ลักษณะการบูชาพระพุทธรูปแนวจารีตนั้น อิงอาศัยแนวคิด ความเชื่อและแนวปฏิบัติที่ปรากฎในพระไตรปิฎก เป็นหลัก โดยสามารถนำหลักการปฏิบัติที่ชาวพุทธในสมัยพุทธกาลและหลังพุทธกาลยุคต้น ๆ ที่ยังถือคัมภีร์เป็นหลักปฏิบัติมาประมวลเป็นวิธีการปฏิบัติในการบูชาพระพุทธรูปซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนพระพุทธเจ้าที่ได้มีการสร้างขึ้นในยุคหลังพุทธกาลได้ 5 ลักษณะดังนี้
1) การบูชาด้วยการสรรเสริญพุทธคุณ
การสรรเสริญพุทธคุณ หมายถึง การแสดงออกถึงความเคารพยกย่องพระพุทธเจ้าด้วยการกล่าวถึงพระคุณหรือคุณลักษณะพิเศษของพระพุทธเจ้า ดังเช่นที่หมอชีวกกล่าวสรรเสริญพุทธคุณเพื่อทูลแนะนำให้พระเจ้าอชาตศัตรูเข้าเฝ้าและสดับธรรมของพระพุทธเจ้าตามความในภาษาบาลีว่า “อิติปิ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควา”[1] ซึ่งมีความหมายว่า พระพุทธเจ้าทรงประกอบด้วยคุณ 9 ประการ ได้แก่
1.1) อรหัง คือ เป็นผู้ไกลจากกิเลส
1.2) สัมมาสัมพุทโธ คือ เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
1.3) วิชชาจรณสัมปันโน คือ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ
1.4) สุคโต คือ เป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว
1.5) โลกวิทู คือ เป็นผู้รู้แจ้งโลก
1.6) อนุตตโร ปุริสทัมมสารถิ คือ เป็นผู้ฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างเยี่ยมยอด
1.7) สัตถา เทวมนุสสานัง คือ เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้หลาย
1.8) พุทโธ คือ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม
1.9) ภควา คือ เป็นผู้จำแนกธรรมสั่งสอนเหล่าสัตว์ตามอัธยาศัยอันสมควร
ในทางปฏิบัตินั้น การบูชาพระพุทธรูปตามแนวจารีตด้วยการสรรเสริญพุทธคุณ ต้องเป็นการปฏิบัติเพื่อยกย่องคุณของพระพุทธเจ้าด้วยจิตเลื่อมใสและเป็นการสร้างแรงจูงใจในการใฝ่ปฏิบัติธรรมของพระองค์เป็นสำคัญ มิใช่การสรรเสริญคุณเพื่อความขลังความศักดิ์สิทธิ์หรือต้องการหวังพึ่งอำนาจเหนือธรรมชาติจากพระพุทธเจ้า
2) การบูชาด้วยการแสดงความเคารพนอบน้อม
การแสดงความเคารพพระพุทธรูปเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของชาวพุทธ ซึ่งพระพุทธศาสนาแนวจารีตถือว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก เพราะการแสดงตนเป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนาก็ดี การบรรพชาอุปสมบทก็ดี ย่อมสำเร็จด้วยการแสดงความเคารพอย่างสูงสุดต่อพระรัตนตรัยเป็นเบื้องต้น[2] และสิ่งแทนพระพุทธรัตนะก็ได้แก่พระพุทธรูปนั่นเอง นอกจากนั้นการเคารพพระพุทธรูปยังถือเป็นการปฏิบัติตามหลักธรรมสำคัญในคารวะธรรม 6 ประการที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ ได้แก่ การเคารพในพระพุทธเจ้า การเคารพในพระธรรม การเคารพในพระสงฆ์ การเคารพในการศึกษา การเคารพในความไม่ประมาทและการเคารพในการปฏิสันถาร[3] ซึ่งในที่นี้จะกล่าวเฉพาะการเคารพในพระพุทธเจ้าเท่านั้นเพราะเป็นเป้าหมายของการวิจัยนี้
ตามแนวทางปฏิบัติแนวจารีต การแสดงความเคารพต่อพระพุทธรูปนั้นสามารถกระทำได้หลายวิธี อาทิ อัญชลี วันทนา และอภิวาท
- อัญชลี คือ การประนมมือแสดงความเคารพ
- วันทนา คือ การยกมือไหว้
- อภิวาท คือ การกราบ[4]
นอกจากนี้ การแสดงกริยาอาการที่เป็นการยกย่องคุณ ไม่ลบหลู่ มีมารยาทที่ดีงามต่อพระพุทธรูป เช่น การประดิษฐานพระพุทธรูปไว้ในที่สมพระเกียรติสำหรับบูชา ไม่หันหรือเหยียดเท้าไปหาพระพุทธรูป ไม่เดินข้าม ไม่ยกแขนข้าม ไม่เอาพระพุทธรูปมาพูดจาหรือเล่าเป็นเรื่องตลกขบขัน ไม่ถ่ายอุจจาระปัสสาวะต่อหน้าพระพุทธรูป หรือในที่ๆแลเห็นพระพุทธรูป หรือตรงหน้าโบสถ์วิหาร ไม่ตั้งพระพุทธรูปเป็นเครื่องประดับห้องหรือประดับบ้าน เหล่านี้เป็นต้น ถือเป็นการแสดงความเคารพนอบน้อมต่อพระพุทธรูป ซึ่งในสมัยพุทธกาลก็มีกรณีตัวอย่างที่พระอานนท์ได้แสดงให้เห็นเป็นแบบอย่างไว้ กล่าวคือ แม้พระพุทธเจ้าจะปรินิพพานไปแล้วและถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระเสร็จแล้ว พระอานนทเถระได้กลับไปวัดเชตวันมหาวิหาร เข้าไปยังพระคันธกุฎีที่พระพุทธเจ้าเคยประทับ เพื่อเก็บกวาดเสนาสนะ ท่านได้ประพฤติเหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ทุกประการ ที่ใดเคยนบนอบหมอบคลาน แม้เวลานั้นหาพระพุทธองค์ไม่ได้แล้ว ท่านก็ยังนบนอบหมอบคลานอยู่อย่างนั้นด้วยความเคารพในพระบรมศาสดา[5]
การแสดงออกถึงความเคารพต่อพระพุทธรูปด้วยกริยามารยาทที่ดีงามดังกล่าวนี้ จึงเป็นการบูชาพระพุทธรูปอีกลักษณะหนึ่งตามแนวทางของพระพุทธศาสนาแนวจารีตซึ่งได้กลายเป็นวัฒนธรรมของไทยที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ได้รับอิทธิพลมาจากพระพุทธศาสนาและเป็นความสง่างามบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของความเป็นไทยที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง
3) การบูชาด้วยการถวายปัจจัย 4 และเครื่องสักการะต่าง ๆ
การบูชาด้วยการถวายปัจจัย 4 ได้แก่ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและเภสัชบริขาร เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชาวพุทธในสมัยพุทธกาลซึ่งต้องทำหน้าที่อุปถัมภ์บำรุงพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ได้กระทำกัน เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว การปฏิบัติอย่างเช่นสมัยพุทธกาลก็เป็นสิ่งที่พระพุทธศาสนาแนวจารีตไม่ปฏิเสธ เพราะแนวคิดที่ว่าการปฏิบัติต่อพระพุทธรูปก็เหมือนการปฏิบัติต่อพระพุทธเจ้านั่นเอง
การปฏิบัติดังกล่าวนั้น สามารถเห็นได้จากธรรมเนียมนิยมเกี่ยวกับการถวายผ้าจีวรสำหรับห่มพระพุทธรูปบ้าง การถวายข้าวพระพุทธบ้าง การสร้างเสนาสนะถวายเป็นพุทธบูชาบ้าง โดยเฉพาะที่ถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยโบราณก็คือ การที่ในสมัยพุทธกาลเวลานิมนต์พระสงฆ์รับการถวายบิณฑบาต หรือที่เรียกว่า “อังคาส” ก็มักมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานด้วย ธรรมเนียมปฏิบัตินี้นำมาสู่วิธีการปฏิบัติในการทำบุญเลี้ยงพระที่นิยมนับรวมพระพุทธรูปเป็นองค์หนึ่งด้วย เช่น พระสงฆ์ 9 รูป เราก็ถวายอาหาร 10 รูป คือ รวมทั้งพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นประธานด้วย[6]
นอกจากนี้ ในสมัยพุทธกาล พุทธศาสนิกชนมักถวายเครื่องสักการะเพื่อเป็นการบูชาพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ โดยเครื่องสักการะที่นิยมถวาย ได้แก่ ดอกไม้และของหอม ซึ่งเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงมีพระบรมพุทธานุญาตให้ภิกษุสามารถรับได้ โดยของหอมนั้นทรงอนุญาตให้เจิมไว้ที่บานประตูบานหน้าต่างของเสนาสนะที่อยู่ ส่วนดอกไม้เมื่อเขาบูชาแล้วก็สามารถวางไว้ในที่ควรภายในเสนาสนะของตนก็ได้[7]
นอกจากนี้แล้ว ในคราวที่ทรงแสดงธรรมโปรดพระเจ้าพิมพิสารเป็นครั้งแรก ณ สวนเวฬุวัน มีหลักฐานปรากฏในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย (พุทธวงศ์)ว่า
ครั้งนั้นพระเจ้าพิมพิสารได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยเครื่องสักการะมีประทีป ธูป ของหอมและดอกไม้ เป็นต้น[8] และในคราวที่เสด็จไปโปรดเมืองไพศาลีขณะประสบภัยพิบัติ เมื่อเสด็จกลับทางแม่น้ำคงคาไปสู่เมืองราชคฤห์ ทั้งพระเจ้าพิมพิสารและเจ้าลิจฉวีก็ได้ทำการสักการะบูชาพระพุทธเจ้าร่วมกันอย่างยิ่งใหญ่ โดยการยกฉัตรในระหว่างทางเสด็จพระพุทธดำเนินเป็นระยะ ๆ ประกอบกับการถวายสักการะด้วยธงและเครื่องสักการะมากมาย อาทิ ดอกไม้และของหอม[9]ด้วย แบบอย่างการปฏิบัติเหล่านี้ ชาวพุทธได้ถือเป็นวิธีปฏิบัติที่พึงกระทำต่อพระพุทธรูป ดังที่ชาวพุทธบางส่วนได้กระทำกันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นการบูชาพระพุทธรูปแนวจารีตเช่นกัน
4) การบูชาด้วยการปฏิบัติธรรม
การปฏิบัติธรรม คือ การประพฤติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งในทางพระพุทธศาสนาแนวจารีตถือว่าเป็นการบูชาพระพุทธเจ้าวิธีหนึ่ง และถือว่าเป็นวิธีที่มีความสำคัญสูงสุดเหนือกว่าการบูชาด้วยอามิสทั้งปวง การบูชาด้วยการปฏิบัติธรรมนี้อาจเรียกได้ว่า “ปฏิบัติบูชา” หรือ “นิรามิสบูชา” ก็ได้ การบูชาด้วยการปฏิบัติธรรมหรือการประพฤติชอบนี้ เป็นวิธีการที่พระพุทธเจ้าทรงสอนอยู่เสมอ ๆ เพราะพระองค์ต้องการให้ชาวพุทธตระหนักในคุณค่าแห่งธรรม เคารพธรรม บูชาธรรมเหนือสิ่งอื่นใด ดังที่ตรัสสอนว่า
บุคคลประพฤติชอบเวลาใด เวลานั้นได้ชื่อว่า เป็นฤกษ์ดี มงคลดี เป็นเช้าดี อรุณดี เป็นขณะดี ยามดี และเป็นอันได้ทำบูชาดีแล้วในท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ทั้งหลาย แม้กายกรรมของเขาก็เป็นสิทธิโชค วจีกรรมก็เป็นสิทธิโชค มโนกรรมก็เป็นสิทธิโชค ปณิธานของเขาก็เป็นสิทธิโชค ครั้นกระทำกรรมทั้งหลายที่เป็น สิทธิโชคแล้ว เขา ย่อมได้ประสบแต่สิ่งที่มุ่งหมายอันเป็นสิทธิโชค[10]
ในสมัยพุทธกาลมีพระภิกษุอีกรูปหนึ่ง ที่ท่านมุ่งถึงการปฏิบัติบูชาต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระภิกษุรูปนี้ชื่อว่า พระธรรมารามเถระ แปลว่า ผู้ยินดีในการปฏิบัติธรรม เมื่อท่านรู้ว่า อีกไม่นานพระพุทธองค์จะปรินิพพาน ก็มีความคิดว่า ตัวเราเองยังไม่บรรลุคุณวิเศษอะไรเลย อีกไม่นานพระพุทธองค์ก็จะปรินิพพานแล้ว อย่ามัวเสียเวลาเลย เราจะบูชาธรรมพระพุทธองค์ด้วยการปฏิบัติธรรมให้บรรลุอรหัตให้ได้ท่านคิดเช่นนั้นแล้ว ก็ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ได้หลีกเร้นออกจากหมู่อยู่รูปเดียว หมั่นตรึกระลึกถึงธรรมะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ ปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง ทำอย่างบุคคลผู้ไร้กาลเวลา ไม่ให้มีความกังวลใดๆ แทรกซึมเข้ามาในใจของท่านได้ วันคืนจะผ่านล่วงไปนานแค่ไหน ท่านก็ไม่ได้เกิดความย่อท้อในการประพฤติปฏิบัติธรรม เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบข่าวนี้ จึงทรงประทานสาธุการแก่ท่าน แล้วตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า
ภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาภิกษุผู้มีความรักในเราตถาคต พึงเป็นเช่นกับธรรมารามเถิด เพราะว่าการบูชาด้วยระเบียบและของหอมทั้งหลายนั้น ไม่ชื่อว่าเป็นการบูชาตถาคตอย่างแท้จริง ส่วนผู้ใดประพฤติปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม มุ่งทำกิเลสอาสวะในตัวให้ หมดสิ้นไป ผู้นั้นจึงจะได้ชื่อว่า เป็นผู้ปฏิบัติบูชาตถาคตอย่างแท้จริง ภิกษุผู้มีความยินดีในธรรม มีปกติใคร่ครวญธรรม และระลึกถึงธรรมอยู่เป็นนิตย์ ย่อมไม่เสื่อมจากพระสัทธรรม [11]
นอกจากนี้ ก่อนปรินิพพานพระองค์ยังได้ย้ำถึงความสำคัญของการบูชาพระองค์ด้วยการปฏิบัติบูชาว่า
ดูกรอานนท์ ไม้สาละทั้งคู่ เผล็ดดอกบานสะพรั่งนอกฤดูกาล ร่วงหล่นโปรยปรายลงยังสรีระของตถาคตเพื่อบูชา แม้ดอกมณฑารพอันเป็นของทิพย์ ก็ตกลงมาจากอากาศ ดอก มณฑารพเหล่านั้น ร่วงหล่นโปรยปรายลงยังสรีระของตถาคตเพื่อบูชา แม้จุณแห่งจันทน์อันเป็นของทิพย์ ก็ตกลงมาจากอากาศ จุณแห่งจันทน์เหล่านั้น ร่วงหล่น โปรยปรายลงยังสรีระของตถาคตเพื่อบูชาดนตรีอันเป็นทิพย์เล่าก็ประโคมอยู่ในอากาศ เพื่อบูชาตถาคต แม้สังคีตอันเป็นทิพย์ก็เป็นไปในอากาศเพื่อบูชาตถาคต
ดูกรอานนท์ ตถาคตจะชื่อว่าอันบริษัทสักการะ เคารพ นับถือ บูชานอบน้อม ด้วยเครื่องสักการะประมาณเท่านี้หามิได้ ผู้ใดแลจะเป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก หรืออุบาสิกาก็ตาม เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตามธรรมอยู่ ผู้นั้นย่อมชื่อว่าสักการะ เคารพนับถือ บูชาตถาคตด้วยการบูชาอย่างยอด เพราะเหตุนั้นแหละอานนท์ พวกเธอพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า เราจักเป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควร แก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรมอยู่ ดังนี้ [12]
คำว่า “ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม” นี้ สำหรับชาวพุทธทั่วไปแล้ว หมายถึง การมีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ การรักษาศีล 5 ให้สมบูรณ์ การรักษาศีลอุโบสถเดือนละ 8 ครั้ง การถวายทาน การบูชาด้วยของหอม บูชาด้วยมาลา การบำรุงมารดาบิดาและการบำรุงสมณพราหมณ์[13] ถ้าปฏิบัติได้อย่างนี้ก็ชื่อว่า บูชาพระพุทธเจ้าหรือพระพุทธรูปด้วยการปฏิบัติ และการปฏิบัติธรรมนี้เองที่จะสามารถเป็นเครื่องค้ำจุนพระพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่ได้ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “แท้จริง นิรามิสบูชานี้เท่านั้น สามารถดำรงพระศาสนาของเราไว้ได้ จริงอยู่ บริษัท 4 นี้จักบูชาเราด้วยการบูชานี้ เพียงใด ศาสนาของเราก็จะรุ่งเรืองดุจจันทร์เพ็ญลอยเด่นกลางท้องฟ้าฉะนั้น”[14]
เมื่อเป็นเช่นนี้ ในการปฏิบัติตนเพื่อบูชาพระพุทธรูปด้วยวิธีการปฏิบัติธรรมนี้ ชาวพุทธสามารถกระทำได้ โดยการมีพระพุทธรูปไว้เป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงธรรม และปรารภพระพุทธรูปนั้นเป็นดุจดังพระพุทธเจ้าผู้ทรงสอดส่องมองดูเราอยู่ เพื่อดำเนินชีวิตตามหลักธรรมของพระองค์อย่างจริงจัง ไม่ลบหลู่พระองค์ด้วยการละเมิดธรรมนั่นเอง แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่า ให้ยุติการบูชาด้วยอามิสทั้งหลาย เพราะตามนัยที่พระพุทธเจ้าสั่งสอนไว้นั้น พระองค์ก็มิได้ทรงปฏิเสธการบูชาด้วยอามิส เพียงแต่ทรงให้ความสำคัญกับธรรมมากกว่าเท่านั้น รูปแบบการบูชาทั้ง 2 ประการ จึงมิใช่ว่าจะแยกขาดจากกัน เพราะในขณะที่บูชาด้วยอามิสนั้น การสรรเสริญพระพุทธคุณ การแสดงความนอบน้อมตามหลักคารวธรรม การเจริญพุทธานุสสติกรรมฐานโดยยึดเอาพระพุทธรูปเป็นอารมณ์ เหล่านี้ก็เป็นการปฏิบัติธรรมไปในตัว ซึ่งก่อให้เกิดคุณค่าทางด้านจิตใจ จึงกล่าวได้ว่า การปฏิบัติบูชาสามารถปฏิบัติควบคู่กับอามิสบูชาได้ แต่ต้องคำนึงเสมอว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ตระหนักเรื่องการปฏิบัติบูชาเป็นประการสำคัญ
เอกสารอ้างอิง
[1] ที.สี. 9/91/64.
[2] หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์, “เราเคารพพระพุทธรูปอย่างไร,” หนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพศาสตราจารย์หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ (ป่วน อินทุวงศ์). หน้า 86.
[3] เสฐียรพงษ์ วรรรปก, คำบรรยายพระไตรปิฎก, หน้า 216.
[4] ศูนย์พระสงฆ์นักเผยแผ่ธรรมเพื่อพัฒนาสังคม, คู่มือธรรมศึกษาตรี, หน้า 105.
[5] หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์, “เราเคารพพระพุทธรูปอย่างไร,” หนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพศาสตราจารย์หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ (ป่วน อินทุวงศ์). หน้า 88-89.
[6] เรื่องเดียวกัน, หน้า 86.
[7] วิ.จุ. 7/105/39.
[8] ขุ.อ. 33/2/405.
[9] ขุ.ธ.อ. 18/437-444.
[10] องฺ.ติก. 20/595/379
[11] ขุ.ธ.อ. 18/584
[12] ที.มหา. 10/129/160.
[13] ที.มหา.อ. 5/300-301.
[14] เรื่องเดียวกัน, หน้า 301.
ปฏิบัติบูชา เป็นการบูชาสูงสุด