แม้สิ่งที่ได้รับรู้..ได้เห็น..ไม่สามารถที่จะไปบอกใครต่อใครให้เชื่อ...ให้ปฎิบัติ...แต่อย่างน้อยแนวคิดดีๆเหล่านี้ก็สามารถนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติตนเองต่อครอบครัว..ชุมชน...สังคม..ที่เราอาศัยได้เป็นอย่างดี....

ปรัชญาจูเช่....

วันนี้(9ต.ค.53)เป็นวันที่คณะแขกพิเศษนับร้อยชีวิตจากสิบกว่าประเทศที่ได้รับเกียรติเชิญมาในครั้งนี้ ได้เข้าร่วมสัมมนา Lecture on  Juche Idea ที่ People’s Palace of Culture.

      

             โดยทางสมาคมสังคมศาสตร์แห่งเกาหลี  The Korean Association of Social Scientists(KASS) ได้จัดขึ้นเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างมิตรประเทศต่างๆ

   

      

       สุภาพสตรีชุดขาวท่านคือโปรเฟรชเชอร์มูน..ท่านเก่งมาก

       

          คำว่า “จูเช่” ในภาษาเกาหลี แปลว่า ส่วนสำคัญ,สาระที่สำคัญ ซึ่งทางรัฐบาลตีความว่า “จุดยืนที่เป็นอิสระ จิตวิญญาณที่ที่เน้นการพึ่งตนเองเป็นสำคัญ”

          โปรเฟรสเซอร์มูนกล่าวว่า “การที่จะสร้างปัญญาชนให้เป็นไปตามอุดมการณ์จูเช่หรือปรัชญาจูเช่นั้น ปัญญาชนจะต้องรู้เรื่องของประเทศตนเองอย่างลึกซึ้ง ไม่เป็นทาสความคิดเดิม ไม่พึ่งพาความคิดจากภายนอก อิสระจากการครอบงำ ชาติเกาหลีจะเจริญได้ต้องติดอาวุธทางปัญญาตามแนวปรัชญาจูเช่ให้กับประชาชน  และจะต้องมุ่งมั่นศึกษาเล่าเรียนอย่างจริงจัง”

         ปรัชญาจูเช่ เป็นนวัตกรรมของเกาหลีเหนือ ที่ได้รับการสังเคราะห์และปรุงแต่งจากปรัชญาตะวันตกและปรัชญาตะวันออก โดยมีโลกทัศน์ว่า มนุษย์มีฐานะพิเศษมีบทบาทเป็นนายของโลก เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตพิเศษ อันประกอบด้วยคุณลักษณะเด่น 3 ประการ

 1.การพึ่งตนเอง (Chajusong)คำนี้เป็นภาษาเกาหลี

 2.ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)

 3.มโนสำนึก (Consciousness)

           มนุษย์จะเปลี่ยนแปลงโลกได้ก็ต่อเมื่อมนุษย์ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวในสังคม

            ปรัชญาจูเช่ ปลุกสำนึกให้คนรักชาติ รักศักดิ์ศรี เน้นการพึ่งพาตนเอง พึ่งคนในชาติเป็นหลัก

            ปรัชญาจูเช่กำลังนำพาประเทศและประชาชนของเขาก้าวหน้าไปในประชาคมโลกอย่างองอาจ ด้วยมันสมองและจิตวิญญาณของความรักชาติ

         ถนนสายต่างๆจะมีช่องทางสำหรับเดินและถีบจักรยานให้ด้วยค่ะ

             

                   ด้วยความที่ประชาชนของเขามีวินัย นครเปียงยางจึงเป็นนครหลวงที่เงียบสงบ ไร้ยาเสพย์ติด ไร้โสเภณี ไร้อาชญากรรม ไร้มลพิษ จะเห็นได้ว่าถนนหนทางกว้างใหญ่ 8เลนแต่รถราน้อยมากๆ

           

       มีธงแดงและป้ายปลุกใจประดับทั่วบ้านทั่วเมือง

แหละนี่คือภาพที่ปรากฎทุกๆที่ในเกาหลีเหนือ

ที่นี่ไม่มีสะพานลอยมีแต่สะพานลอด

        

ไม่มีสายไฟระย้าแม้เห็นในภาพก็เพียงสายไฟรถเมล์ไฟฟ้า ไม่มีสายโทรศัพท์ระย้าโดดเด่น ไม่มีป้ายโฆษณามีแต่ป้ายปลุกใจประชาชน

ไม่ค่อยมีสัญญาณไฟจราจรมีแต่ตำรวจหญิงปฏิบัติหน้าที่ตามแยกตามมุมต่างๆ แต่งชุดสีฟ้าสดใส มือถือไม้คล้ายๆตะบองชี้นำรถคันต่างๆ สร้างสีสันให้ท้องถนนได้เป็นอย่างดี

          ชีวิตบนท้องถนนไม่รีบเร่งเหมือนประเทศทุนนิยม ผู้คนที่นี่เวลาไปทำงานจะต้องเดิน

หากเดินไกลกว่า 30 นาทีจึงจะได้นั่งรถ มีรถเมล์ รถราง รถไฟใต้ดิน

สถานีรถไฟใต้ดินค่ะ อยู่หลังโรงแรมนี่เอง

 

           ตามถนนหนทางจะเห็นเด็กนักเรียนตัวเล็กเดินไปโรงเรียนตามลำพัง ไม่มีพ่อแม่ผู้ปกครองไปส่งเพราะที่นี่เด็กๆเหล่านี้คือลูกของประชาชน

           ดิฉันนั่งรถผ่านถนนหลายๆสายในกรุงเปียงยางที่เป็นนครหลวง...ดิฉันไม่เห็นความอดอยาก ความหิวโหย ไม่เห็นขอทาน ไม่เห็นคนขายพวงมาลัย ไม่เห็นคนขายของ บนท้องถนนเลย....

            สองฟากถนนเป็นตึกสูงระฟ้า...แต่ไม่มีทุนนิยมอยู่บนนั้น...บนนั้นมันเป็นบ้านพักอาศัยสำหรับประชาชน

อาคารที่เป็นรูปปิรามิดนั้นเป็นโรงแรมที่รัฐบาลเพิ่งสร้างต่อหลังจากปล่อยร้างไว้หลายสิบปี เรียกว่าอาคารเจ็ดชั่วโคตรค่ะ

        นี่คือหอจูเช่ The Tower of Juche Idea

                  

           ขอบคุณทางรัฐบาลเกาหลีเหนือที่เชิญพวกเราไปเปิดโลกทัศน์ผ่านทางสมาคมสังคมศาสตร์แห่งเกาหลี..โดยสถานฑูตเกาหลีเหนือประจำราชอาณาจักรไทย...ทำให้ดิฉันมาพบเห็นการสร้างชาติด้วยวินัย ภายใต้แนวคิดปรัชญาจูเช่ ทำให้ได้เปิดมุมมองเกาหลีเหนือในอีกแง่มุมหนึ่ง    ในวันนี้ดิฉันได้เห็นประชาชนชาวเกาหลีเหนือยิ้มแย้มแจ่มใสให้ความเป็นมิตรกับคนต่างชาติ มันช่างแตกต่างจากการนำเสนอของสื่อทางโลกตะวันตกที่โฆษณาให้เห็นว่าประเทศนี้ป่าเถื่อน กระหายสงคราม....

           แม้สิ่งที่ได้รับรู้..ได้เห็น..ไม่สามารถที่จะไปบอกใครต่อใครให้เชื่อ...ให้ปฎิบัติ...แต่อย่างน้อยแนวคิดดีๆเหล่านี้ก็สามารถนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติตนเองต่อครอบครัว..ชุมชน...สังคม..ที่เราอาศัยได้เป็นอย่างดี....

                               ด้วยจิตคารวะ

                                    มาตายี.