รอยยิ้มและความภาคภูมิใจจางหายเหมือนหยดน้ำบนใบบัวต้องแสงแดด

 มีความอดทน-2

โสภณ เปียสนิท

...........................    

 

                    รอยยิ้มและความภาคภูมิใจจางหายเหมือนหยดน้ำบนใบบัวต้องแสงแดด นึกไม่ออกว่าหน้าตาของผมเป็นอย่างไรในตอนนั้น “แล้ว....” จำไม่ได้ว่าผมพูดอะไรต่อจากนั้น ลุงกล่าวต่อแบบสบายๆ “พิชิตยอดเขาไม่ใช่ความสุขที่แท้หรอก สุขชั่วครู่ชั่วยาม ขึ้นยอดเขานี้ได้ ภูมิใจไม่นานก็อยากขึ้นยอดเขาลูกใหม่ต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด” ลุงพูดตรงกับความรู้สึกของผมเป๊ะ “แล้วลุงพิชิตยอดเขาเพื่ออะไร” “ฝึกความอดทน เพื่อเอาชนะใจตัวเอง” “เอาชนะอย่างไร” ผมถามเร็วเหมือนหิวความรู้ใหม่

                    “ทุกคนต้องการความสบาย เมื่อเดินทางต้องใช้ความอดทนอย่างมาก” “อดทนต่ออะไรบ้าง” “อดทนต่อความเหงา อดทนต่อความกลัว อดทนต่อความเหนื่อยล้าเจ็บป่วย อดทนต่อความหิวโหย อดทนต่อความฟุ้งซ่าน ต้องฝึกความอดทนต่อสิ่งเหล่านี้” “อดทนแล้วได้อะไร” “อดทนเป็นคุณธรรมสำคัญข้อหนึ่งในพระศาสนา”

                    ผมเห็นว่าลุงตอบไม่ตรงคำถามจึงซักต่อ “ก็ใช่ แต่เพื่ออะไรครับ” แสงจากกองไฟวอมแวมเห็นใบหน้าสีทองแดงจากด้านข้าง คราวนี้ลุงมีสีหน้าเคร่งขรึม “หญ้างอกงามได้ เพราะความอดทนต่อความแห้งแล้ง คนยิ่งใหญ่ได้เพราะความอดทนเช่นกัน” ผมนึกคำพระแต่นึกไม่ออก “พระเรียกว่าอะไรนะ” “ขันติคือความอดทน หนักแน่น เหมือนแผ่นดิน เหมือนเสาเขื่อน” ผมยังไม่ค่อยเข้าใจคำเปรียบเทียบนัก “อะไรครับ ที่หนักแน่น”

                  ลุงจิบน้ำร้อนจากถ้วย ขณะที่ผมนึกอยากขอน้ำชากลิ่นหอมแปลกๆ บ้าง ลุงเหลือบมองถ้วยอาหารที่ว่างเปล่าในมือของผมทันที แล้วยกกาน้ำร้อนผสมผงชารินให้เหมือนเดาใจผมออก ผมยิ้ม ยื่นถ้วยรับ พึมพำขอบคุณ “ใจไงคุณ ที่หนักแน่น แผ่นดินใครสาดน้ำหอม หรือถ่ายเทของเสียลงแผ่นดิน เคยเห็นมันบ่น มันชมบ้างไหม” “ไม่เคยเลย” “เสาเขื่อนก็เช่นกัน คนเหยียบ หมาฉี่ใส่ กาลเวลากัดกร่อน มันก็อยู่ของมันอย่างนั้น ที่ฝึกนั้นต้องการให้ใจของเราหนักแน่นเช่นนี้”