การตรวจสอบเงินของแผ่นดิน....หมากนี้ของใคร?

 

ประวัติคุณหญิงจารุวรรณ

คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา (ชื่อเล่น: เป็ด) อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และอดีตคณะกรรมการ คตส. เกิดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2488 ที่กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรคนโต ในจำนวน 8 คนของ นายเต็ม ยรรยง และนางยรรยง ยรรยง สมรสกับ นายทรงเกียรติ เมณฑกา นักธุรกิจด้านสิ่งพิมพ์ มีบุตรธิดาด้วยกัน 3 คน 

คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา จบการศึกษาจากโรงเรียนศึกษาวัฒนาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และได้รับทุนนักเรียนแลกเปลี่ยน (ปัจจุบัน คือ ทุนเอเอฟเอส) ไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา จากนั้นจึงเข้าเรียนที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง เมื่อ พ.ศ. 2510

เครื่องราชอิสริยาภรณ์

  • มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก
  • จตุตถจุลจอมเกล้า 
  • ตติยจุลจอมเกล้า 

การดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน

เมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มีผลบังคับใช้ และกำหนดให้ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เป็นองค์กรอิสระ โดยมีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) 10 คน และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน 1 คน คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา จึงสมัครเป็นกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน   ซึ่งการสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินประสบปัญหาล่าช้า เนื่องจากผู้สมัครขาดคุณสมบัติ จึงมีผู้เสนอชื่อให้คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา เป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และได้รับเลือกเป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนแรก

หลังการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2549 ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ หรือ คตส. และได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2549 จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

ต่อมาในปี พ.ศ. 2553 สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ตีความการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ว่าพ้นจากตำแหน่งนับตั้งแต่วันที่มีอายุครบ 65 ปี ซึ่งนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ได้เรียกร้องให้คุณหญิงจารุวรรณ ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยดังกล่าว จนเกิดความขัดแย้งกันภายใน สตง.

***********************

ภายหลังจากที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค) ได้ทำการยึดอำนาจการปกครองและฉีกรัฐธรรมนูญพ.ศ. 2540  และได้ออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับที่ 12 /2549 เรื่อง ให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญบางฉบับมีผลใช้บังคับต่อไป โดยให้การดำเนินการเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดินเป็นไปอย่างต่อเนื่อง สมควรปรับปรุงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2542 และให้มีผลใช้บังคับต่อไป  แต่งดการบังคับใช้บทบัญญัติในหมวด 1 คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน  ส่วนที่ 1 การแต่งตั้งคณะกรรมการและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ซึ่งจากประกาศฉบับดังกล่าวมีผลให้

  1. คตง. ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่ 18 กันยายนพ.ศ. 2549 พ้นจากตำแหน่ง 
  2. ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2549 ขณะนั้น คือ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา  อยู่ในตำแหน่งต่อไป
  3. พร้อมมอบหมายอำนาจหน้าที่ของคตง. ให้แก่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน  จนกว่าจะมีประกาศเป็นอย่างอื่น

อาจเป็นเพราะความเร่งรีบในการออกประกาศฉบับที่ 12/2549 ภายหลังจากนั้น คปค.ได้ออกประกาศ คปค. ฉบับที่ 29 ลงวันที่ 30 กันยายน 2549 เรื่อง แก้ไขประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 12 ลงวันที่ 20 กันยายน 2549 เพื่อให้มีความชัดเจนในผลการใช้บังคับที่ยังคงให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นใช้บังคับโดยต่อเนื่อง โดยยกเลิกข้อ 1 และข้อ 2 ในประกาศ คปค. ฉบับที่ 12 โดยสรุปดังนี้

  1. การบังคับใช้ตามพรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 ที่ออกตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปีพ.ศ. 2540

    - โดยยังคงเว้นไม่นำบทบัญญัติในส่วนที่ 1 หมวด 1 มาบังคับใช้จนกว่าจะมีกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกและให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่ 18 กันยายน 2549 พ้นจากตำแหน่ง ถึงแม้ว่า คปคจะได้ฉีกรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2540 ไปแล้วก็ตาม 

  2. การดำรงตำแหน่งของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน

         1) ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่ 18 กันยายน 2549 คงอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2550

         2) ให้ดำเนินการสรรหาและแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินใหม่ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 ภายใน 90 วัน นับตั้งแต่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินตามข้อ 2 ของประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 12 ลงวันที่ 20 กันยายน 2549 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศฉบับนี้ พ้นจากตำแหน่ง

         3) ในระหว่างที่ยังไม่มีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่พ้นจากตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง ยังคงปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินไปพลางก่อน

ซึ่งการยกเลิก พรบ ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 หมวด 1ส่วนที่ 1 ทำให้ข้อบังคับในส่วนของการสรรหาและการเลือกกรรมการ (มาตรา 18)  โดยประธานวุฒิสภาและคณะกรรมการสรรหาจำนวน 15 คน เพื่อมาคัดเลือกคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.)  ไม่มีสภาพบังคับใช้ ซึง ณ สภาวการณ์ในปัจจุบันนี้  หากยังไม่มีการออกกฎหมายมาแก้ไขประกาศ คปค. ฉบับที่ 29  พวกเราชาวไทยก็จะยังคงไม่มีคตง.ตัวจริงที่มิใช่ตัวแทนอย่างแน่นอน

จากข้อ 1) และ  2) ได้กำหนดให้คุณหญิงจารุวรรณ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2550  และกำหนดให้มีการดำเนินการสรรหาและแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (มาตรา 8) และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินใหม่ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 ภายใน 90 วัน  และ

ข้อ 3) ระหว่างที่ยังไม่มีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่พ้นจากตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง ยังคงปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินไปพลางก่อน  ซึ่งภายหลังจากวันที่ 30 กันยายน 2550  ออกไปอีก 90 วัน ก็ยังไม่มีการสรรหาและแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน 

การออกประกาศของ คปค. จึงสามารถเข้าใจได้ว่า คปค. ในการนำของพลเอกสนธิ คาดการณ์ไว้ว่า  อย่างช้าภายในวันที่ 29 ธันวาคม 2550 จะสามารถคัดเลือกและแต่งตั้งทั้งคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินแล้วเสร็จ  โดยอาจมองว่ากระบวนการในการสรรหาและคัดเลือกน่าจะใช้ระยะเวลาไม่นานเหมือนเช่นกับการนำเอากำลังทหารและรถถังออกมาประจำตามจุดต่างๆ ให้ประชาชนมอบช่อดอกไม้

 

คราวนี้มาดูถึงสาเหตุของปัญหาความขัดแย้งกันบ้าง

ตามพรบ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2542 หมวด 2 ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้มีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติ  หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหา ข้อกำหนดของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินการพ้นจากตำแหน่ง  อำนาจหน้าที่ของผู้ว่าการแผ่นดิน ซึ่งได้กำหนดการพ้นวาระการดำรงตำแหน่งของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินไว้ ดังนี้

1. พ้นตำแหน่งเมื่อครบวาระ 5 ปีนับแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง  และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว   โดยที่ผู้ว่าการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าผู้ว่าการ ซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่จะเข้ารับหน้าที่  (ตามมาตรา 33)

 2. นอกจากการพ้นตำแหน่งตามวาระ (ในข้อ 1) ผู้ว่าการจะพ้นตำแหน่งเมื่อ (มาตรา 34)

     (1) ตาย

     (2) มีอายุครบหกสิบห้าปีบริบูรณ์

     (3) ลาออก

     (4) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 28 หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 29

     (5) กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 32

ทำให้เมื่อคุณหญิงจารุวรรณมีอายุครบ 65 ปี ซึ่งจะต้องพ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ตาม (2) ของมาตรา 34

 

มุมมองของพวกเรา

หากจะบอกว่า  ประกาศ คปค. ฉบับที่ 29 ข้อ 3 ย่อหน้าที่ 2 ที่ระบุว่าในระหว่างที่ยังไม่มีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินตาม วรรคหนึ่ง ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่พ้นจากตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง ยังคงปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินไปพลางก่อน ซึ่งก็มิได้กำหนดระยะเวลาว่า  การปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อนนั้น  จะเป็นเวลากี่ปี  แต่ที่แน่นอนก็คือ ปฏิบัติหน้าที่ไปจนกว่าจะมี คตง. และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน  ดังนั้นการที่คุณหญิงจารุวรรณ ยังคงอยู่ในตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน จึงชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ลองพิจารณาดู

ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้เกิดมาจากการอ้างสิทธิ โดยการนำกฎหมายคนละฉบับมาอ้างความถูกต้อง ชอบธรรม  ดังนั้นเราจะต้องพิจารณาไม่ว่าจะเป็น ทั้งพรบ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2542 กับประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค) หากบ้านเมืองอยู่ในภาวะปกติ การดำเนินการสรรหาหรือคัดเลือก คตง.  ก็จะสามารถดำเนินไปได้  แต่เมื่อไม่สามารถเลือก คตง. ก็จะไม่มีผู้ใดที่จะเป็นผู้คัดเลือกผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน  ทีนี้ก็อยู่ที่การตีความแล้วว่า จะตีความเพื่อประโยชน์ของใคร  หรือเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ  จะหยิบยกเอากฎหมายฉบับไหนมาใช้ หรือจะชักแม่น้ำทั้งห้ามาสนับสนุนแนวคิดของตนเอง  ในการตีความมันก็สามารถที่จะทำได้ทั้งนั้น  แต่ทำเพื่อประโยชน์ของ....?

ปัจจุบันประเทศไทยได้มีสภานิติบัญญัติแล้ว เหตุใดจึงยังไม่เร่งรีบพิจารณากฎหมายที่จะมาแก้ไขหรือปลดล็อคในเรื่องของระบบการตรวจเงินแผ่นดิน หรือเป็นเพียงประวิงเวลาไว้เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการเมืองด้วยการทำให้ระบบตรวจสอบของบ้านเมืองต้องหยุดชะงัก  แล้วพวกท่านๆ ต่างฉกฉวยโอกาสที่จะกอบโกยเช่นนั้นหรือ?

สำหรับรักษาราชการฯ  ตามข้อสังเกตของกฤษฎีกา อาจจะคาดการณ์ได้ว่า ในอนาคตอาจจะมีการฟ้องร้องกันอีกหลายคดี  เพราะเนื่องจาก ตามพรบ. ดังกล่าวแล้ว ไม่ได้บัญญัติหน้าที่ความรับผิดชอบของรักษาราชการฯไว้อย่างชัดเจน เพราะตัวแทนก็คือตัวแทน ไม่ใช่ตัวจริง จะมาทำเหมือนเช่นตัวจริง 100% ก็คงจะไม่ได้  ขอให้ระมัดระวังในเรื่องนี้ด้วย  ด้วยความเป็นห่วงจากพวกเรา...

 

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  1. ประกาศ คปค ฉบับที่ 12/2549 ลงวันที่ 20 กันยายน 2549
  2. ประกาศ คปค ฉบับที่ 29/2549 ลงวันที่ 30 กันยายน 2549
  3. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2542

 

แหล่งที่มา :

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93_%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%93%E0%B8%91%E0%B8%81%E0%B8%B2

สืบค้นเมื่อ 22/10/10

http://www.oag.go.th/AboutOAG/auditor_th.jsp  สืบค้นเมื่อ 20/10/10

 

ข้อมูลเพิ่มเติม:

http://www.christiansiam.com/Testimony/Jaruwan.html สืบค้นเมื่อ 22/10/10