นักเรียน KM ต้องไม่ติดยึดใน “สมมติ” จนมากเกินไป เรื่องคำที่เราใช้ มันอาจจะมีความหมายที่ผิดเพี้ยนไปบ้าง
ในวง KM ที่พูดจากันไม่ได้นาน บางทีเป็นเพราะติดคำเหล่านี้มากจนเกินไป อาทิเช่น คำว่า “ Best Practice, Tacit Knowledge, CoP, Lesson Learned เป็นต้น คำเหล่านี้เป็นสิ่งที่ใช้กันบ่อยในวงการ KM ถ้าเข้าใจตรงกันก็ดีไป ไม่ต้องพูดอะไรมาก ก็รู้กันว่าหมายถึงอะไร แต่ก็มีบ่อยเหมือนกันที่ผมพบว่าการใช้คำเหล่านี้ ทำให้การสื่อสารไปไม่ถึงไหน เกิดการถกเถียงกันยกใหญ่ จนถึงขั้นทำให้ “วงแตก” ก็มี นี่คือ “ตัวชี้วัด” ที่ชัดเจนว่า คนเหล่านี้ยังไม่เข้าใจเรื่อง KM ดีพอ คือ KM ยังไม่ได้ซึม “เข้าไปในใจ” ทำให้มีข้อโต้เถียงขึ้นมา
สำหรับผู้ที่ KM ซึม “เข้าไปในใจ” แล้ว พวกเขาจะเป็นผู้ที่ตั้งใจฟัง ฟังว่าที่คนๆ นั้น ใช้คำๆ นี้ เขาหมายถึงอะไรกัน เพราะนั่นคือจุดมุ่งหมายของการใช้ภาษาไม่ใช่หรือ? ก็เพื่อสื่อสารให้เข้าใจกัน แล้วทำไมยังอดไม่ได้ที่จะฟังไปเปรียบเทียบไป พอเห็นว่าคำที่ได้ฟังมายังไม่ตรงกับความหมายที่อยู่ในใจข้า ข้าก็รับไม่ได้ ต้องถกเกียงกันให้กระจ่างว่า “ใครถูกใครผิด” แทนที่จะพยายามฟังว่าที่เขาพูดคำนั้นออกมาเขาหมายถึงอะไร ซึ่งถ้าหากตัวท่านเข้าใจก็ถือว่าจบ มันก็เท่านั้น !
เพื่อที่จะให้ท่านผู้อ่านเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ผมจะลองยกตัวอย่างคำๆ หนึ่ง ซึ่งมีผู้พยายามจะถกเถียงกับผม คำๆ นั้นก็คือคำว่า “Lesson Learned” ผมใช้คำๆ นี้ตอนที่อธิบายเรื่องการแชร์ Tacit Knowledge ว่าเราสามารถแชร์ได้ ทั้ง Success Case และ Lesson Learned ความหมายที่ผมใช้ก็คือการแชร์ Success Case หมายถึงการเล่ากรณี "ความสำเร็จ" ที่ผ่านมา เพราะว่าในนั้นถ้าฟังดีๆ จะเห็นว่ามีความรู้ (Tacit) แฝงอยู่ ส่วนการแชร์ Lesson Learned นั้นผมหมายถึงการที่เราสรุปบทเรียนจาก “ความผิดพลาด” ในอดีต ใช้มันเป็นครู เป็นความรู้ที่สอนเราได้
แต่กลายเป็นว่าผู้ที่ได้ฟังสิ่งที่ผมอธิบายเกิดอาการ “ไม่เห็นด้วย” ขึ้นมา ท่านอธิบายว่าตามที่ท่านเข้าใจมาคำว่า Lesson Learned ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในเชิงลบเท่านั้น Success Case ก็เป็น Lesson Learned เหมือนกัน ซึ่งผมฟังแล้วก็เข้าใจท่าน แต่ในภาวะนั้นผมคือผู้ที่ส่งสาร (ตามความหมายที่ผมต้องการจะใช้) แล้วทำไมท่านต้องมา "ยัดเยียด" ความหมายของท่านให้ผมด้วย จะดีกว่าไหมแค่ท่านทำความเข้าใจในสิ่งที่ผมสื่อออกไป ที่ผมสื่อออกไปเช่นนั้นเป็นเพราะผมต้องการจะแยกเรื่องการแชร์ความสำเร็จกับความล้มเหลวออกจากกัน เพื่อจะได้อธิบายให้ผู้ฟังเห็นว่าถ้าเป็นไปได้อยากจะแนะให้ลองแชร์ Success Case ก่อน เพราะเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายกว่าการแชร์ Lesson Learned ที่ต้องอาศัยการสร้างความไว้วางใจในระดับที่สูงกว่าการแชร์เรื่องธรรมดาทั่วไป
สรุปว่า นักเรียน KM ต้องไม่ติดยึดใน “สมมติ (ภาษา)” มากจนเกินไป เรื่องคำที่เราใช้ มันอาจจะมีความหมายที่แตกต่างกันไปบ้าง ขอเพียงแค่เราตั้งใจฟังกัน เราก็เข้าใจกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปยัดเยียดนิยามความหมาย (ตามที่เราเข้าใจ) ให้ใครต่อใครเหมือนที่เราชอบทำ เพียงแค่เราฟังแล้วรู้ว่าผู้ที่สื่อหมายถึงอะไร แค่นี้ก็ถือว่าได้สื่อสารกันสัมฤทธิ์ผลแล้ว . . ไม่ใช่หรือครับ
ท่านอาจารย์ ดร.
Agree. 55555. Very Good.
Problems happen because we stick on "anatta" too much.
regards,
zxc555
ยังพบมากค่ะกับการนำกระบวนการ(หยุมหยิม)มาเป็นตัวกำหนดกิจกรรมต่างๆมากไป..ละเอียดมากไปจนไม่คิดจะมองข้ามไปสู่เป้าหมายอย่างง่ายๆบ้าง... เลยกลายเป็นความรกรุงรัง(ของความคิด)ในการเก็บประเด็นสำคัญที่ควรเก็บมาใช้จริง...
ขอบคุณค่ะสำหรับมุมมองที่ดีค่ะ
ขอบคุณครับ อาจารย์ ;)
ยึดติด = อัตตา
การใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารให้เกิดความเข้าใจตรงกันได้มากที่สุด ก้นับว่าเป็นการสื่อสารที่มีคุณภาพที่สุด ภาษามีหลากหลายรูปแบบรวมทั้งอวัจนะภาษาที่ไม่ต้องใช้อักขระภาษาใดๆ เช่นภาษากาย ระดับเสียง โดยมีเป้าหมายให้ ผู้รับสาร เข้าใจดังเช่น ผู้ส่งสารอยากให้เป็น วิธีแก้ปัญหาที่เกิดกับท่านดร.ประพนธ์ คือเลี่ยงการใช้คำที่เป็นภาษาเทคนิค(บางทีเราคิดขึ้นเอง-ผมก็เป็นดั่งว่า) ถ้าอยากใช้คำภาษาต่างประเทศต้องแปลเป็นไทยง่ายๆไปด้วย (ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล อ่านข่าวทีวี)ทำให้คนทั้งประเทศเข้าใจได้ดีกว่าผู้อ่านข่าวปัจจุบันที่ชอบใช้ภาษาต่างประเทศผิดๆ แม้แต่ออกเสียง H ยังออกเสียง เฮ็ด อยู่เลย
สรุปว่า วิเคราะห์ผู้ฟัง ปรับระดับภาษาให้ทุกคนเข้าใจอย่างที่เราต้องการ
ผมเข้ามาอ่านแล้ว ก็ขออนุญาติแสดงความคิดเห็นนะครับ ซึ่งอาจจะตรง หรือ ไม่ตรง กับทุกๆท่าน ก็แสดงความเห็นกันได้นะครับ
ขอออกตัวก่อนเลยว่า ผมไม่ใช่ชาว KM นะครับ(และไม่ทราบด้วย ว่า แปลว่าอะไรครับ)
ผมก็ขอกล่าวตรงๆเลยว่า ความคิดเห็นของผม คิดต่างออกไป กล่าวคือ
การบอกกล่าวคำที่ถูกต้อง ให้ผู้อื่นรับทราบ ก็อาจจะเป็นประโยชน์ในภายหลังนะครับ
ประสบการณ์ตรงของผมเลยก็อย่างเช่น คำว่า interface
เดิมผมก็เข้าใจคำนี้อยู่แล้ว แต่ต่อมาภายหลังผมจึงได้รู้ว่าผมยังไม่ความเข้าใจอย่างถูกต้องสมบูรณ์ 100 % ซึ่งทำให้ฟัง lacture ใน class นึงไม่เข้าใจเลย
แต่วันนึงพอมีคนถกความหมายของคำนี้กัน จึงทำให้ผมเข้าใจได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์
และเป็นประโยชน์ให้ผมไปฟัง lacture ใน class นั้นได้เข้าใจมากขึ้น
การที่มีคนมาถกนี้ ถึงจะมองไม่เห็นประโยชน์ว่า ถกทำไม ในเมื่อก็เข้าใจอยู่แล้วว่า เราต้องการสื่ออะไร
แต่อาจจะมีประโยชน์ในภายหลังแบบที่ผมได้รับก็ได้นะครับ
ในทางกลับกัน หากไม่มีการถกกันในวันนั้น ผมก็อาจจะยังคงเข้าใจคำว่า interface อย่างไม่สมบูรณ์ถูกต้อง 100 % อยู่ดี