปิดสอบเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรในแต่ละปีก็น้อยมาก จึงมีการเรียกร้องจากข้าราชการตำรวจเหล่านี้ในช่องทางต่างๆ อยู่เสมอ การเพิกเฉยและไม่ลงไปแก้ปัญหาอย่างจริงจังทำให้เกิดเป็นปัญหาดินพอกหางหมู นับวันตำรวจชั้นประทวนที่มีวุฒิปริญญาตรีได้เพิ่มจำนวนมากขึ้นจนน่าตกใจ

   ในที่สุดเมื่อปี พ.ศ.2551-2552 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้แก้ปัญหาอย่างกลับตาลปัตร ด้วยการใช้วิธีรับบุคคลภายนอกผู้ที่มีวุฒิปริญญาตรีเข้ามาบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวน ยศ “สิบตำรวจตรี” รวม 2 ปี จำนวน 9,030 นาย ทำให้ขณะนี้ ข้าราชการตำรวจชั้นประทวนมีคุณวุฒิปริญญาตรีขึ้นไป รวมทั้งสิ้น 47,931 นาย (ปริญญาโท 624 นาย)

   เหตุผลที่กระทำดังนั้น เสมือนเป็นการ “ดับฝัน” และเป็นการ “ปิดปาก” ตำรวจชั้นประทวนทั้งหลายจำนวนเกือบสี่หมื่นคนที่มีวุฒิปริญญาตรีอยู่เดิมอย่างสิ้นเชิง โดยกระทำอันเป็นการชี้ให้เห็นว่า  “ผู้มีคุณวุฒิปริญญาตรี” อยู่แล้ว ยังรับเข้ามาบรรจุและแต่งตั้งเป็นตำรวจชั้นประทวนยศ “สิบตำรวจตรี” เท่านั้นได้เลย ฉะนั้นพวกชั้นประทวนที่มีคุณวุฒิปริญญาตรีที่ค้างอยู่ก่อนแล้ว ก็ไม่ควรต้องมาอ้างและเรียกร้องอะไรอีก เห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวเช่นนี้ เป็นการลดเกรดของการศึกษาของชาติ ไม่ยอมรับนับถือศักดิ์และสิทธิ์ของปริญญาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ และเป็นการเอาเปรียบฉวยโอกาสจากภาวะการว่างงานของพวกเขา ทำให้เขาต้องจำยอมรับตำแหน่งหน้าที่การงานที่ต่ำกว่าคุณวุฒิการศึกษาของเขาอย่างไม่เป็นธรรม

   แท้ที่จริงแล้ว ข้าราชการตำรวจชั้นประทวนเป็นกำลังหลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประกอบด้วย กำลังพล ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด เป็นทั้งกล้ามเนื้อ แขนขา ในการลงแรงทำงาน และเป็นลำตัวที่คอยปกป้อง คุ้มครองอวัยวะสำคัญภายในทั้งหมดของร่างกายหรือองค์กรตำรวจ และที่สำคัญที่สุดพวกเขาเป็น “มดงาน” ที่รับภาระอันหนัก ในงานประจำของสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนใหญ่ไปปฏิบัติ

   ผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สมควรที่จะหันกลับลงมามองพวกเขาด้วยความเอาใจใส่และให้ความสำคัญอย่างที่พวกเขาควรจะได้รับ ให้ความเมตตา และความห่วงใย ทำนุบำรุงดูแล รักษาพวกเขาให้มีสภาพความเป็นอยู่และการทำงานที่ดีและเหมาะสม ทั้งควรปูหนทางไปสู่เกียรติยศ เกียรติศักดิ์ ให้พวกเขาสามารถหลุดพ้นจาก “ปลักของความน้อยเนื้อต่ำใจ” ให้ได้รับเกียรติ ความภาคภูมิใจเท่าเทียมกับข้าราชการอื่นๆ ด้วยการวางแนวทางความก้าวหน้าที่ชัดเจนเหมาะสมและเป็นธรรม

   ตำรวจไทยได้รับค่าตอบแทนต่ำที่สุดประเทศหนึ่งในโลกนี้ หากจะมีโครงการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ที่คาราคาซังมานาน ก็ควรจะกระทำให้เสร็จในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี ซึ่งนอกจากค่าใช้จ่ายทั้งค่าภาระผูกพันที่ตามมาคงจะรวมกันมิใช่น้อยแล้ว ก็อาจเกิดแรงกระเพื่อมอันเกิดจากการที่กำลังตำรวจในระดับชั้นสัญญาบัตรเพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็วปีละเป็นหมื่นนาย จนเกิดความปริวิตกกันโดยใช่เหตุว่า จะนำนายตำรวจสัญญาบัตรเหล่านี้ไปไว้ที่ไหน จำนวนเท่าใด ให้มีลักษณะหน้าที่และความรับผิดชอบอะไรบ้าง แต่ปัญหาเหล่านี้จะผ่านไปได้ด้วยแผนการบริหารงานบุคคลที่ชาญฉลาดและเป็นธรรม รวมทั้งนำความซื่อสัตย์และประสบการณ์การทำงานในชีวิตตำรวจที่ผ่านมาของแต่ละบุคคลมาประกอบการพิจารณาด้วย ก็จะทำให้เกิดการปรับตัวอย่างเป็นระบบและค่อยเป็นค่อยไปตามธรรมชาติ

   อันจะนำไปสู่ความมีดุลยภาพของการพัฒนาบุคลากรในที่สุด และในวงการตำรวจก็จะไม่มี ระบบศักดินาขวาจัด ที่มีการ “แบ่งแยกกันด้วยยศและชั้น” รวมทั้ง “ปิดกั้นโอกาสกันด้วยวุฒิการศึกษา” อย่างชัดเจน โดยไม่คำนึงถึงปัจจัยอื่นอีกต่อไป

 

อ้างอิง

1. http://www.policebd51online.com/forum/index.php/topic,135.3950.htmlเว็บบอร์ กอป.51

 

ปล. หากเป็นลูกหลานของท่านล่ะรู้สึกเช่นไรแสดงความคิดเห็นได้

 

ทรงศักดิ์  เนียมเปีย:เผยแพร่