การได้เปรียบ - เสียเปรียบ
"การได้เปรียบ - เสียเปรียบ"
สำหรับหน้าที่ในตำแหน่งผู้อำนวยการกองบริหารงานบุคคล ที่ผู้เขียนดำรงอยู่ ในแต่ละวัน ๆ คงไม่พ้นกับต้องเป็นคณะกรรมการในการสัมภาษณ์อาจารย์สายวิชาการและเจ้าหน้าที่สายสนับสนุน ที่จะต้องเข้ามาทำงานในมหาวิทยาลัย เรียกว่า "เป็นหน่วยงานด่านแรกที่ต้องทำหน้าที่ ตั้งแต่รับสมัคร สอบบรรจุทั้งข้อเขียนและการสัมภาษณ์ โดยคัดกรองในระดับแรกได้ในระดับหนึ่ง...ที่จะคัดเลือกบุคลากรเพื่อเข้ามาทำงานให้กับมหาวิทยาลัยในด้านการสอน หรือทำหน้าที่ในการสนับสนุนด้านวิชาการ"
ปัจจุบัน เรียกว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏ อยู่ในช่วงเริ่มเจริญเติบโตในด้านวิชาการ ซึ่งโตขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากปัจจุบันมหาวิทยาลัยทุกแห่งย่อมเกิดการแข่งขันกันในยุคของโลกโลกาภิวัฒน์และการเปลี่ยนแปลงของการบริหารงานภาครัฐ จุดประสงค์ของรัฐ เพื่อต้องการให้มหาวิทยาลัยสามารถบริหารจัดการตัวเองได้ และออกนอกระบบในที่สุด (ขึ้นอยู่กับความสามารถของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง)
ประสบการณ์ในการได้เป็นคณะกรรมการในการสัมภาษณ์บุคลากรที่จะเข้ามาทำงานในมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นสายวิชาการและสายสนับสนุนวิชาการ ทำให้ผู้เขียนเห็นว่าบุคลากรที่เข้ามาสมัครงาน บางท่านจบปริญญาตรี - โท โดยถ้าพิจารณาฐานะทางบ้านแล้ว สามารถเรียนต่อจนจบปริญญาเอกได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาทุนการศึกษา แต่บางท่านต้องการหาประสบการณ์โดยการทำงานก่อนจึงจะไปเรียนต่อปริญญาเอก...
จากที่พบปัญหา บางท่านเมื่อจบปริญญาโทแล้ว สอบคัดเลือกเพื่อเข้ามาทำงานแล้ว...มีโครงการจะมาเรียนต่อปริญญาเอกในภายหลัง...แต่พอเข้ามาทำงานจริง ๆ แล้ว บุคลากรเหล่านี้จะไม่ค่อยได้ทำในสิ่งที่ตนเอง Plan โครงการไว้ว่าจะเรียนต่อ...(เขาเรียกว่า "เจิ่น"...) ยิ่งถ้าเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยแล้วด้วยซ้ำ...เมื่อยังไม่จบปริญญาเอก...กฎหมายของมหาวิทยาลัยบางแห่งส่วนใหญ่จะระบุว่า...ต้องมีคะแนน TOEFL, IELTS (คะแนนการทดสอบภาษาอังกฤษ) โดยจะต้องผ่านเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับมาตรฐานเกณฑ์ของแต่ละแห่ง...ต้องมีผลสอบการเรียนต่อปริญญาเอกมาแสดงต่อมหาวิทยาลัย...เพราะในอนาคตการที่บุคลากรจบการศึกษาระดับปริญญาเอก จะเป็นตัวชี้วัดของภาครัฐที่ต้องมาวัดระดับคุณภาพของมหาวิทยาลัยว่า อาจารย์ที่สอนในระดับมหาวิทยาลัยต้องจบวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอก...
เมื่อการบรรจุเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยแล้ว สำหรับบางคนที่เมื่อสอบเรียนต่อปริญญาเอกไม่ได้แล้ว + คะแนนภาษาอังกฤษก็ไม่ผ่าน...ก็จะมาติดล็อคสอง คือ การเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย บางแห่งจะกำหนดว่า เมื่อเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยแล้ว ภายในกี่ปีที่จะต้องทำผลงานทางวิชาการเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์และศาสตราจารย์...ซึ่งก็อีกนั่นแหล่ะว่า การทำผลงานทางวิชาการของอาจารย์นั้น เป็นตัวชี้วัดอีกตัวหนึ่งที่รัฐจะทำการวัดคุณภาพของมหาวิทยาลัยว่าในแต่ละปี มหาวิทยาลัยนั้น มีการพัฒนาบุคลากรทางสายวิชาการให้มีตำแหน่งสูงขึ้นได้หรือไม่...
จากปัญหาดังกล่าว...พอสรุปได้ว่า...การที่บุคลากรเรียนจบปริญญาโทได้แล้ว และมาทำการสอบคัดเลือกเพื่อเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย ก็เป็นข้อเสียเปรียบกับบุคลากรที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอกแล้ว มาบรรจุเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย กลุ่มหลังนี้จะได้เปรียบมากกว่ากลุ่มแรก เพราะจะสามารถทำงานวิจัย + เตรียมทำผลงานทางวิชาการพร้อมกว่ากลุ่มแรก...แต่ก็มีข้อคิดให้ว่า "อย่ามัวเพลินมาเล่นทางด้านการเป็นผู้บริหารมากจนเกิน...จนลืมทำผลงานทางวิชาการนะค่ะ..." เพราะมหาวิทยาลัยบางแห่ง ก็ตั้งกฎไว้ว่า บรรจุเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยได้ แต่เมื่อครบกำหนดที่มหาวิทยาลัยได้วางไว้ คือ ครบเวลา เช่น ทำสัญญาแรก 3 ปี/ ครั้ง ทำสัญญาครั้งที่ 2 = 3 ปี/ ครั้ง และทำสัญญาครั้งที่ 3 = 5 ปี/ ครั้ง (ยกตัวอย่างของ มรพส.)...เมื่อครบ 11 ปี แล้วไม่ได้ผลงานทางวิชาการ คือ ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ก็ต้องกลับไปเป็นเจ้าหน้าที่ประจำตามสัญญาเช่นเดิม...(ช้ำใจไหมล่ะ...) แถมเงินค่าจ้างก็ลดลงอีก...
แต่บางท่านเก่งมาก สามารถ Plan การเรียนและทำผลงานทางวิชาการได้อีก...นี่แหล่ะสมกับเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย...ขอยกนิ้งโป้งให้เลย...
อย่าเพียงแค่คิดว่า การทำผลงานนั้นง่าย...ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด และก็ไม่ยากอย่างที่คิด...เพียงแต่เมื่อเรา Plan สิ่งใดไว้แล้ว...เราควรเริ่มลงมือทำได้แล้วค่ะ...คณะกรรมการพิจารณาผลงานวิชาการกำลังรอตรวจผลงานของพวกท่านอยู่...ซึ่งในอนาคตเราคงจะได้เห็นพนักงานมหาวิทยาลัย (ซึ่งได้อัตรามาแทนข้าราชการ)...มีตำแหน่งผลงานทางวิชาการในมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม...เพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัยให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น...
เรียนท่านอาจารย์
สวัสดีค่ะ...คุณยาย...
สวัสดีรอบดึกค่ะ
คนที่จะเข้ามาทำงานในมหาวิทยาลัย ควรคำนึงถึงข้อได้เปรียบ
เสียเปรียบเหล่านี้ด้วยนะคะ เพื่อจะได้วางแผนพัฒนาตัวเองได้ทันเวลา
สวัสดีค่ะ...
...
คนที่จะเป็นผู้นำคนอื่นหรือสอนคนอื่นได้
จะต้องรู้จักตัวเองและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ
เพื่อเป็นตัวอย่างหรือทำให้คนอื่นเชื่อและนับถือได้อย่างสนิทใจ...
ถ้าคิดแต่จะทำหน้าที่ของตัวเองไปวันๆแบบ...ขอให้ฉันมีงานทำ
ใครๆก็ทำได้เพราะงานวัดค่าของเงินได้แต่....เงินวัดค่าของงานไม่ได้
สวัสดีค่ะ...พี่ krugui...