หากมองดูการถอดบทเรียนก็เหมือนงานศึกษาทางระบาดวิทยา (Epidemiology) ที่เป็นการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาพ การเจ็บป่วย ข้อมูลที่เป็นตรรกะ ค้นหาและเรียนรู้ย้อนกลับ อาจเรียกได้ว่าเวชศาสตร์อิงหลักฐาน (evidence-based medicine) ในการหาปัจจัยเสี่ยงของโรคและประเมินวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุด และงานศึกษาทางระบาดวิทยาเองก็ไม่ได้ใช้ระเบียบวิธี ทางวิทยาศาสตร์แต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับ ระเบียบวิธีทางสังคมศาสตร์ เพื่ออธิบาย-เข้าใจ สิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้บริบทนั้นๆ

เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้คนทำงานที่จะเรียกว่า “ถอดบทเรียน” ก็ได้ หรือ เรียกว่า “สรุปบทเรียน” ก็ได้ ทั้งนี้นำไปสู่การย้อนกลับไปเรียนรู้เรื่องราวที่ผ่านมาพร้อมกัน นำข้อมูลเหล่านั้นมาคลี่คลายดูว่า เริ่มต้นอย่างไร ผ่านกระบวนการอย่างไร สุดท้ายแล้วได้อะไร หากจะทำให้ดีกว่า ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าจะปรับเปลี่ยนองคาพยพอย่างไร?

หากมองดูการถอดบทเรียนก็เหมือน งานศึกษาทางระบาดวิทยา (Epidemiology) ที่เป็นการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาพ การเจ็บป่วย ข้อมูลที่เป็นตรรกะ ค้นหาและเรียนรู้ย้อนกลับ  อาจเรียกได้ว่า เวชศาสตร์อิงหลักฐาน (evidence-based medicine) ในการหาปัจจัยเสี่ยงของโรคและประเมินวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุด และงานศึกษาทางระบาดวิทยาเองก็ไม่ได้ใช้ระเบียบวิธี ทางวิทยาศาสตร์แต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับ ระเบียบวิธีทางสังคมศาสตร์ เพื่ออธิบาย-เข้าใจ สิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้บริบทนั้นๆ

ประเมินผล?? ...ถอดบทเรียน??

ทางการประเมินผล (Evaluation) ไม่ว่าจะประเมินผลในรูปแบบไหนๆ ความหมายก็คือ การประเมิน,วัดคุณค่า ด้วยอิทธิพลของคำทำให้ การประเมินผล ดูว่าจะสร้างความหวั่นไหวให้กับคนทำงานไม่น้อย ทางออกจากวาทกรรมที่สุดขลังของการประเมินผล ก็มีทางออกโดยใช้รูปแบบการประเมินผลแบบเสริมพลัง (Empowerment Evaluation)  แม้กระนั้นโดยส่วนตัวผมก็มองว่ามีกลิ่นอายของการประเมินผลอยู่มาก โดยเฉพาะการประเมินแบบนี้นักทฤษฏี นักวิชาการที่นำไปใช้ไม่ได้หลุดกรอบของคำที่ถูกสร้างขึ้น สุดท้ายก็ยังเป็นการประเมินค่าอยู่ดี ผมเชื่อว่า หลายคนหวั่นไหวกับคำว่า “ประเมินค่า” ด้วย

อาจต้องมองแบบยกระดับขึ้นไปว่าแท้จริงทุกสิ่งล้วนมีคุณค่าในตัวเอง การตัดสินพิพากษา/เปรียบเทียบ “ไม่มีใครด้อยกว่า” และ “ไม่มีใครเหนือกว่า” ไปจนถึง “ทุกคนมีลักษณะจำเพาะที่ไม่เหมือนใคร”  ดังนั้นหากเป็นไปได้ผมคิดว่าการอธิบายบริบทโดยรวมแต่แยกแยะว่าใครดีอย่างไรภายใต้สถานการณ์นั้นๆ เป็นข้อมูลเชิงบวกที่ทรงพลังมากทีเดียว

ที่ผมเขียนเรื่องของการประเมินผล แล้วมาต่อด้วยการฝึกมองโลกของผม นั้นเป็นความคิดที่เกิดจากการทำงานของตัวเอง ผมเข้าใจว่างานส่วนใหญ่ต้องการข้อมูลแบบ “ฟันธง” ว่า “ดีหรือไม่ดี” หากดีจะได้ไปต่อ หากไม่ดีก็จะได้ชะลอหรือหยุดเสีย หากมองทางด้านการลงทุนก็อาจมองได้ว่าไม่คุ้มที่จะลงทุนในเมื่อไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ

บทเรียนที่นำเสนอเพื่อยกระดับการเรียนรู้

รูปแบบการถอดบทเรียนของผมช่วงหลังจึงต้อง ออกแบบให้กระบวนการเรียนรู้แบบผสมผสาน และผลผลิตที่เป็นรายงานการถอดบทเรียนก็ออกมาในสองรูปแบบ คือ รูปแบบที่เป็นเอกสารเชิงวิชาการ(ที่มีกลิ่นการประเมินผลอยู่) และ ข้อมูลเรื่องราวปรากฏการณ์ที่เน้นการสื่อสารสังคม อ่านได้ง่าย มีความสุข แต่แฝงประเด็นไว้ในเรื่องราวเหล่านั้น ให้คนอ่านได้ขบคิดต่อว่า “บทเรียน”ที่ได้เรียนรู้ผ่านเรื่องราวเหล่านี้จะนำไปต่อยอดและนำไปขับเคลื่อนงานใหม่ๆได้อย่างไร? (หากผู้อ่านงานถอดบทเรียนแล้วมีแรงบันดาลใจ หรือปิ้งแว้บบางอย่างได้ เป็นเรื่องที่น่าดีใจ)

มีงานชิ้นหนึ่งที่ทำให้บริษัทเอกชน และเราได้เอกสารการถอดบทเรียนเล่มใหญ่ทีเดียว ต่อมาได้ย่อยออกมาเป็นหนังสืออ่านง่ายๆ อ่านเเล้วเห็นบทเรียนที่สนุกๆผ่านเรื่องเล่า ...ปรากฏว่าผลตอบรับจากคนอ่าน(หมายถึงผู้เข้าร่วมเวทีเรียนรู้ในปีต่อมา) ดีมากทีเดียว บรรลุวัตถุประสงค์ที่ว่า ต่อยอดความคิด รวมไปถึงมองต่อไปยังนวัตกรรมใหม่ๆบางอย่างได้

' โภชนา ฮาเฮ '  ผลผลิตหนึ่งของงานถอดบทเรียนโภชนาการยั่งยืน

 

ทีมงานงานดีมีชัยไปกว่าครึ่ง  

 

ทีมงานเป็นหัวใจของการถดบทเรียนมากเช่นกันครับ การคัดเลือกคนทำงานนั้นสำคัญมากกับผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในทุกช่วงของกระบวนการ จนถึงผลผลิตที่ออกมาเป็นเอกสารส่งให้หน่วยงาน เพราะความสามารถของทีมงาน จะช่วยกันทำ “สิ่งที่ดีที่สุด” สำหรับเวทีการเรียนรู้หนึ่งๆได้เต็มศักยภาพ

ทีมงานของผมจึงเป็นทีมงานที่หลากหลายสถานะ อาชีพรวมไปถึงความสนใจเฉพาะ ในเวทีหนึ่งๆ เราอาจมีผู้นำกระบวนการที่มีความนิ่งพอที่จะดูแลภาพรวมได้ เรามีนักสันทนาการที่เข้าใจจิตวิทยาพื้นฐานของผู้คน และนักถอดบทเรียนที่เก่งเชิงตรรกะแล้วถ่ายทอดความคิดเชิงระบบได้ดี และนักถอดบทเรียนที่มีความเป็นศิลปินสูงที่มองเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้วสามารถถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องราวได้ดี  คุณสมบัติเหล่านี้อาจอยู่ในตัวคนๆเดียวก็ได้

การบริหารคนเก่ง

 

ดังนั้นการบริหารคนเก่ง(หลากหลาย) ก็เป็นเรื่องสำคัญของผู้นำทีมถอดบทเรียน ตรงนี้เป็นประสบการณ์ตรงของผมเองที่เจอเพื่อนร่วมงานหลากหลายแบบ และต้องรับมือที่ต่างกัน แต่โชคดีว่าส่วนหนึ่งที่เข้ามาช่วยกัน เป็นการคัดสรรมาระดับหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะคนที่ชอบงานลักษณะนี้จริงๆ และผมยังเชื่ออีกว่างานที่ต้องใช้พลังสูง เพื่อสังคมเป็นงานกุศล งานบุญที่ทุกคนมาร่วมกันทำให้สังคมเราดีขึ้น และผมเชื่ออีกว่า ทีมงานของผมทุกคนมีจิตสาธารณะที่สูง

เตรียมพร้อมให้ดี...มีชัยกว่าครึ่ง

 

การเตรียมพร้อม สำหรับเวทีการเรียนรู้หนึ่งๆ เป็นความรับผิดชอบของเหล่านักถอดบทเรียน หรือ ผู้เอื้ออำนวย facilitators) ทั้งหมด ดังนั้นหากเป็น ผู้เอื้ออำนวยทางด้านกระบวนการเรียนรู้ (Process Facilitators) อาจไม่ต้องเข้าใจเนื้อหางานมาก เพียงแต่ใช้ทักษะการเอื้ออำนวยกระบวนการที่ดี ส่วน ผู้เอื้ออำนวยทางด้านความรู้ (Knowledge Facilitator)อาจต้องทำการบ้านหนักพอสมควรในการทบทวนเนื้อหางานเบื้องต้นของผู้เข้าร่วมเวทีทั้งหมดในภาพรวมก่อน  ส่วนใหญ่เราก็ผสมผสานกันเป็นผู้เอื้ออำนวยกระบวนการด้วย และเป็นผู้เอื้ออำนวยการทางด้านความรู้ไปด้วย (สร้างความรู้ ขับเคลื่อนกระบวนการ สรุปบทเรียน)

ความหลากหลายของทีมงานเราต้องใช้รูปแบบการเตรียมพร้อมที่หลากหลาย ประหยัดและมีประสิทธิภาพ ผมเลยเลือกใช้การสื่อสารผ่านอีเมล และมีการประชุมกันสักครั้งก่อนที่จะเกิดเวทีเรียนรู้หรือถอดบทเรียนขึ้น การเตรียมความพร้อมแบบนี้ นอกจากจะเราจะเก็บรายละเอียดได้ดีแล้ว การปลุกเร้าทีมผ่านการพูดคุยเป็นเป็นระยะๆ เป็นการเติมทักษะ แนวคิด และพลังที่อยากจะลงสนามเร็วๆของทีมงานไปด้วย สุดท้ายความประณีต-ครึกครื้นของเวทีเรียนรู้อยู่ที่พลังของ Facilitators เหล่านี้นั่นเอง

ขอพลังการเรียนรู้จงอยู่กับพวกเราต่อไป ทั้งคนทำงานและทีมงานถอดบทเรียน จากเวทีหนึ่ง ถึงเวทีที่สอง สาม สี่ ประสบการณ์จากการทำงานก็สะสมเพิ่มมากขึ้น และพวกเราทุกคนก็มีโอกาสได้พัฒนาศักยภาพของตัวเองอยู่ตลอดเวลา พร้อมกันนี้ขอใช้พื้นที่ของ Gotoknow เป็นเวทีบอกเล่าเรื่องราว เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันครับ

 

จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร

ศาลายา,มหิดล

๒๕/๑๐/๕๓