นานาวิธีจับสัตว์น้ำของชาวประมงพื้นบ้าน

กิจกรรมการประมงชายฝั่ง

จากการศึกษาการจับสัตว์น้ำของชาวประมงพื้นบ้าน บ้านปากทะเลบางจาก หมู่ที่ 13 ตำบลคลองน้อย อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราชนั้นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่ทำรายได้ให้แก่ชาวประมงพื้นบ้าน ประกอบด้วยสัตว์น้ำหลายชนิดดังต่อไปนี้

 

  1. สัตว์น้ำประเภทหอย

หอยเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่ทำรายได้ให้แก่ชาวประมงพื้นบ้าน บ้านปากทะเลบางจากเป็นอย่างมาก หอยที่ชาวประมงนิยมจับได้แก่ หอยแมลงภู่  ซึ่งหอยแมลงภู่นั้นลักษณะตัวสีเขียวสลับดำมีหลายขนาดเป็นรูปวงรีป่องตรงกลาง  บริเวณที่มีหอยแมลงภู่อาศัยอยู่เป็นจำนวนมากนั้นคือ พื้นที่ที่มีลักษณะเป็นดินเลนและบริเวณที่หอยสามารถเกาะตัวอยู่ได้เป็นอย่างดี ส่วนใหญ่หอยแมลงภู่จะเกาะตัวอยู่ที่   “ ขาซั้ง ”  ซึ่งขาซั้งนั้นหมายถึงไม้ไผ่ที่ชาวประมงนำมาปักไว้ในทะเลมีขนาดความยาวประมาณ 4-5เมตรมี ซึ่งหอยจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มและมีเส้นใยไว้สำหรับการหายใจและการยึดตัวอยู่รวมเป็นกลุ่มอย่างเหนียวแน่นมีหลายขนาดในหอยแต่และกลุ่มขึ้นอยู่กับว่าบริเวณพื้นที่แหล่งนั้นมีปริมาณอาหารมากน้อยเพียงใด

 

 เครื่องมือที่ใช้สำหรับงมหอยแมลงภู่ ประกอบด้วย

  1. ถุงมือ ชาวประมงนิยมใช้ถุงมือผ้าชนิดหนาเพื่อแกะหอยออกจากวัตถุที่หอยเกาะอยู่ เพื่อป้องกันไม่ให้หอยบาดมือ แต่ไม่นิยมใช้ถุงมือหนังเพราะจะจับไม่สะดวก
  2. รองเท้า
  3. หน้ากาก
  4. ถังออกซิเจน 
  5.  เครื่องปั่นออกซิเจน  
  6.  หยุก (สวิง )
  7. เรือหางยาวติดเครื่อง

 วิธีการงมหอยแมลงภู่

             ชาวประมงจะออกเรือตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อมุ่งหน้าสู่บริเวณปากทะเลพื้นที่ซึ่งมีการปักขาซั้งไว้เพื่อให้หอยแมลงภู่มายึดเกาะตัวอยู่ระหว่างตอนน้ำขึ้นและน้ำลง  ธรรมชาติของหอยแมลงภู่เมื่อมาอยู่ที่ขาซั้งจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม โดยขั้นตอนแรกชาวประมงจะสวมถุงมือ สวมรองเท้าและสวมหน้ากากที่ติดสายออกซิเจนและแขวนหยุกลงไปงมหอยบริเวณขาซั้งเมื่องมได้แล้วจะนำหอยใส่ลงไปในหยุกที่พาลงไปด้วย เมื่อได้หอยพอปริมาณความต้องการจึงนำมาใส่ลงไปในลำเรือทำอยู่จนพอกับความต้องการ แล้วจึงกลับบ้านเพื่อไปทำการตัดใยแล้วล้างด้วยน้ำจืดหลังจากนั้นจึงนำไปขายยังแหล่างรับซื้อหอยแมลงภู่

ภูมิปัญญาของชาวประมง 

ในสมัยก่อนนั้นชาวประมงกล่าวว่าการงมหอยแมลงภู่จะใช้วิธีดำน้ำลงไปแบบธรรมดาแล้วนำหอยขึ้นมาไม่มีอุปกรณ์ช่วยอะไรแต่ในปัจจุบันจะใช้เครี่องช่วยหายใจทำให้สามารถหอยได้นานขึ้นและได้ในปริมาณที่มากกว่าวิธีการแบบดั้งเดิมซึ่งการงมหอยแมลงภู่จะทำกันภายในครอบครัวปริมาณหอยที่ได้มีจำนวนมากทำให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้จากการยึดอาชีพงมหอยแมลงภู่เป็นอาชีพหลัก

ปัญหาอาชีพการงมหอยแมลงภู่

  1. การขโมยงมหอยแมลภู่ในขาซั้งที่ชาวประมงเป็นผู้เช่าหรือเป็นผู้สร้างขึ้นทำให้ชาวประมงผู้ประกอบอาชีพงมหอยเสียผลประโยชน์
  2. ปริมาณหอยแมลงภฎู่ที่ลดจำนวนลงอย่างมากทำให้ชาวประมงต้องเพิ่มระยะเวลาและค่าน้ำมันเรือ และระยะเวลาการงมหอยมากกว่าปกติเพื่อให้ได้ปริมาณหอยตามความต้องการในการงมหอยแต่ละครั้ง สาเหตุการลดจำนวนลงของหอยแมลงภู่นั้นคือปริมาณน้ำเสียจากการทำประมงของชาวประมงเองและน้ำเสียจากบ้านเรือนที่ปล่อยที่อาศัยอยู่ในบริเวณหมู่บ้านปากทะเลและหมู่บ้านใกล้เคียง

 

  1. สัตว์น้ำประเภทกุ้ง

            จากการศึกษาชาวประมงผู้ทำการจับสัตว์น้ำประเภทกุ้ง ซึ่งเป็นผู้อาศัยอยู่ในบ้านปากทะเลบางจาก ต. คลองน้อย อ. ปากพนัง จ . นครศรีธรรมราชพบว่า ทำการประมงมาไม่น้อยกว่า 20 ปี โดยทำการดักจับสัตว์น้ำประเภทกุ้งเป็นหลัก กุ้งเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่ทำรายได้ให้แก่ชาวประมง และใช้ในการประกอบอาหารสำหรับบริโภคในครัวเรือนในอดีตปริมาณกุ้งมีมาก สามารถหาได้ง่ายและมีขนาดโต แต่ในปัจจุบันนี้ หาค่อนข้างยากและใช้ทุนสูงในการจับสัตว์น้ำประเภทกุ้ง ด้วยสาเหตุหลักมาจากปริมาณกุ้งลดจำนวนลงอย่างมาก ซึ่งเป็นผลพวงมาจากปริมาณป่าชายเลนที่ลดจำนวนลงอย่างมาก ด้วยสาเหตุมาจากการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนของชาวประมงเองและจากการทำนากุ้งที่ปล่อยสารเคมีในกิจกรรการเลี้ยงกุ้งซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำเสีย และปัญหาน้ำเน่าเสียจากหมู่บ้านแสงวิมาณสาเหตุต่างๆเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อการเพิ่มปริมาณของสัตว์น้ำประเภทกุ้ง

เครื่องมือที่ใช้ในการดักจับสัตว์น้ำประเภทกุ้ง ประกอบด้วย

2.1  ถุงซั้งน้ำสวน

                จากการสอบถามชาวประมงผู้ทำการดักจับสัตว์น้ำประเภทกุ้งด้วยถุงซั้งน้ำสวนได้ความว่า การดักจับกุ้งด้วยถุงซั้งน้ำสวนจะทำกันในตอนที่ “น้ำสวน ”หมายถึงการวางถุงในทิศทางตรงกันข้ามกับทิศทางน้ำที่เป็นอยู่ในขณะนั้น คือน้ำขึ้น หรือน้ำลง

         เครื่องมือทีใช้ดักจับสัตว์น้ำประเภทกุ้งด้วยถุงซั้งน้ำสวน ประกอบด้วย

  1. ถุงอวนสีแดง
  2. ไม้ไผ่ขาซั้ง
  3. เชือกผูก
  4. ไม้หลัก

                จากการสังเกตสัมภาษณ์ได้ความว่าถุงซั้งนั้นชาวประมงจะเป็นผู้ผูกขึ้นมาเอง โดยใช้อวนตาถี่สีแดงทำในระยะเวลา 1. วันจึงเสร็จโดยใช้คนประมาณ 10 คนช่วยกันผูกขึ้นมาในการผูกจะผูกในลักษณะเป็นรูปกรวย โดยมีช่วยปากถุงกว้าง 6 ศอก ความยาวของถุง 26 ศอก และมีส่วนประกอบที่สำคัญคือ “ขอบงา” ซึ่งอยู่ตรงส่วนท้ายของถุงมีลักษณะเป็นทรงกระบอกประกอบด้วยขอบบนและขอบล่างหุ้มด้วยอวนตาถี่หนาเป็นรูปทรงกระบอกภายในขอบเรียกว่างาผูกเป็นรูปกรวยด้วยโดยด้านปากของงาจะผูกให้ติดกับตัวขอบด้านล่าง ส่วนตอนท้ายจะผูกให้เรียวเล็ก

                เมื่อทำการผูกถุงซั้งเสร็จแล้วก็จะนำไปวางยังขาซั้งซึ่งเรียกว่าเป็นลูก ซึ่งซั้ง 1 ลูกประกอบด้วยขาซั้ง 2 ขา  หมายถึงการนำไม้ไผ่ที่มึความยาวประมาณ 4 เมตร มาปักเป็นรูปสามเหลี่ยม โดย 1ขาซั้ง จะมีไม้ไผ่ปักปักเรียงติดต่อกันเป็นแนวยาวในระยะ 3 เส้น ใน“ช่องมูก” ส่วนทีแคบทีสุดระหว่างขาซั้ง 2ขา มีความยาว 5 ศอก ระหว่างแถวขาซั้งมีความยาว 25 เส้น ถุงมีความยาว 26 ศอก มีความช่วงปากกว้าง 7 ศอก

 

                วิธีการดักจับสัตว์น้ำประเภทกุ้งด้วยถุงซั้งน้ำสวน

                โดยดูสายน้ำที่ไหลสม่ำเสมอ หลังจากนั้นทำการวางถุงซั้ง โดยการปักหลักไม้ 2 หลักระหว่างช่วงมูกขาซั้ง จากนั้นนำถุงมาวางคลี่ออกเป็นรูปกรวยผูกปากถุงไว้กับไม้หลักด้วยเชือกไนลอนส่วนตอนปลายหางของถุงนั้นผูกตรึงไว้กับไม้หลักอีกอันหนึ่งไม้หลักมีความยาวประมาณ 4 เมตรการวางถุงซั้งน้ำสวนจะเริ่มวางตั้งแต่เวลา  16.00น –12.00น วางก่อนที่น้ำขึ้น การตรวจดูว่ากุ้งติดหรือไม่นั้นจะใช้ไม้ขอดึงตรงส่วนท้ายของถุงขึ้นมา การเก็บสัตว์น้ำที่ได้จะต้องเก็บในขณะที่น้ำลงแล้ว

                ภูมิปัญญาของชาวประมง

                ภูมิปัญาเรื่องถุงซั้งน้ำสวนนั้นจากการสอบถามชาวประมงนั้นชาวประมงกล่าวว่าไม่ทราบว่าใครเป็นผู้คิดค้นขึ้นมาหรือรับมาจากที่ใด แต่มีการสืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคนแล้วจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งของชาวประมงเองจนถึงปัจจุบัน วิวัฒนาการของการดักจับสัตว์น้ำประเภทกุ้งด้วยถุงซั้งน้ำสวนนั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของขนาดถุงให้มีหลายขนาด และใช้อวนตาถี่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดักจับสัตว์น้ำประเภทกุ้งให้ได้ในปริมาณที่เพิ่มมากยิ่งขึ้น

                ปัญหาอาชีพการจับกุ้งด้วยถุงซั้งน้ำสวน

                ปัญหาของการดักจับสัตว์น้ำประเภทกุ้งด้วยถุงซั้งน้ำสวน ซึ้งปัญหาที่พบคือ

  1. การลดจำนวนลงของสัตว์น้ำประเภทกุ้ง
  2. การขโมยกุ้งที่จับได้ในถุงซั้งน้ำสวน
  3. การทำลายขาซั้งจากเรือที่สัญจรไปมา และพวกที่งมหอยแมลงภู่บริเวณขาซั้ง

                2.2  การดักจับสัตว์น้ำประเภทกุ้งด้วยแร้ว

                แร้วเป็นเครื่องมือดักจับสัตว์น้ำประเภทกุ้ง ของชาวประมงพื้นบ้านบ้านปากทะเลบางจาก

ซึ่งแร้วมี 2 ประเภท คือ แร้วแดง และแร้วดำ

                วิธีการทำแร้ว

           โดยเริ่มจาก การตัดไม้ฝาด(ไม้ฝาดเป็นไม้ชนิดหนึ่งทีขึ้นอยู่บริเวณป่าชายเลน บ้านปากทะเลบางจาก มีลักษณะเป็นไม้เนื้อแข็ง ) โดยตัดให้มีความยาวประมาณ 2 เมตร ใช้เนื้ออวนเขียวและแดง และลวดเหล็ก จัดเป็นวงกลม 2 วงโดยมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 ฟุต ใช้ลวดเหล็กสอดสลับเข้าไปในเนื้ออวนผูกด้วยเชือกในลอนให้ติดกับลวดเหล็กโดยแบ่งระยะความห่าง 8 ตาอวน

ขั้นตอนต่อไปนำไม้ฝาดเหลาปลายแหลมสอดเข้าไปในแร้ว นำไม้ไผ่เหลาทำเกียบเหลาปลายแหลมเพื่อทำในการเสียบเหยื่อ ความห่างระหว่างปลายแหลมถึงจุดที่มัดประมาณ 1 ฟุตหลังจากนั้นสอดกลางเข้าไปในแร้วหลังจากนั้นผูกมัดปลายท้ายไว้ที่ปลายเกียบ ส่วนตอนปลายแร้วใช้เชือกในลอนร้อยปาก เพื่อดึงกับส่วนยอดของไม้ฝาดเพื่อทำให้แร้วตึงหลังจากนั้น นำเหยื่อที่เตรียมไว้เป็นลูกปลาขนาดเล็ก ขั้นตอนต่อไปคือการนำแร้วไปปักในน้ำเพื่อดักจับกุ้งในการปักขึ้นอยู่กับเทคนิคประจำตัวมีหลายแบบ เช่น การปักแร้วในลักษณะเอียง กุ้งจะเข้ายังส่วนปากของแร้วซึ่งอยู่ตรงส่วนกลางของแร้วมีลักษณะคล้ายขอบงา

                 ภูมิปัญญาของชาวประมง

                แร้วเป็นเครื่องมีอที่มีการคิดค้นขึ้นมาชองชาวประมงบ้านปากทะเลบางสืบทอดต่อกันมาหลายยุคหลายสมัยไม่ใครสามารถบอกได้ว่าใครเป็นผู้คิดขึ้นแต่กล่าวเป็นไปในแนวทางเดียวกันว่ามีการนำแร้วมาใช้ในการดักจับสัตว์น้ำมานานมาก ปัจจุบันได้เปลี่ยนรูปแบบจากแร้วชนิดฝาเดียวเป็นแร้วชนิด 2ฝา เพื่อการที่กุ้งเข้าไปแล้วไม่สามารถออกมาได้

                ปัญหาอาชีพการจับกุ้งด้วยแร้ว

                ปัญหาที่พบจากการดักจับสัตว์น้ำประเภทกุ้งด้วยแร้ว

1. มีการขโมยกุ้งในแร้ว

2. ปริมาณกุ้งในน้ำมีน้อย

3. การดักแร้วเป็นการกีดขวางการจราจรทางเรือ

 

                2.3  การดักจับสัตว์น้ำประเภทกุ้งด้วยถุงฝา

                จากการสอบถามชาวประมงพื้นบ้านและการสังเกตแบบมีส่วนร่วม พบว่า การดักจับสัตว์น้ำประเภทกุ้งด้วยถุงฝานั้นจะมีลักษณะคล้ายกับการดักจับสัตว์น้ำประเภทกุ้งด้วยถุงซั้งน้ำสวน แต่มีส่วนที่แตกต่างกันคือถุงฝาจะไม่มีลักษณะของขอบงาและใช้อวนสีฟ้าตาถี่มาก ถุงฝามีขนาดความกว้าง 4 วา 3ศอก ความยาว 20-25 วา ถุงฝาจะใช้ดักตอนน้ำขึ้นและน้ำลง การวางถุงฝาดักจับกุ้งจะต้องใช้วางเรียงกันเป็นแนวยาวตามซั้ง ลักษณะของถุงฝาส่วนปากถุงเป็นรูป 4 เหลี่ยม การดักจะผูกปากด้านหน้ากับไม้หลัก 2 อัน การเก็บกุ้งที่ติดอยู่ในถุงฝา ใน 1 วันจะเก็บได้ 1-2 ครั้งขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นน้ำขึ้นหรือน้ำลง วางถุงฝาแล้ว 5-6 วันจึงนำขึ้นทำความสะอาด ในส่วนของปากถุงฝานั้นจะต้องวางให้ถึงพื้นดินด้านล่างเพื่อไม่ให้กุ้งที่มากับน้ำไม่สามารถเล็ดลอดออกไมได้ในส่วนตอนหางข้างท้ายปล่อยให้ไปตามทิศทางน้ำการวางถุงฝาต้องวางตามทิศทางน้ำ กุ้งที่ได้ส่วนมากจะเป็นกุ้งน้ำข้าวที่ใช้ในการทำกะปิ

                ภูมิปัญญาของชาวประมง

                จากการสอบถามชาวประมงผู้ทำการดักจับสัตว์น้ำประเภทกุ้งด้วยถุงฝาได้ความว่า ถุงฝานั้นเกิดขึ้นมาจากการคิดค้นของบรรพบุรษและไม่ทราบที่มาชัดเจนว่าใครเป็นผู้คิดค้นหรือรับสืบทอดต่อกันมาจากที่ใดเพราะชาวประมงกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าตั้งแต่จำความได้ก็มีการดักจับสัตว์น้ำประเภทกุ้งด้วยถุงฝากันมาแล้วจนกระทั่งมาถึงรุ่นของตนและลูกหลาน  ชาวประมงกล่าวว่าถุงฝานั้นไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบยังคงเดิมแต่เปลี่ยนแปลงในส่วนของขนาดและปริมาณของถุงฝาที่มากขึ้นเพื่อเพิ่มปริมาณในการดักจับสัตว์น้ำประเภทกุ้ง                                     

 

 

                ปัญหาอาชีพการจับกุ้งด้วยถุงฝา

  1. ปริมาณสัตว์น้ำประเภทกุ้งมีน้อยทำให้ไม่สามารถเพิ่มปริมาณการจับให้ได้ตามความต้องการได้
  2. การขโมยกุ้งของชาวประมงในตอนที่เจ้าของไม่ได้เฝ้าดูแลอยู่
  3. ไม้หลักที่หลุดลอยในขณะที่น้ำขึ้นทำให้ถุงฝาหลุดลอยตามน้ำไป
  4. ถุงขาดจากไม้ซั้งที่หลุดลอยมาตามกระแสน้ำทำให้ถุงเกิดการชำรุดเสียหาย
  5. ถุงฝาถูกน้ำทะเลกัดกร่อนรวมทั้งปริมาณแสงแดดทีเผาทำลายทำให้ถุงเกิดการชำรุดเสียหาย

 

                2.4 การดักจับสัตว์น้ำประเภทกุ้งด้วยถุงยัก

            จากการศึกษาอาชีพการดักจับสัตว์น้ำประเภทกุ้งด้วยถุงยักของชาวประมงหมู่บ้านปากทะเลบางจากพบว่าถุงยักนั้นมีประสิธิภาพในการดักจับสัตว์น้ำประเภทกุ้งได้เป็นจำนวนมากเพราะปริมาณของถุงนั้นมีจำนวนมากวิธีการ การดักจับสัตว์น้ำประเภทกุ้งด้วยถุงยักนั้น โดยการที่ชาวประมงจะนำถุงยักไปวางในทะเล มีลักษณะเหมือนถุงฝาทุกประการ แต่ต่างกันที่ลักษณะการวาง สำหรับถุงยักนั้นจะวางเป็นรูปสลับฟันปลา หรือการวางเป็นรูปซิกแซก สามารถดักจับกุ้งได้ทั้งน้ำขึ้นและน้ำลง การวางถุงยักแต่ละครั้งจะวางในปริมาณ 30-40 ลูก โดยไม่ใช้ไม้ซั้ง ชาวประมงจะวางก่อนน้ำขึ้น และเก็บในตอนหัวรุ่ง หลังจากนั้นนำส่งขายที่ตลาดรับซื้อ  กุ้งที่ได้จะเป็นกุ้งน้ำข้าวและกุ้งหัวเรียวใช้ในการทำกะปิ

                ภูมิปัญญาของชาวประมง

                ได้มีการรับสืบทอดต่อกันมาจากบรรพบุรุษชาวประมงจะใช้วิธีการเพิ่มปริมาณถุงยักเพื่อเพิ่มปริมาณการดักจับสัตว์น้ำประเภทกุ้งให้ได้จำนวนมาก

                ปัญหาอาชีพการจับกุ้งด้วยถุงยัก

  1. ปริมาณสัตว์น้ำประเภทกุ้งมีจำนวนน้อยลดปริมาณลงมาก
  2. ปัญหาเรือที่ใช้เป็นยานพาหนะที่เสียบ่อยครั้ง
  3. ปัญหาฝนตกทำให้ลาบากในการเก็บจำหน่าย
  4. ปัญหาเสาหลักที่เก่าทำให้ถุงหลุดได้ง่าย
  5. ปัญหาการขโมยกุ้งที่จับได้ในถุงยักสูญหายบ่อย
  6. ปัญหาการซักล้างที่ทำได้ยากลำบาก
  7. ปัญหาการผุกกร่อนของถุง
  8. ปัญหาขยะจากไม้ไผ่ขาซั้งที่หลุดลอยตามน้ำมาอยู่ในถุงทำให้ถุงเกิดการเสียหาย

 

                2.5  การดักจับสัตว์น้ำประเภทกุ้งด้วยเรืออวนรุน

              จากการสังเกตสัมภาษตลอดจนถึงการลงมือปฏิบัติแบบมีส่วนร่วมในการดักจับสัตว์น้ำประเภทกุ้งด้วยเรืออวนรุนของชาวประมงพื้นบ้านบ้านปากทะเลบางจากนั้น ความว่า ชาวประมงพื้นบ้านจะเตรียมอุปกรณ์ในการดักจับสัตว์น้ำประเภทกุ้งด้วยเรื่ออวนรุนตั้งแต่ตอนบ่ายก่อนพระอาทิตย์ตกดินเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการออกรุนหากุ้งในท้องทะเล เรืออวนรุนสามารถรุนได้ทั้งกลางวันและตอนกลางคืน แต่ในตอนกลางคืนสามารถดักจับกุ้งได้ในปริมาณค่อนข้างดีกว่าในตอนกลางวันชาวประมงพื้นบ้านจึงนิยมที่จะออกเรืออวนรุนในตอนกลางคืนเป็นส่วนมาก ในตอนใกล้ค่ำชาวประมงจะออกเรือไปสู่บริเวณนอกปากอ่าวในบริเวณที่อยู่ไกลออกจากฝั่งในระยะทางประมาณ 2000 เมตร- 3000 เมตร จากบริเวณชายฝั่ง

          วิธีการใช้เรืออวนรุนสำหรับการดักจับกุ้งนั้น ชาวประมงจะใช้เรือเป็นตัวขับเคลื่อนอวนในลักษณะความเร็วสม่ำเสมอ ซึ่งกุ้งจะเข้าไปอยู่ในอวน เพราะถูกโซ่ตรวนบริเวณปากขอบด้านล่างของอวนที่เป็นตัวกระทบน้ำในขณะที่เรือกำลังแล่นอยู่ เมื่อเรือเข้าใกล้กุ้ง โซ่ตรวนที่กระทบน้ำอยู่ท้ำให้กุ้งดีดตัวเข้าไปอยู่ในอ้วนที่มีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมทำให้กุ้งที่เข้าไปแล้วไม่สามารถออกมาได้เพราะด้วยโซ่ตรวนที่คอยกระทบน้ำสั้นสะเทือนไปมาทำให้กุ้งไม่กล้าเข้าใกล้ ในบริเวณปากล่างของอวนรุนนั้นมีช่วงความห่างจากพื้นดินไม่มากนัก โดยช่วงปากมีขนาดความก้วาง 19 ศอก โดยใช้กับเครื่องสูบเดียวถ้าเป็นเครื่องเรือใหญ่จะมีความกว้างของปากอวน 30 ศอก

 

                อุปกรณที่ใช้ในการดักจับสัตว์น้ำประเภทกุ้งด้วยเรืออวนรุน

  1. เรือหางยาวติดเครื่องยนต์
  2. คันแพ 2อัน หรือคันรุน ซึ่งมีขนาดความยาว ประมาณ 15 เมตร ทำด้วยไม้ไผ่
  3. ทุ่นลอยสำหรับไม่ให้คันแพจมน้ำมากเกินไป
  4. เนื้ออวน
  5. โซ่ตรวน
  6. ร่มบังฝนบังแดด
  7. ภาชนะสำหรับใส่กุ้ง จำพวก ตะกล้าพลาสติก

                ขั้นตอนการเก็บกุ้งที่ได้จากการดักจับด้วยเรืออวนรุน จะสบัดกุ้งให้เข้าถุงตอนท้ายแล้วเก็บกุ้งใส่ตะกร้าหลักจากนั้นจะผูกเชือกที่ผูกติดกับแอก ที่อยู่ข้างหัวเรือหลังจากนั้นทำการเก็บพับถุงอวนเพื่อนำไปทำความสะอาด ในการดักจับกุ้งด้วยเรืออวนรุนแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับว่าน้ำนั้นดีหรือไม่ เพราะถ้าในขณะที่ทำการรุนเรืออวนรุนอยู่นั้นปริมาณน้ำเกิดมีน้ำเสียในปริมาณมากปริมาณกุ้งจะมีน้อยตามไปดว้ยทำให้ไม่ได้กุ้งในปริมาณมากเพียงพอ ในการรุนเรืออวนรุนแต่ละครั้งชาวประมงกล่าวว่า ใน1 ปีจะสามารถ รุนเรืออวนรุนได้ 10 เดือน ในเดือนหนึ่งทำการรุนเรืออวนรุนได้ประมาณ 20 วัน ในการรุนเรืออวนรุนแต่ละครั้งน้องจากได้กุ้งแล้วยังมีสัตวน้ำจำพวกปลา กั้ง แต่มีปริมาณน้อยกว่ากุ้งมาก

                ในส่วนของอวนที่ใช้สำหรับการรุนเรืออวนรุนนั้นสามารถใช้ได้ 6 เดือนเป็นเวลายาวนานสูงสุด ในส่วนของไม้ไผ่คันแพ หรือไม่ไผ่คันรุนนั้นมีอายุการใช้งาน เป็นเวลา 1ปี ขึ้นอยู่กับว่าไม้ไผ่นั้นมีความแก่มากน้อยเพียงใด

                ภูมิปัญญาของชาวประมง

                จากการสอบถามชาวประมงพื้นบ้านผู้ทำการดักจับสัตว์น้ำประเภทกุ้งด้วยเรืออวนรุนนั้นชาวประมงกล่าวว่า การใช้เรืออวนรุนในการดักจับกุ้งนั้นมีมานานมากมีมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้วและไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ที่คิดค้นขึ้นมาเพราะเป็นเพียงการรับสืบทอดต่อจากบรรพบุรุษเท่านั้นและจากการสอบถามผู้สูงอายุในหมู่บ้าน ผู้สูงอายุเหล่านั้นกล่าวว่าตนไม่ทราบที่มาที่แน่นอนเพียงแต่บอกได้ว่ามีมานานมากแล้วและใช้เรืออวนรุนในการดักจับสัตว์น้ำประเภทกุ้งกันมานานแล้วเรืออวนรุนมีวิวัฒนาการในการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของอุปกรณ์บางอย่างในการใช้ร่วมกันในการรุนเรืออวนรุนแต่ละครั้งสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงจากอดีตนั้นคือ คันแพหรือคันรุนเรืออวนรุนมีการนำท่อ พีวีซี มาใช้แทนไม้ไผ่คันแพ แต่ไม่ค่อยนิยมใช้กันมากนักเพราะ ท่อพีวีซี มีความหนักมากใช้ได้กับเรืออวนรุนที่มีขนาดใหญ่เท่านั้น และบางลำมีการใช้ท่อพีวีซีร่วมกับไม้ไผ่คันแพเพื่อเพิ่มความเข็งแรงของคันเรืออวนรุน

 

                ปัญหาอาชีพการจับกุ้งด้วยเรืออวนรุน

  1. ปัญหาปริมาณสัตว์น้ำประเภทกุ้งมีจำนวนน้อยลงกว่าในอดีต
  2. เครื่องยนต์สำหรับใช้ในการรุนเรืออวนรุนมีการเสียบ่อยมาก
  3. ถุงอวนมีการเสียหายจากกระบวนการรุนเรืออวนรุน
  4. เรืออวนรุนทำให้สัตว์น้ำประเภทกุ้งลดจำนวนลงเพราะไปทำลายเชื้อกุ้ง หรือกุ้งตัวอ่อนทำให้ตาย ไม่สามารถขยายพันธ์ใหม่ได้ทัน

 

                2.6  การดักจับสัตว์น้ำประเภทกุ้งด้วยยอ

                ยอเป็นอุปกรณ์ดักจับสัตว์น้ำประเภทกุ้งอีกชนิดหนึ่งซึ่งชาวประมงช้านบางจากใช้กันมาเป็ฯเวลานานด้วยอาศัยภูมิปัญญาที่มีการสืบทอดตกต่อกันมา ซึ่งชาวประมงกล่าวว่า มีมานานหลายชั่วอายุคน

                วิธีการดักจับสัตว์น้ำประเภทกุ้งด้วยยอ

                โดยเริ่มจากการสร้างขนำกลางแม่น้ำสูงประมาร 5เมตร จากน้ำหลังจากนั้นนำยอมาวางในการผูกยอจะใช้อวนตาถี่สีแดงซึ่งมีความเหนียวขนาดกว้าง 5/5 เมตร นำมาประกอบผูกติดกับ คันแพ หรือกันยอผูกติดด้วยเชือก ผูกสายน้ำสวน 2 เส้นอยู่ที่บริเวณปากยอ หลังจากนั้นวางคันยอลงน้ำปล่อยทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง จึงยกยอสามารถยกได้ทั้งน้ำขึ้นและน้ำลง

 

                3.  สัตว์น้ำประเภทปู

                จากการสอบถามชาวประมงพื้นบ้านผู้ทำการดักจับสัตว์น้ำประเภทปูนั้น ชาวประมงกล่าวว่าปูเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่ทำรายได้ให้แก่ชาวประมงพื้นบ้านเป็นจำนวนมากอีกประเภทหนึ่ง

                3.1  เครื่องมือที่ใช้ในการดักจับสัตว์น้ำประเภทปูเปี้ยว

เครื่องมือที่ใช้ในการดักจับสัตว์น้ำประเภทปูนั้น คือกระป๋องเปี้ยว โดยในการทำกระป๋องเปี้ยวนั้นจะใช้กระป๋องนมที่ใช้แล้วนำมาทำเป็นอุปกรณ์ในการดักจับสัตว์น้ำประเภทปูเปี้ยว

ปูเปี้ยวเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่อาศัยอยู่บริเวณริมน้ำสามารถอยู่ได้ทั้งบนบกแ ละในน้ำแต่ส่วนใหญ่แล้วจะอยู่บริเวณ บนบกเสียเป็นส่วนใหญ่ในบริเวณพื้นที่ป่าชายเลน โดยธรรมชาติของปูเปี้ยวจะมี รู 2 รูคือรูไว้สำหรับขึ้นและรูไว้สำหรับลง มีการเชื่อมต่อติดกันอยู่ตรงส่วนล่างของรูทั้งสอง ลักษณะของรูปูเปี้ยวจะเป็นดินเหนียวเลนตั้งอยู่บริเวณใกล้แหล่งน้ำและบริเวณพื้นที่ป่าชายเลนขนาดของรูปูขึ้นอยู่กับขนาดของตัวปู

                วิธีการทำกระป๋องเปี้ยว 

                โดยเริ่มจากนำกระป๋องนมมาเปิดฝาด้านหนึ่งออกหลังจากนั้นทำการเจาะรูตรงส่วนกลางของกระป๋องนม นำลวดมาผูกห้อยไว้ในกระป๋องนมไว้เป็นที่สำหรับเสียบเหยื่อกระป๋องปูเปี้ยวมีลักษณะคล้ายกับกรงดักหนูทุกประการแต่แตกต่างกันในส่วนของลักษณะรูปร่างเท่านั้น

                เหยื่อที่ใช้ในการดักจับปูเปี้ยวนั้นคือปลากระบอกตัดครึ่งตัวในส่วนของปากกระป๋องเปี้ยวใช้กระป๋องน้ำมันเครื่องที่เป็นพลาสติก ทำการตัดเป็นรูปวงกลมมีขนาดเท่ากับปากกระป๋องนมตรึงให้ติดกับไม้ไผ่ที่ผูกเป็นรูปตัวที หลังจากนั้นทำการเจาะรูที่ส่วนข้างท้ายของกระป๋องนมทั้งสองข้าง ใช้สายยางรัดสอดเข้าไปในรู ดึงมาผูกที่ไม้ไผ่ที่เป็นรูปตัวที หลังจากนั้นทำการดันหางไม้ไผ่สอดเข้าไปยังลวดเสียบเหยื่อปากกระป๋องก็จะอ้าออก หลังจากนั้นน้ำไปวางไว้ข้างรูปูเปี้ยว ปูก็จะเดินเข้าไปกินเหยื่อ เมื่อเหยื่อกระตุก ฝาคลอบก็จะหลุดปิดปากกระป๋องทำให้ปูเปี้ยวไม่สามารถออกมาจากกระป๋องปูเปี้ยวได้

 

                ภูมิปัญญาของชาวประมง

                จาการสอบถามชาวประมงพื้นบ้านบ้านปากทะเลบางจากนั้นชาวประมงกล่าวว่า การใช้กระป๋องนมในการดักจับปูเปี้ยวนั้นเป็นการรับมาจากแหล่งชุมชนอื่นพึ่งมีการนำกระป๋องปูเปี้ยวมาใช้ในการดักจับปูเปี้ยวเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง

                ปัญหาการดักจับสัตว์ประเภทปูด้วยกระป๋องปูเปี้ยว

  1. ปริมาณปูมีน้อยและมีขนาดเล็กลง
  2. สายยางที่เป็นสปริงสำหรับการดีดขาดได้ง่าย
  3. ไม่ค่อยให้ความนิยมในการใช้กระป๋องปูเปี้ยวสำหรับการดักจับปูเปี้ยว เพราะได้น้อยและยากลำบากในการพกพาเพราะต้องใช้กระป๋องปูเปี้ยวในปริมาณที่มากในการดักจับปูเปี้ยวแต่ละครั้ง

                3.2 การดักจับสัตว์น้ำประเภทปูด้วยไซ

                จากการสอบถามชาวประมงผู้ทำการดักจับสัตว์น้ำประเภทปูด้วยไซ บ้านปากทะเลบางจาก นั้นชาวประมงกล่าวว่าไซเป็นอุปกรณ์การดักจับน้ำประเภทปูที่ชาวประมงใช้กันมาเป็นเวลาประมาณ 20ปี

                วิธีการดักจับสัตว์น้ำประเภทปูด้วยไซ

  1. โดยเริ่มจาก หาลวดมาทำขอบดัดเป็นรูปสี่เหลี่ยม
  2. ใช้ไม้เหลาเป็นโคลงสี่อัน
  3. นำอวนมาหุ้มให้รอบโคลง ไซมีขนาดกว้าง 25/50 เซนติเมตร
  4. ไม้ตะเกียบ 1อัน สำหรับเสียบเหยื่อ
  5. ไม้พาน 1อัน

                ปัญหาการดักจับสัตว์น้ำประเภทปูด้วยไซ

  1. ปริมาณปูที่ลดจำนวนลง
  2. การขโมยปู
  3. การสูญหายของไซ

                3.3  การดักจับสัตว์น้ำประเภทปูด้วยแร้ว

                การดักจับสัตว์น้ำประเภทปูด้วยแร้ว นั้นเริ่มต้นโดยการเตรียมเหยี่อเป็นอันดับแรกโดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที ชาวประมงเรียกว่าการห่อเหยื่อ ซึ่งชาวประมงจะนำลูกปลาขนาดเล็ก เช่นปลากระบอกมาใส่ในอวนขนาดเล็กซึ่งมีขนาด 5/8 เซนติเมตรใส่ให้ได้ขนาด 1 อุ้มมือ ผูกมัดด้วยสายยางที่ปากอวน เป็นรูป ทรงกลม

                หลังจากนั้นก็นำไปเสียบที่ตะเกียบแร้วซึ่งเป็นที่เสียบเหยื่อ มีลักษณะคล้ายตะเกียบ 1อัน นำแร้วไปปักในป่าซึ่งเป็นบริเวณป่าชายเลน ปูจะออกมากินเหยื่อ โดยเข้าทางปากแร้ว 2 ด้าน มีลักษณะคล้ายขอบงา เมื่อปูเข้าไปแล้วจะไม่สามารถออกมาได้

                อุปกรณ์ที่ใช้

  1. แร้ว
  2. เหยื่อ ปลากระบอกขนาดเล็ก
  3. สายยางรัด
  4. มัดตัดอวนให้ได้ขนาด
  5. ตะกร้าใส่เหยื่อ

                ปัญหาการดักจับสัตว์น้ำประเภทปูด้วยแร้ว

  1. ปริมาณปูมีน้อย และมีขนาดเล็กลง
  2. ปัญหาน้ำเสีย ทำให้ปูตาย

 

                    4.   สัตว์น้ำประเภทปลา

4.1  การดักจับสัตว์น้ำประเภทปลาด้วย หรัม

                หรัม เป็นอุปกรณ์สำหรับใช้เป็นที่พักของปลาแล้วใช้อวนตาถี่ขนาด 4-5 เซนติเมตร ลอมจับลักษณะของหรัมเป็นการนำกิ่งไม้มาปักไม้ในแม่น้ำในลักษณะวงกลมซึ่งปลาจะเข้าไปอยู่อาศัยทิ้งไว้ประมาณ 2-3 เดือน หลังจากนั้นใช้อวนล้อมถอดไม้ขึ้นแล้วใช้สวิงตัก หรืองมด้วยมือ

                ปัญหาการดักจับสัตว์น้ำประเภทปลาด้วย หรัม

  1. หรัมทำให้กีดขวางการจราจรทางเรือ

                4.2  ถุงซั้งน้ำสวน

                จากการสอบถามชาวประมงผู้ทำการดักจับสัตว์น้ำประเภทปลาด้วยถุงซั้งน้ำสวนได้ความว่า การดักจับปลาด้วยถุงซั้งน้ำสวนจะทำกันในตอนที่ “น้ำสวน ”หมายถึงการวางถุงในทิศทางตรงกันข้ามกับทิศทางน้ำที่เป็นอยู่ในขณะนั้น คือน้ำขึ้น หรือน้ำลง

         เครื่องมือทีใช้ดักจับสัตว์น้ำประเภทปลาด้วยถุงซั้งน้ำสวนประกอบด้วยดังนี้

  1.  ถุงอวนสีแดง
  2. ไม้ไผ่ขาซั้ง
  3. เชือกผูก
  4. ไม้หลัก

                จากการสังเกตสัมภาษณ์ได้ความว่าถุงซั้งนั้นชาวประมงจะเป็นผู้ผูกขึ้นมาเอง โดยใช้อวนตาถี่สีแดงทำในระยะเวลา 1. วันจึงเสร็จโดยใช้คนประมาณ 10 คนช่วยกันผูกขึ้นมาในการผูกจะผูกในลักษณะเป็นรูปกรวย โดยมีช่วยปากถุงกว้าง 6 ศอก ความยาวของถุง 26 ศอก และมีส่วนประกอบที่สำคัญคือ “ขอบงา” ซึ่งอยู่ตรงส่วนท้ายของถุงมีลักษณะเป็นทรงกระบอกประกอบด้วย

                ขอบบนและขอบล่างหุ้มด้วยอวนตาถี่หนาเป็นรูปทรงกระบอกภายในขอบเรียกว่างาผูกเป็นรูปกรวยด้วยโดยด้านปากของงาจะผูกให้ติดกับตัวขอบด้านล่าง ส่วนตอนท้ายจะผูกให้เรียวเล็ก

                เมื่อทำการผูกถุงซั้งเสร็จแล้วก็จะนำไปวางยังขาซั้งซึ่งเรียกว่าเป็นลูก ซึ่งซั้ง 1 ลูกประกอบด้วยขาซั้ง 2 ขา  หมายถึงการนำไม้ไผ่ที่มึความยาวประมาณ 4 เมตร มาปักเป็นรูปสามเหลี่ยม โดย 1ขาซั้ง จะมีไม้ไผ่ปักปักเรียงติดต่อกันเป็นแนวยาวในระยะ 3 เส้น ใน“ช่องมูก” ส่วนทีแคบทีสุดระหว่างขาซั้ง 2ขา มีความยาว 5 ศอก ระหว่างแถวขาซั้งมีความยาว 25 เส้น ถุงมีความยาว 26 ศอก มีความช่วงปากกว้าง 7 ศอก

                วิธีการดักจับสัตว์น้ำประเภทปลาด้วยถุงซั้งน้ำสวน

                โดยดูสายน้ำที่ไหลสม่ำเสมอ หลังจากนั้นทำการวางถุงซั้ง โดยการปักหลักไม้ 2 หลักระหว่างช่วงมูกขาซั้ง จากนั้นนำถุงมาวางคลี่ออกเป็นรูปกรวยผ