เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา หลังนักเรียนสอบเสร็จ ครูส่งเกรดส่งคะแนนกันครบ นโยบายท่านผู้อำนวยการยังไม่ให้โรงเรียนปิดเทอมทันทีเหมือนทุกครั้ง คณะครูทั้งโรงต้องจำยอม(ฮา)เข้าร่วมประชุมสัมมนาบ้าง เชิงปฏิบัติการบ้าง กับหลายเรื่องหลายราว ซึ่งล้วนเป็นงานประจำของครูเอง 3 วันรวดครับ ตั้งแต่ 11-13 ตุลาคม 

สำหรับวันสุดท้าย ประมาณครึ่งชั่วโมง โรงเรียนให้เกียรติผมได้นำเสนอรูปแบบการจัดการเรียนการสอนต่อที่ประชุม ซึ่งตัวเองบอกเล่าผ่านบล็อกในGotoKnowแห่งนี้ มาอย่างต่อเนื่องกว่า 2 ปี

ประชุมแบบนี้มาประจำ รวมทั้งมีโอกาสนำเสนองานพิเศษอื่นๆ ซึ่งรับผิดชอบในลักษณะเดียวกันนี้มาบ้าง แต่ไม่รู้สึกดีเท่าครั้งนี้ ทั้งที่ไม่ค่อยพอใจกับความติดๆขัดๆ หรือไม่ราบรื่นของตัวเอง อันเนื่องมาจากปัญหาในการมองเห็น 

ก่อนนี้ยังคุยกับพี่คนหนึ่งเลย ตลอดระยะเวลาเป็นครูมากว่า 20 ปี ประชุมมากมายที่เรากระทำกันจนชาชิน ส่วนใหญ่เป็นการให้ความรู้ แบบหลายครั้งไม่ต้องรู้ก็ได้ หรือทำแล้วก็ไม่เห็นจะดีขึ้นสักเท่าใด หัวใจของโรงเรียนจริงๆ คือ การเรียนการสอนมิใช่หรือ? แล้วทำไมแต่ละครั้งแทบไม่พูดถึงกันเลย พูดถึงบ้างก็เป็นทฤษฎี หลักการ หรือแนวคิด เรื่องแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การสอนจริงๆระหว่างเพื่อนครูด้วยกัน ซึ่งน่าจะสำคัญและเกิดประโยชน์กว่า แทบไม่ปรากฎ พิจารณาเรื่องนี้ให้ละเอียดแล้ว..แปลกมากนะครับ

โดยทั่วๆไป เรื่องการจัดการเรียนการสอน มักไม่น่าสนใจสำหรับผู้บริหาร อาจเนื่องมาจากไม่เห็นผลชัดเจน ไม่เห็นทันทีทันใด คงดั่งกล้วยไม้ออกดอกช้าตามที่นักการศึกษาได้เปรียบเปรยไว้ เอาไปคุยหรือโพนทะนาก็ไม่ค่อยจะได้ งานอื่นที่เป็นรูปธรรม รวดเร็ว นับได้ วัดได้ อาทิ สร้างรั้ว ทำป้าย ฯลฯ จึงมักได้รับการดูแลเอาใจใส่มากกว่า 

นอกจากนั้นแล้ว โดยทั่วๆไปอีกเช่นกัน ความรู้สึกนึกคิดของครูหลายท่าน ไม่นิยมให้ใครมาดู มาชม หรือมาวิพากษ์วิจารณ์การจัดการเรียนการสอนของตัวเองกันนักดอก ในการถอดบทเรียนแต่ละเรื่องการเปิดใจจึงสำคัญมาก พอครูมีความรู้สึกอย่างนี้ จึงมักไม่เข้าไปยุ่ง วุ่นวาย หรือแสดงความคิดเห็นใดๆต่อการจัดการเรียนการสอนของเพื่อนครูคนอื่น จะมองเป็นมรรยาท เป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกันก็ได้ 

ด้วยแนวคิด ความรู้สึก รวมถึงการปฏิบัติ ทั้งจากผู้บริหารและครูโดยทั่วๆไปเป็นเช่นนี้ การจัดการเรียนการสอน จึงไม่ใคร่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา หรือมาร่วมเรียนรู้ สุดท้ายการพัฒนาก็ไม่เกิด 

โดยส่วนตัวผมมีความเชื่อว่า ครูโรงเรียนใดย่อมจะสอนนักเรียนโรงเรียนนั้นได้ดีที่สุดจะสอนนักเรียนต้องวิเคราะห์หรือต้องรู้จักผู้เรียนเสียก่อนเมื่ออยู่ด้วยกันสอนกันมานาน พ่อแม่เป็นใคร บ้านอยู่ไหน นิสัยใจคอ ครูบางคนสอนนักเรียนคนเดิมซ้ำในหลายระดับชั้น จึงรู้ทะลุปรุโปร่ง เจ้าหมอนี่ เด็กหญิงคนนี้ อากัปกิริยาอย่างนี้ เพราะเหตุใด พื้นฐานทางบ้านหรือเปล่า เข้าใจหรือไม่ ถ้าไม่เข้าใจ ต้องใช้ไม้ไหน หรือกระบวนท่าใดต่อไป อย่างนี้ในการจัดการความรู้(knowledge management=km) เรียกว่า ความรู้ฝังลึก(tacit knowledge) 

ดังนั้น หากโรงเรียนจัดกิจกรรมอะไรก็ได้ ที่จะทำให้คณะครูมีโอกาสเรียนรู้กระบวนยุทธ์ในการจัดการเรียนการสอนของกันและกันอย่างเปิดใจ ความรู้ที่แต่ละคนมีอยู่จะผ่องถ่ายไปสู่ทุกคนอย่างรวดเร็ว สุดท้ายจะหลอมรวมเป็นองค์ความรู้ที่ชัดแจ้ง(explicit knowledge) เกิดรูปแบบการเรียนการสอนเฉพาะกับนักเรียนโรงเรียนนั้นๆ ถ้าที่บ้านกร่างก็อาจจะได้ บ้านกร่างโมเดลเป็นต้น 

ครั้งเริ่มมาเขียนบันทึกที่GotoKnowใหม่ๆ ผมแทบไม่รู้อะไรเลย โดยเฉพาะเรื่องการจัดการความรู้กับการจัดการศึกษา แต่หลายบันทึกที่นี่ ต้องขอบคุณหลายๆท่าน ที่ทำให้พอเข้าใจ  

หาคำตอบให้กับตัวเองถึงความรู้สึกดีๆ ซึ่งเกิดขึ้นในที่ประชุมวันนั้นครับ..

หากจะทึกทักเอาว่า โรงเรียนผมเริ่มนำการจัดการความรู้เข้ามาพัฒนาการจัดการเรียนการสอนแล้ว ก็คงไม่ใช่คำกล่าวอ้างซึ่งเกินเลยไปนัก