Large_lotuscreativepnt2 Large_lotusabstraction2 

การวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม PAR : Participatory Action Research เป็นการวิจัยแนวหนึ่งที่มีความเป็นนวัตกรรมการจัดการความเปลี่ยนทางสังคมอยู่ในตนเอง ทั้งนี้ ก็เนื่องจากโดยธรรมชาติของกระบวนการวิจัยในแนวนี้เองนั้น จะมีความสามารถสนองตอบต่อความต้องการในการแก้ปัญหาจากข้อจำกัดของการนำเอาการวิจัยในกระแสหลักและการวิจัยในแบบดั้งเดิมมาผสมผสานกับการทำงานเชิงปฏิบัติการสังคม หลายประการ อีกทั้งทำให้การวิจัยซึ่งเป็นกระบวนการทางวิชาการสามารถออกแบบให้มีความเชื่อมโยงกับมิติอื่นๆของการพัฒนาทางสังคมไปด้วยได้อย่างดียิ่ง

นอกจากนี้ การวิจัยแนวนี้ยังทำให้นักวิจัยและกลุ่มคนที่สามารถทำงานความรู้ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วก็จะเป็นเพียงคนจำนวนน้อยในหมู่คนชั้นกลางที่ระบบสังคมจะสร้างขึ้นมาได้ด้วยกระบวนการทางศึกษา ให้สามารถมีบทบาทหน้าที่ต่อความเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ก้าวเดินออกไปเป็นกำลังทางความรู้และเป็นเครือข่ายภาคีการพัฒนามิติต่างๆของชุมชนระดับต่างๆของสังคม เป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้ประเทศกำลังพัฒนาที่ขาดงบประมาณและทรัพยากรด้านอื่น จะสามารถหาทางออกด้วยการใช้ความรู้และปัจจัยมนุษย์เป็นปัจจัยหลักในการแก้ปัญญา

ด้วยความจำเป็นและบริบททางสังคมดังกล่าวนี้ การวิจัยแบบ PAR จึงจะมีฐานความคิด สำหรับการทำงานเชิงสร้างสรรค์อยู่ภายในกระบวนการวิจัย อีกทั้งต้องทำงานเชิงกระบวนการที่กอปรไปด้วยความสำนึกและความมีจิตวิญญาณทางสังคม มากกว่าเป็นการ 'ได้ทำวิจัย' และทำงานความรู้เพียงเป็น 'กิจกรรมทางวิชาการ (Research and Academic Exercise)' โดยต้องมุ่งพัฒนาแนวคิดและออกแบบระเบียบวิธีให้สามารถสะท้อนองค์ประกอบที่สำคัญ ๓ ประการ ให้บูรณาการเข้าไปสู่กระบวนการวิจัยทุกมิติอย่างกลมกลืน

องค์ประกอบ ๓ ประการดังกล่าวนี้ จัดว่าเป็นหลักการพื้นฐานและใช้เป็นหลักพิจารณา บ่งชี้ความเป็นการวิจัยในแนวนี้อีกด้วย รายละเอียดของ ๓ องค์ประกอบดังกล่าวมีดังนี้

 CER    ๓ กระบวนการที่จำเป็นต้องบูรณาการอยู่ในการวิจัยแบบ PAR 

     Community Orientation and Community-Based Development Integration : การระบุปัญหาที่มุ่งความเชื่อมโยงกับการแก้ปัญหาร่วมกันของชุมชนและสังคม การวิจัยแบบ PAR ต้องมุ่งพัฒนาประเด็นการวิจัยที่มุ่งแก้ปัญหาทางการปฏิบัติของชุมชนและกลุ่มคนต่างๆ รวมทั้งมุ่งยกระดับความเป็นจริงทางสังคม และยกระดับการพัฒนาสุขภาวะและคุณภาพแห่งชีวิต ทั้งในเชิงรูปธรรมและในเชิงนามธรรม

     Education and Learning Process Integration : การพัฒนากระบวนการทางการศึกษาและกระบวนการเรียนรู้เพื่อมุ่งระดมพลังแก้ปัญหาจากภายในชุมชน สร้างคนและทำให้ผู้คนเกิดความมีส่วนร่วม สามารถเรียนรู้และยกระดับการปฏิบัติ สามารถแปรการปฏิบัติและศักยภาพอันเกิดจากกระบวนการทางการศึกษาและการเรียนรู้ ไปสู่การนำตนเองเข้าไปมีส่วนร่วมในสิ่งต่างๆดีขึ้น รวมทั้งสามารถเกิดประสบการณ์ทางสังคม และนำเอาความรู้ ตลอดจนประสบการณ์ต่างๆที่ได้รับ ไปใช้ในชีวิตประจำวันของตนเองได้ 

ในอดีตนั้น กระบวนการทางการศึกษามักทำให้นักวิจัยนึกถึงการจัดฝึกอบรมและประชุมชาวบ้าน ตลอดจนจัดอบรมและจัดกระบวนการทางการศึกษาให้แก่เครือข่ายผู้คนที่เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการวิจัย เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนมีทักษะปฏิบัติสำหรับนำไปใช้ระหว่างทำวิจัย เช่น ฝึกอบรมวิธีพัฒนาเครื่องมือวิจัย ฝึกอบรมวิธีเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล ฝึกอบรมการพัฒนาและวางแผนโครงการ ซึ่งโดยมากแล้วก็จะเป็นกระบวนการทางการศึกษาที่แยกส่วนออกมา เพื่อดำเนินการให้จำเพาะเจาะจง อีกทั้งมักจะหมายถึงการถ่ายทอดความรู้เพื่อสร้างทักษะที่ต้องการจากนักวิจัยไปสู่กลุ่มชาวบ้านผู้มีส่วนร่วมอื่นๆ

ปัจจุบัน กระบวนการทางการศึกษาและการเรียนรู้ ได้มีการพัฒนาก้าวหน้าไปมาก นอกจากนักวิจัยและกลุ่มปฏิบัติการจะสามารถใช้กระบวนการทางการศึกษาแบบดั้งเดิมดังกล่าวอย่างได้ผลแล้ว แนวคิดในการพัฒนาการศึกษาเรียนรู้ก็สามารถดำเนินการได้อย่างกว้างขวางมากกว่าการอบรมและถ่ายทอดความรู้ เช่น อาจออกแบบให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ผ่านการทำวิจัยของประชาชน การเรียนรู้และสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงการเรียนรู้กับแหล่งประสบการณ์ที่เหมาะสม การถอดบทเรียนตนเองและเรียนรู้จากภายใน การสร้างสภาพแวดล้อมทางสื่อและการเรียนรู้แบบเสริมพลัง ออกแบบให้เป็นการปฏิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนเรียนรู้รหว่างกลุ่มคนและระหว่างชุมชน ออกแบบให้เป็นการทำงานเป็นกลุ่มซึ่งก่อให้เกิดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการทางสังคมภายในชุมชนผู้ปฏิบัติซึ่งจะให้การเรียนรู้แบบ Horizontal Interactive Learning Through Action เหล่านี้เป็นต้น กระบวนการทางการศึกษาและการพัฒนาการเรียนรู้เหล่านี้ จะนำไปสู่ความสามารถในการระดมพลังปฏิบัติและบรรลุจุดหมายในการแก้ปัญหาที่ต้องการได้ต่อไป

องค์ประกอบเหล่านี้ ไม่ว่าจะออกแบบและดำเนินการในรูปแบบใด ต่างก็อยู่บนแนวคิดเพื่อการสร้างคน สร้างชุมชน ให้ใช้ความรู้และสติปัญญาแก้ปัญหา ในสภาพความจำเป็นและบริบทแวดล้อมที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น จึงจำเป็นต้องออกแบบให้บูรณาการอยู่ในการวิจัยในแนวนี้

     Research Integration :  การวิจัย สร้างความรู้ และสร้างทฤษฎีพื้นฐานจากการปฏิบัติ ในทางการศึกษานั้น การเกิดประสบการณ์และความเปลี่ยนแปลงทางการปฏิบัติ เป็นเครื่องบ่งชี้การเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ที่สำคัญมากอย่างหนึ่ง อีกทั้งการเรียนรู้จากประสบการณ์นั้น ก็มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการดำเนินชีวิต ดังนั้น จึงเป็นความรู้และทฤษฎีที่มีพลังต่อการอธิบายภาคปฏิบัติของสังคม อีกทั้งจัดว่า เป็นความรู้ความจริงเชิงวัฒนธรรมหรือความรู้เชิงทฤษฎีที่มีบริบท ซึ่งนอกจากจะไม่สามารถทดแทนได้ด้วยความจริงที่อธิบายโดยวิทยาศาสตร์แนวกระแสหลักแล้ว ก็กลับจะส่งเสริมเติมเต็มกันและกันให้สังคมมีความงอกงามมั่งคั่งในงานสร้างสรรค์ทางปัญญาได้มากยิ่งๆขึ้น การวิจัยเพื่อสร้างความรู้ขึ้นอย่างเป็นระบบจึงจำเป็นต้องออกแบบให้บูรณาการกับมิติอื่นๆไปด้วย

  IRE    ๓ ศักยภาพบูรณาการที่นักวิจัยแบบ PAR จำเป็นต้องมี 

ด้วยคุณลักษณะ ความจำเป็น และความต้องการที่เป็นเหตุผลเบื้องหลังของการวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมดังที่กล่าวมาในข้างต้นนี้ ก็จะเห็นได้ว่า การวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม นั้น มีความเป็น 'การวิจัยและการปฏิบัติการเชิงสังคม' หรือ 'Social Research and Social Action' ซึ่งจะต้องผสมผสานงานความรู้และการดำเนินการภาคปฏิบัติ ให้กลมกลืน มีความบูรณาการอยู่ในตนเองในศักยภาพที่สำคัญ ๓ ด้านเพื่อเป็นนักวิจัยในแนวทางนี้ได้อย่างสอดคล้องกับความจำเป็นและระบบวิธีคิดที่อยู่เบื้องหลังในข้างต้น ประกอบด้วย 
     Creative Igniter and Changes Facilitator : ความเป็นกระบวนกร มีความสำนึกร่วมต่อสังคมและชุมชน เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางสังคมด้วยความริเริ่มและสร้างสรรค์ และจัดวางตนเองให้เป็นผู้สนับสนุนชุมชนหรือกลุ่มผู้ปฏิบัติ สำหรับริเริ่มและทำงานต่างๆได้
     Researcher : ความเป็นนักวิจัยและนักวิชาการ เป็นผู้มีหน้าที่ต่อสังคมในการสร้างสั่งสมความรู้และบริการงานวิชาการเพื่อเสริมกำลังการพัฒนาของสังคม
     Educator : ความเป็นนักการศึกษา สามารถทำให้กระบวนการวิจัยเป็นเงื่อนไขการเรียนรู้และเป็นโอกาสสร้างคน เป็นโอกาสพัฒนาการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์สังคม เป็นครูของชุมชน เป็นเพื่อนร่วมคิดร่วมทำ ร่วมเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงกับผู้คน เป็นสภาพแวดล้อมที่ให้ความเชื่อมั่นในตนเองของชาวบ้านและก่อเกิดความบันดาลใจในการพึ่งการเรียนรู้ด้วยตนเองเพื่อมีความยั่งยืนต่อการพัฒนาต่างๆ

องค์ประกอบที่สำคัญดังกล่าวนี้ เป็นศักยภาพที่นอกเหนือจากความรู้เชิงเทคนิคการวิจัยและความรู้เชิงวิชาการ อีกทั้งเป็นทั้งความเป็นศาสตร์และความเป็นศิลปะ ซึ่งจะทำให้การวิจัยและงานความรู้ ตลอดจนบทบาทในเชิงระบบของความเป็นนักวิจัยและนักวิชาการต่อการทำหน้าที่ทางสังคม มีบทบาทที่จำเพาะต่อสังคม

นอกจากจะเป็นการวิจัยแล้ว ก็เป็นการทำให้การเรียนรู้และแก้ปัญหา มีความผสานกลมกลืนเป็นมรรควิถีแห่งชีวิต สร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมในเชิงวัฒนธรรมได้อย่างเหมาะสมอีกด้วย.