จากหมา....สู่แมลงปอ(ภาคสอง)นี้ ผู้เขียนและพี่จ๋าขอนำเสนอจากการสัมผัสและเรียนรู้กิจกรรมต่างๆ ของ “โครงงานคุณธรรมเฉลิมพระเกียรติ” จากคุณครูชะบาและคุณครูบุญเลิศผู้ใจดีได้ร่วมกันถ่ายทอดประสบการณ์ โดยผ่านนวัตกรรมซึ่งเป็นเครื่องมือที่จะนำไปสู่การถ่ายทอดบทเรียนในด้านคุณธรรม เราตามมาดูกันเลยค่ะ.........................


แต่ก่อนจะเข้าสู่บทเรียนนั้นขอนำเข้าสู่บริบทของโรงเรียนอย่างคร่าวๆ บริบทของโรงเรียน ชลบุรี “สุขบท” ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่ซึ่งมีจำนวนนักเรียนถึง 3,000 คน ล้อมรอบไปด้วยสังคมอุตสาหกรรมซึ่งมีคนย้ายถิ่นเข้ามาอาศัยในพื้นที่เพื่อทำมาหากิน จากจุดนี้จึงทำให้เด็กนักเรียนส่วนใหญ่ของโรงเรียนนี้ เป็นเด็กที่ย้ายถิ่นฐานมาจากส่วนต่างๆ ของประเทศไทย ซึ่งมาจากหลากหลายถิ่นที่อยู่ รวมถึงเด็กต่างจังหวัดที่มีพื้นที่ใกล้เคียงมากกว่าเด็กในพื้นที่ ของโรงเรียนเอง จึงทำให้เกิดปัญหาพฤติกรรมที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น ช่องว่างระหว่างความสัมพันธ์ของครูและผู้ปกครองที่ย้ายมาจากถิ่นฐานอื่น หรือ ผู้ปกครองส่วนใหญ่มุ่งที่จะทำมาหากิน จึงขาดการดูแลเอาใจใส่ทำให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์กับเด็ก เช่น ปัญหาเด็กติดเกมส์ ปัญหาชู้สาว ปัญหายาเสพติด ค่านิยมทางวัตถุ เป็นต้น
จากปัญหาต่างๆเหล่านี้จึงได้เกิดกระบวนการสำหรับในการพัฒนาพฤติกรรมเด็กในด้านคุณธรรมที่เกิดจากการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมเด็กเริ่มต้นจากห้องเรียนเล็กๆ ทำให้คุณครูมองเห็นปัญหาด้านพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ของนักเรียน จนทำให้คุณครูมองวิธีการในการแก้ปัญหาโดยใช้เด็กเป็นกระบวนการในการขับเคลื่อนความคิดสำหรับการแก้ปัญหาพฤติกรรม จึงทำให้พวกเราคิดว่าสงสัยจะเป็นดังสุภาษิตที่ว่าหนามยอกต้องเอาหนามบ่ง จนทำให้เกิดนวัตกรรมที่เรียกว่า “โครงงานคุณธรรมเฉลิมพระเกียรติ” เกิดจากความคิดของเด็กกลุ่มเล็กๆที่ช่วยกันสรรค์สร้างโครงงานที่มีหัวใจการเชื่อมต่อระหว่างคำว่า ชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์โดยร้อยเรียงความคิดที่เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ แต่แฝงไปด้วยพลังอันยิ่งใหญ่และความเอื้ออาทรของมนุษย์ที่มีต่อสัตว์ร่วมโลก ที่เขาขาดโอกาสคนเลี้ยงดู จึงได้เกิดโครงงาน รักษ์สัตว์ รักษ์สังคมขึ้นแต่ความสำเร็จของโครงการไมไดเกิดจากชื่อของโครงการหรือวัตถุประสงค์ของโครงการเทานั้น หากเกิดจากพลังของการขับเคลื่อนโครงงาน โดยมีความรัก ความเมตตาและการต้องการที่จะทำดี ดังมีคำพูดที่ออกจากคุณครูชบาว่า ความดีที่อยากทำ ปัญหาที่อยากแก้ มาเป็นตัวตั้ง สำหรับโครงงานชิ้นนี้ แต่เด็กๆกลุ่มนี้ยังได้เรียนรู้ว่า การทำความดีนั้นนอกจาจะทำด้วยใจแล้ว ปัจจัยที่เรียกว่าเงิน ก็มีส่วนสำคัญไม่น้อย นี่คือความจริงที่มิอาจปฏิเสธได้ โดยเริ่มแรก นักเรียนและคุณครูผู้สนับสนุนโครงงานนี้และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ควักเงินจากระเป๋าของตนเองจนเข้าใจสัจธรรมว่า ทำไมคนทำดีถึงต้องจน ซึ่งความจนในที่นี้คงไม่ได้หมายถึง จนน้ำใจแต่เป็นความจนที่หมายถึงอาจจะทำให้ตนเองต้องเดือดร้อนเพราะการอยากทำดี อาจจะไม่ใช่ความดี ซึ่งมันอาจจะเป็นแนวทางที่ไม่ถูกต้องนัก แต่รวมถึงความไม่ยั่งยืนของโครงงานแน่นอน เอาล่ะ เมื่อครูมีใจรัก เด็กอยากทำ จึงได้เกิดการเรียนรู้และการแก้ปัญหา โดยมีประเด็นคำถามที่เกิดขึ้นในใจของเด็กๆว่า ถ้าเราไม่ควักเงินของเราแล้ว เราจะหาเงินจากไหนล่ะ คิดกันเยอะๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

นี่คงเป็นก้องกังวานที่อยู่ในหัวสมองของเด็กๆ และเป็นคำถามที่เกิดขึ้นในใจของเด็กๆ จนมีทางเลือกที่จะนำไปสู่คำตอบอยู่สองประเด็นว่า
1. จะขอเงินคนอื่น..............ดีไหม? มันอาจจะดีแน่เพราะพวกเราก็จะได้ไม่เหนื่อยจนเกินไปและเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด และก็มีคำถามต่อไปว่า และถ้าเขาไม่ให้ล่ะ? โครงงานนี้ก็คงจะต้องปิดโครงงานก่อนกำหนดแน่ๆ เลย ภาพของสัตว์ ภาพของน้องหมา น้องแมวที่มีชีวิตเป็นเดิมพันอยู่ในกำมือของเด็กกลุ่มนี้ .............เราลองมาดูวิธีที่สอง
2. เราคงต้องยืนด้วยขาของตัวเอง ดังนั้นแหล่งเงินทุนที่ได้มาก็จะต้องมาจากตัวของเราเอง ...... แล้วเราจะทำอย่างไรดีล่ะ บางคนมีความสามารถในเรื่องของการร้องเพลง บางคนมีความสามารถในเรื่องการเล่นดนตรี ถ้าอย่างนั้นความสามารถเฉพาะตัวของพวกเราน่าจะเป็นน่าจะเป็นประโยชน์มากที่สุด นั่นก็คือ การไปทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดหมวกร้องเพลง หรือการเล่นดนตรีก็ตาม มีข้อจำกัดทำให้วิธีการนี้ ยังไม่ใช่ทางออกที่จะนำไปสู่ประตู่แห่งความสำเร็จได้ง่ายนัก เด็กๆ ได้เกิดการลองผิดลองถูกและเกิดประสบการณ์ต่างๆ ขึ้นมากมาย แล้วกลับมานั่งคิดทบทวนว่าจะทำอะไรดี ในที่สุดกลุ่มแกนนำได้เรียนรู้วิธีการทำที่ห้อยพวงกุญแจจากครอบครัวและอินเตอร์เนตนำมาให้คุณครูดู คุณครูปิ้งไอเดียที่กิ๊บเก๋และให้ทุนสนับสนุนนักเรียนไปต่อยอดขยายความรู้ จากเพื่อนสู่เพื่อน จากพี่สู่น้อง

สุดท้ายแล้วก็เจอของที่กิ๊บเก๋ ที่เราทุกคนต่างรู้จักในนามของ “แมลงปอ” เอ..... เจ้าแมลงปอเป็นอย่างไรน่ะ เอาล่ะสิ เกิดคำถามขึ้นมาอีกแล้ว แล้วเราก็คงจาเริ่มค้นหาคำตอบ ก็คือ วงจรชีวิตของเจ้าแมลงปอ แม้จะเป็นสัตว์ที่มีวงจรชีวิตสั้นแต่มีปีกพร้อมที่จะโบยบินไปตามแต่ที่ใจจะต้องการ ชอบกินลูกน้ำยุงลาย ซึ่งเป็นพาหะของโรคไข้เลือดออกแต่นี่เจ้าแมลงปอยังเป็นสัตว์ที่ช่วยชีวิตคนได้ดีอีกด้วย จากคุณสมบัติดังกล่าวทำให้เรามากำหนดกลยุทธ์ในการทำกิจกรรมธุกิจได้ดังนี้
อายุของเจ้าแมลงปอหมายถึง วงจรของผลิตภัณฑ์จาต้องสั้นและมีความทันสมัยอยู่ตลอดเวลาเพื่อที่จะได้เป็นแรงจูงใจและดึงดูดลูกค้า
ส่วนปีกของเจ้าแมลงปอที่นำพาชีวิตของสัตว์ตัวนี้ไปท่องโลกกว้างก็เปรียบเสมือนกับความมีอิสระในการคิดสร้างสรรค์ สามารถที่จะสร้างสิ่งใหม่ๆ แปลกๆที่จะเกดจากพลังสมองของเด็กๆ
ส่วนคุณสมบัติของเจ้าแมลงปอที่บอกว่าชอบกินลูกน้ำยุงลาย ก็เปรียบเสมือนกับการทำความดีที่พร้อมช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด
โอ้โห.....เป็นที่น่ามหัศจรรย์ยิ่งนัก แมลงปอคุณธรรม ธุรกิจเพื่อสังคม (โดยคิดอย่างสร้างสรรค์&มีสินค้าใหม่อยู่อย่างตลอดเวลา)
จากแมลงปอตัวแรกที่ถูกจำหน่ายออกไปก็เริ่มมีตัวที่สองและที่สามออกมาจากการทำของที่ระลึกเพื่อแลกเงินบริจาค เป็นของที่ระลึกกลายเป็นของขาย จากเพื่อนสอนเพื่อน พี่สอนน้อง และในขณะนี้ผ่านมาสองปีแล้วเกิดแนวคิดว่า อะไรคงทน อะไรที่วัยรุ่นชอบ เช่นที่ห้อยโทรศัพท์ กระบวนการต่างๆ เกิดจากการลองผิดลองถูก ทำเพื่อขาย ปัจจุบันได้มีผู้ปกครองเข้ามาสอนและในขณะเดียวกันได้มีนักเรียนกลุ่มติดเกมส์ได้ใช้เวลาในการท่องโลกอินเตอร์เนตค้นคว้าวิธีการทำงานฝีมือแบบอื่นๆ มาให้กลุ่มแกนนำเพื่อผลิตสินค้าชนิดอื่นๆต่อไป

.........จากเรื่องราวที่ได้ร้อยเรียงทำให้เราได้บทเรียนที่พบว่า
→จากกิจกรรมดังกล่าวจะประสบความสำเร็จได้คงจะต้องมีจุดเริ่มต้นที่เรียกว่า “เด็กอยากทำ.ครูมีใจรักที่จะพัฒนาคุณธรรมในตัวเด็ก”
→จากกิจกรรมทำให้เด็กเรียนรู้วิธีคิดและแก้ปัญหาบนเส้นทางความถูกต้องทางพระพุทธศาสนา
→การแบ่งบทบาทหน้าที่ของนักเรียนช่วยหล่อหลอมและกล่อมเกลาให้นักเรียนเกิดพฤติกรรมความรับผิดชอบและซื่อสัตย์
→จากกิจกรรมที่เกิดขึ้นมีพื้นฐานของความรักความเอาใจใส่เมตตาของคุณครูที่มีต่ออนาคตของชาติโดยมีความมุ่งมั่นที่ต้องการจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กในด้านคุณธรรมบนพื้นฐานความถูกต้องของพระพุทธศาสนา
→การมีส่วนร่วมระหว่างภาคีเครือข่ายของเด็กนักเรียนได้สร้างความสามัคคีและเรียนรู้การแก้ปัญหาและพึ่งพาตนเองบนพื้นฐานความถูกต้องของพระพุทธศาสนา
→จากการทำกิจกรรมได้ค้นพบว่าในการที่จะพัฒนาเด็กให้มีคุณธรรมอย่างยั่งยืนได้นั้น ต้องมีองค์ประกอบพร้อมทั้งสามส่วน คือ นักเรียน ผู้ปกครอง และครู และครูนั้นต้องพร้อมที่จะเป็นกัลยณมิตรให้เด็กทุกเมื่อ
→เด็กได้เรียนรู้ว่าจากกิจกรรมหากต้องการจะทำอะไรสักอย่างนึง นอกจากความตั้งใจ ของนักเรียนเองแล้วนักเรียนยังจะต้องมีการศึกษาหาข้อมูลแล้วรู้จักในการวิเคราะห์พร้อมทั้งสังเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้เกิดข้อมูลที่ถูกต้องมากที่สุดก่อนการที่จะตัดสินใจลงมือปฏิบัติ
→จากกิจกรรมการประกอบธุรกิจคุณธรรมนักเรียนเกิดการเรียนรู้ในเรื่องทักษะการใช้ชีวิตที่รู้จักพึ่งพาตนเองในการสร้างระบบธุรกิจคุณธรรมบนพื้นฐานของความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ ความพอเพียงที่จะเป็นเกราะป้องกันในการดำเนินชีวิตและจะนำพาไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
→จากกิจกรรม เด็กๆได้เรียนรู้ว่านอกจากการประกอบธุรกิจคุณธรรมแล้วยังทำให้ค้นพบว่าการดำรงชีวิตที่มีความสุขจะต้องเอื้อเฟื้อเผื่อต่อมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม
→จากกิจกรรม คุณครู นักเรียนและผู้ปกครองได้เรียนรู้ร่วมกันว่าในการพัฒนาพฤติกรรมด้านคุณธรรมของนักเรียนจะต้องเกิดจาก ความรัก ความใกล้ชิดและมีการสื่อสารมีการปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันโดยนำการบูรณาการหลายๆศาสตร์มาเป็นตัวเชื่อมประสานเข้าด้วยกัน บนพื้นฐานของจิตอาสา
→จากกิจกรรม เด็กๆและคุณครูได้เรียนรู้ว่าการทำกิจกรรมพัฒนาคุณธรรม ปัจจัยของความสำเร็จไม่ใช่เงินแท้จริงปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือจิตใจที่มุ่งมั่นจะพัฒนาและความพากเพียรอันบริสุทธิ์
→จากความสำเร็จของการพัฒนาเด็กที่เป็นแรงผลักดันสำหรับคุณครูนอกจากในเรื่องของความรัก ความเอาใจใส่ ความเมตตาและความมุ่งมั่นแล้วเหนือสิ่งอื่นใดคือการต้องการทำเพื่อสถาบันอันสูงสุดของเราคือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

..........ผู้เขียนขอขอบคุณท่านพิมพ์ใหญ่ที่ช่วยตั้งชื่อเรื่อง จากหมา....สู่แมลงปอ........
..........ผู้เขียนขอขอบคุณคุณครูชะบาและคุณครูบุญเลิศ ผู้ให้ข้อมูลในการถอดบทเรียนและภาพสวยๆประกอบเนื้อหาครั้งนี้.........
-สุดยอดเลยน้องปอ ค่อยกลับมาอ่านอีกครั้ง.....ที่ป๋าเดไปประเมินที่ชลบุรี file note ยังไม่เสร็จเลย...ยังซ่าไปแข่งวู้ดบอล สว.ที่แพร่มาได้รองชนะเลิศ (เหรียญเงิน) มา.....คอยอ่านในบล๊อคต่อไปนะ......
วันไหนน้องปอกลับบ้าน....แล้วเอาทุเรียน "หลงลับแล" มาให้ป๋าเดลองชิมสัก 1 ลูกด้วยนะ.....
เรียน ป.เอกใกล้จะสำเร็จการศึกษาหรือยัง....แล้วคงเลิกไปประเมินแล้วนะ....