แสงลำสุดท้ายแห่งดวงอาทิตย์ลับฟ้าไปนานแล้ว เราเดินทางกลับถึงฝั่ง ณ ที่ซึ่งกลุ่มผู้กา่อสร้างเมืองเวนิสเคยถึงมุมอับ

เมืองฟลอร์เร้นส์-1

โสภณ เปียสนิท

.........................................

                แสงลำสุดท้ายแห่งดวงอาทิตย์ลับฟ้าไปนานแล้ว เราเดินทางกลับถึงฝั่ง ณ ที่ซึ่งกลุ่มผู้ก่อสร้างเมืองเวนิสเคยถึงมุมอับ ยืนเหม่อมองท้องทะเลครุ่นคิดหาทางหลบหนีภัยสงคราม แล้วลอยคอสู่กลางทะเลเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ที่ตรงนี้เมื่อก่อนคงเป็นป่าไม้และหาดทรายกว้างใหญ่ บัดนี้กลายเป็นป่าปูนลาดยาวตลอดแนว เพื่อรองรับรถนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากทุกสารทิศ แสงไฟฟ้านวลใยบนเสาสูงส่องทางเดินวอมแวมตามระยะ

                ทุ่มครึ่งตามเวลาของเมืองแห่งนี้ เรากลับขึ้นรถเรียบร้อยและเดินทางกลับทางเดิม มัคคุเทศก์เล่าถึงเมืองปราบเซียน ที่ทำให้นักท่องเที่ยวผู้ชำนาญเสียท่าเสียทีพลัดหลงจากกลุ่มได้บ่อยครั้ง ครั้งหนึ่งเคยพากลุ่มคนไทย 22 คนท่องเที่ยวชมเมืองเนเปิ้ลในอิตาลี นัดกันว่าจะกลับมาพบที่สถานีรถไฟ ปรากฏว่า 17 คนมารออยู่มุมหนึ่งของสถานีรถไฟ อีก 5 คนขึ้นรถไฟได้ตามเวลา แสดงให้เห็นว่า การเดินทางเป็นกลุ่มนั้นต้องนัดหมายให้ชัดเจนทุกครั้ง เพื่อให้แน่นอนไว้ก่อน พลัดหลงกันขึ้นมา ต้องเสียเวลา และเสียรายการสำคัญ ๆ อื่นอีกไม่น้อย

                มัคคุเทศก์เล่า ผมฟังไปจดไป เพราะชอบการหาความรู้แบบง่าย ๆ ไม่นานนักถึงร้านอาหารจีน “พาโกดา” ที่มีความหมายถึง “เจดีย์” ร้านเก่าที่รับประทานกันไปตอนเที่ยงนั่นเอง ระหว่างรับประทานอาหารมีเรื่องเล่าบนโต๊ะอาหารที่น่าสนใจ

ผมบันทึกไว้ว่า เมื่อครั้งที่ยังเป็นหนุ่มหล่อ พี่มงคล อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสุนทรียะจากวิทยาเขตเพาะช่างเคยเดินทางมาทัศนศึกษาศิลปะแห่งกรุงโรมแล้วครั้งหนึ่ง เหตุการณ์ครั้งนั้นยังประทับอยู่ในความทรงจำ ขณะที่เดินชมกรุงโรมอยู่นั้น สาวสวยนางหนึ่งเดินตรงรี่เข้าหา แล้วโอบกอดพร้อมหอมแก้มอีกฟอดใหญ่ เพราะไม่ได้คาดคิดมาก่อน หรือว่าด้วยความยินยอม หรือตกตะลึงไม่มีใครทราบ พี่มงคลยืนนิ่งให้หอมแต่โดยดี

 

           ผผ